นัดยิ้ม
"ถ้าเรายิ้มให้โลก โลกจะยิ้มให้เรา
ถ้าเราวีนใส่โลก โลกจะวีนกลับมา"

มินต์ - I roam alone ว่าไว้อย่างนั้น

วันนี้ผมมีนัดกับเพื่อนแต่เช้าเพื่อไป 'นานาจังเกิ้ล' ฟาร์มขนมปังท่ามกลางแมกไม้นานาพันธ์ุ ที่จะเปิดขายตั้งแต่เช้าตรู่ของทุกวันเสาร์
ผมลุกขึ้นจากเตียงด้วยความงัวเงีย นอนหลับไม่เต็มอิ่ม ร่างกายพยายามพาลำตัวลุกขึ้นต้านแรงโน้มถ่วงโลก ในขณะที่ความง่วงกำลังทำหน้าที่ของมันในการดึงแผ่นหลังให้ลงไปแนบกับเตียงนุ่มๆ อีกครั้ง
ผมเอาชนะแรงดึงดูดของเตียงด้วยโนติฟิเคชั่นเฟซบุ๊คที่เด้งขึ้นมา เป็นสัญญาณเตือนว่าใครอีกคนที่นัดไว้เขาตื่นแล้ว และผมก็จะต้องตื่นแล้วเช่นกัน
การอาบน้ำแปรงฟันดูดำเนินไปอย่างเชื่องช้าราวเต่าเดิน รู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่นาฬิกาตบหน้าเตือนสติว่ากำลังจะสายแล้ว
ผมหยิบกุญแจรถ ปิดประตู และเดินออกมาสภาพตาเปิดไม่เต็มที่

เรามาถึงร้านก่อนเวลาเปิดทำการ 1 ชั่วโมง
และจากการพลิกดูตัวเลขบนกระดาษสีเขียวที่อยู่ในมือแล้ว ผมได้คิวที่ 124
O_O!!
โอ้ว มาย ก้อด! คนจะเยอะไปไหนครับ

ท่ามกลางบรรยากาศที่รายล้อมไปด้วยผู้คนมากเชื้อชาติ ทั้งไทย จีน ฝรั่ง เมือง ม้ง แม้วทั้งหลาย เราเหมือนหลุดเข้ามาอยู่อีกประเทศหนึ่ง
เป็นประเทศที่ความแตกต่างทางวัฒนธรรมจากต่างถิ่นต่างที่ไหลรวมเข้าด้วยกันดั่งสีบนจานสี แม้จะมีบางสีที่เยอะบ้าง น้อยบ้าง เข้มบ้าง อ่อนบ้าง
แต่มันกลับกลมกลืนผสมผสานกันเป็นลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์ ที่ไม่อาจตัดสินได้ว่าสวยงามหรือไม่สวยงาม มันเพียงแต่รวมกันและอยู่ร่วมกันอย่างที่มันเป็น

ผมชอบนะ
มันเหมือนได้ออกไปจากพื้นที่เดิมๆ ไปสัมผัสกับประสบการณ์ใหม่ๆ และผู้คนใหม่ๆ ที่ไม่คุ้นเคย
ได้พบปะพูดคุย แลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ซึ่งกันและกัน
สถานที่แห่งความหลากหลายแห่งนี้ประดับประดาไปด้วยรอยยิ้มของความแข่งขันในยามเช้า ที่พร้อมจะแบ่งปันให้กับใครก็ตามที่ได้แวะเวียนมา ผ่านการพูดคุย การพยักหน้า หรือแม้กระทั่งการสบสายตา

ผมได้เจอเพื่อนที่ไม่คิดว่าจะเจอในเวลาเช้าตรู่ขนาดนี้
เราเปิดบทสนทนากันอย่างเริ่งร่าถึงเรื่องในอดีตที่ผ่านมา เรื่องปัจจุบันที่กำลังเกิด และเรื่องในอนาคตใกล้ไกลที่กำลังจะถึง
ความง่วงที่เคยเกาะกุมสมองค่อยๆ หลบหายเข้าไปอยู่ในซอกหลืบของกะโหลก
รอยยิ้มจากผู้คนรอบข้างถ่ายทอดพลังบวกให้แก่กัน
และมันส่งมาถึงเรา

แปลกจัง
เมื่อไม่ถึงชั่วโมงที่ผ่านมา ผมยังทำหน้าบึ้งบอกบุญไม่รับ จิตใจต่อต้านร่างกายที่ต้องการพาตัวเองออกมาจากห้องอันแสนสุขสบายอยู่เลย
แต่ตอนนี้ผมกลับหัวเราะร่าได้อย่างสบายใจเป็นที่สุด เหมือนรอยยิ้มขีดเส้นสร้างพื้นที่แห่งความสุขขึ้นมาล้อมรอบพื้นที่แห่งนี้ ข่มขู่แกมบังคับให้ผู้ที่จะผ่านเข้ามาวางความทุกข์จากวันจันทร์ถึงศุกร์เอาไว้นอกเส้นนั้น
รอยยิ้มบอกให้เราวางเรื่องร้ายไว้ข้างนอก แล้วมารับความสุขจากพื้นที่ตรงหน้าก่อน
"ถ้าไม่แวะเติมน้ำมัน แล้วรถมันจะวิ่งต่อไปได้ยังไง?"
เสียงกระซิบลอยมาตามสายลม ในขณะที่ผมก้าวเข้าไปในพื้นที่นั้น

กลิ่นขนมปังหอมกรุ่นโชยเตะจมูก
คิวที่หนึ่งถึงยี่สิบถูกเรียกให้เข้าไปเลือกหยิบชิ้นปลามันที่ตนต้องการก่อนผู้อื่น
ผมและเพื่อนผู้ได้คิวร้อยยืนรออย่างใจจดใจจ่ออยู่ด้านหลัง เราเชิญชวนคนที่ต่อแถวอยู่ข้างๆ เข้ามาร่วมวงสนทนาด้วยกัน
เพียงไม่นาน คิวของเราก็ถูกเรียก
เบเกอรี่มากมายหลายชนิดถูกหยิบขึ้นมาตามกิเลสและความหิวของแต่ละคน แถวจ่ายเงินยาวเหยียดเป็นงูกินหาง ผมและเพื่อนค่อยๆ แทรกตัวเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกระแสผู้คนที่ไหลตามกันไป

ขนมปังชิ้นแล้วชิ้นเล่าถูกกลืนผ่านลำคอลงไปยังกระเพาะ ทิ้งรสชาติหวานมันปะแล่มเนยไว้ที่ปลายลิ้น
กาแฟดำหอมกรุ่นทิ้งความอบอุ่นไว้ในช่องปาก แถมด้วยรสขมด้านแต่นุ่มละมุนของเครื่องดื่มสีดำที่ช่วยขับไล่ความอ่อนเพลียให้กระเด็นหายไป
บทสนทนาและรอยยิ้มยังคงทำหน้าที่ของมันต่อไป
ตราบใดที่เรายังเปิดพื้นที่ใจให้มันได้ยืน

ผมจากลาฟาร์มขนมปังแห่งนี้ไปด้วยภาพเซลฟี่กับคุณลุงคนหนึ่ง
รอยเหี่ยวย่นบนใบหน้าบ่งบอกว่าคุณลุงน่าจะผ่านโลกมาแล้วไม่ต่ำกว่าหกสิบปี หากแต่มันช่างขัดกับภาพลักษณ์ภายนอกที่เห็นยิ่งนัก
คุณลุงแต่งตัวด้วยเสื้อลายดอกเหมือนวันสงกรานณ์ คาดด้วยแถบสายสะพานสีเขียวสะท้อนแสงของพนักงานกวาดถนน ทรงผมสีชมพูแปร๋นถูกเซ็ตเป็นปลายแหลมชี้ตั้งขึ้นต้านแรงโน้มถ่วง
ผมเดินเข้าประชิดตัวทันที ตั้งแต่พริบตาแรกที่เห็นคุณลุงเดินเข้ามา

"โหลุง เจ๋งมากอะ! ขอถ่ายรูปด้วยหน่อยสิครับ"
"..." คุณลุงหันมาทำหน้ามึนใส่ แล้วเดินต่อไป
"ลุงครับๆ"
"..." คุณลุงยังคงงง ว่าไอบ้านี่ต้องการอะไรของมัน พร้อมกับชี้ตัวเองแล้วถามว่า "me?"
"..." ผมติดสตันไปสองวิ
'เฮ้ย นึกว่าคนไทย'
"Can I take a photo with you?" ผมสลับสวิตช์ภาษาในหัวก่อนจะยิงคำถามออกไปใหม่
"Yeahhhh!" คุณลุงตอบกลับมาพร้อมรอยยิ้มที่หยีจนมองไม่เห็นลูกตา

แปลกดีนะครับ
เวลาจิตใจเราขุ่นข้องหมองมัว โลกที่เรามองเห็นมันมักจะเป็นสีทึมๆ เทาๆ หม่นๆ ปนเศร้าพาให้ใจเหงาและโดดเดี่ยวเพิ่มขึ้นเป็นทวีคุณ
แต่ถ้าวันไหนเรามีความสุข ยิ้มง่ายหัวเราะสบายให้กับอะไรก็ตามที่ผ่านเข้ามาในชีวิต โลกของเราตอนนั้นมันจะช่างสดใสและมีความสุขเสียจริง

ผมว่าสภาพจิตใจมันส่งผลกับภาวะรอบข้างเราโดยตรงเลยนะ
พลังบวกพลังลบเหมือนเป็นโรคติดต่อที่ส่งต่อถึงคนรอบตัวและสภาพแวดล้อมรอบกายตลอดเวลา
แถมมันยังส่งย้อนกลับเข้ามาในร่างกายเราอีกด้วย
ทุกคนคงเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า
"สุขภาพใจที่ดี อยู่ในสุขภาพกายที่แข็งแรง"
ผมไม่ได้เห็นด้วยกับมันทั้งหมด
เพราะผมคิดว่า
"สุขภาพกายที่แข็งแรง เกิดจากสุขภาพใจที่ดีเช่นกัน"

ผมว่ารอยยิ้มทำให้โลกนี้น่าอยู่นะ
มายิ้มกันเถอะ

มาส่งต่อพลังบวกให้ตัวเองและโลกใบนี้กัน.
SHARE
Written in this book
สักวันหนึ่ง...
ในแต่ละวันที่ผ่านไป ใครเล่าประสบเรื่องใดที่ผ่านมา

Comments