1 ปี  9 เดือนกับความสุขที่สุดในชีวิต
บันทึกของปลายฟ้า   ตอนที่ 11

          ปลายฟ้ารายงานตัวรับหน้าที่ในตำแหน่งใหม่ ภายในห้องทำงานเล็กๆ มีโต๊ะทำงานวางเรียงกันอย่างเป็นระเบียบมีมุมรับแขกและห้องทำงานสำหรับข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ มีพาทิชั่นกั้นเป็นสัดส่วนระหว่างแผนกของงาน หน้าที่และความรับผิดชอบที่มากขึ้นกับวัยวุฒิที่ยังน้อยทำให้ปลายฟ้าต้องศึกษางานและปรับตัวเองให้ทำงานร่วมกับเพื่อนร่วมงานที่มีอายุมากกว่า มันไม่มีอะไรยากเกินความสามารถหากเราเปิดใจที่จะเรียนรู้
          ปลายฟ้าได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่นิติกร ทั้งที่ไม่ได้จบนิติศาสตร์ด้วยเหตุผลที่ไม่มีคนจบนิติศาสตร์ การได้รับมอบหมายงานอีกหน้าที่หนึ่งทำให้ต้องทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่นนับเป็นอีกก้าวหนึ่งของประสบการณ์ชีวิตที่ต้องก้าวเดินตามตัวบทกฎหมาย
การรายงานตัวเสร็จเรียบร้อยภารกิจแรก คือ ต้องพาครอบครัวไปไหว้หลวงพ่อแช่ม แห่งวัดฉลอง สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่เมือง ภารกิจที่สองคือการหาโรงเรียนของลูก ปลายฟ้าติดต่อที่เรียนของลูกด้วยตัวเองเป็นโรงเรียนคาทอลิคในภูเก็ต ห่างจากที่ทำงานเพียงสี่กิโลเมตร เราขอพบท่านอธิการด้วยตัวเอง ซึ่งได้รับความกรุณารับลูกเข้าเรียนในชั้น ป.1 โดยไม่่มีเงื่อนไขใดๆ ช่างแตกต่างจากโรงเรียนดังๆ ในภาคตะวันออกและกรุงเทพซะเหลือเกิน          ชีวิตที่ภูเก็ตค่อนข้างลงตัว ครอบครัวมีความสุขมากกับการใช้ชีวิตที่เรียบง่าย โรงเรียนลูกอยู่ใกล้ มีที่พักอยู่ในที่ทำงานไม่ต้องผจญภัยรถติด ตกเย็นครอบครัวได้ออกกำลังกายวิ่งไปชายทะเลชมพระอาทิตย์ตกดินที่สะพานหิน ได้ซื้อปูทะเลปลาทะเลจากชาวประมงที่นำเรือมาขึ้นฝั่ง สามคนพ่อแม่ลูกมักจะซื้อปูกลับมานึ่งและตำน้ำจิ้มซีฟู้ดทานบ่อยๆ ด้วยความสดของปูเมื่อใส่ซึ้งนึ่งปูจะดิ้นจนขาหลุดแต่เนื้อปูมีความแน่น โดยเฉพาะในฤดูของปูไข่ ข้าวสวยร้อนๆ ถูกตักใส่จานแม่บรรจงแกะเนื้อปูและไข่ปูโรยบนข้าวราดน้ำจิ้มคลุกเคล้าให้เข้ากัน คือ อาหารอันโอชะของครอบครัวเรา และด้วยหน้าตาที่อาจคมเข้มทำให้คนพื้นที่ส่งภาษาถิ่นกับเรา โชคดีที่มีเพื่อนทางใต้หลายคนพอฟังเข้าใจและพูดได้บ้าง ในวันหยุดเรามักจะขับรถชมวิวรอบเกาะ ทำให้เรารู้ว่าในธรรมชาติอันงดงามของเมืองไทยคนไทยเองบางคนไม่มีโอกาสได้สัมผัส ทั่วทั้งเกาะในสถานที่ท่องเที่ยวอันมีชื่อจะมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมาชื่นชมความสวยงามของธรรมชาติ
แล้ววันหนึ่ง...ปลายฟ้าก็พบว่าโลกนี้ช่างกลมจริงๆ เราได้พบพี่ผู้ชายที่ภรรยาได้เลี้ยงลูกให้โดยบังเอิญ ในวันที่เราต่างต้องย้ายที่ทำงานไปตามสังกัดของหน่วยงาน เราไม่ได้ติดต่อกันและไม่เคยรู้ว่าย้ายไปไหน แต่ด้วยงานที่เกี่ยวเนื่องกันทำให้ได้เจอกันและรู้ว่าที่พักอยู่ถัดจากที่ทำงานเราไม่กี่เมตรมีรั้วและหน่วยงานอื่นกั้นกลาง ในวันนั้นที่แยกกันภรรยาพี่เค้าท้องลูกคนแรก มาพบกันอีกทีมีลูกสาวสองคนบวกในท้องที่ใกล้คลอดอีกหนึ่งคน  ทำให้ลูกสาวของปลายฟ้ามีเพื่อนเล่นในวันหยุดเรามักจะได้เจอกัน แต่ไม่นานครอบครัวของพี่เค้าก็ต้องย้ายขึ้นเหนือตามคำสั่ง...จนบัดนี้เรายังไม่มีโอกาสได้เจอกันอีกเลย...          ชีวิตครอบครัวที่มีเพียงเราช่างเป็นช่วงเวลาที่สุขที่สุด  เราจะเดินทางกลับบ้านเกิดเยี่ยมญาติแค่ช่วงเทศกาลที่มีวันหยุดยาวแค่ปีละสองครั้ง เดินทางด้วยรถยนต์ถือโอกาสแวะพักและแวะเที่ยวทั้งไปและกลับ การอยู่ไกลกันทำให้ปลายฟ้าไม่ต้องรับรู้และวุ่นวายกับครอบครัวใหม่ของพ่อ ครอบครัวของพี่ และครอบครัวของน้องมากนัก พวกเค้าต้องดำเนินชีวิตด้วยตัวเอง แต่การที่เราอยู่ไกลกันทำให้เรารู้ว่าเรารักและห่วงใยกันมากขึ้น เราสื่อสารกันด้วยโทรศัพท์เคลื่อนที่ซึ่งค่าบริการค่อนข้างสูงในสมัยนั้น
การทำงานในหน่วยงานเล็กๆ ในต่างจังหวัด มักจะเป็นทางผ่านในการมารับตำแหน่งใหม่ของข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ที่นี่จึงทำให้เราได้เรียนรู้การทำงานจากหัวหน้างาน หัวหน้าฝ่าย และนายหลายคนที่มารับตำแหน่งไม่ถึงปีแล้วย้ายกลับ เราได้รู้จักคนในแต่ละแบบ แต่ละบุคคลจะมีลักษณะนิสัยอันเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง ซึ่งคนเป็นลูกน้องต้องยอมรับ ทุกๆ วันพุธที่นี่จะจัดให้มีการทานข้าวเย็นร่วมกันในศาลาชั่วคราวที่ถูกสร้างขึ้นชั่วคราวด้วยงบบริจาคอันน้อยนิดของผู้ประกอบการที่มาติดต่อ โครงทำด้วยไม้ยูคาหลังคามุงแฝก แต่มันเป็นสถานที่สานสัมพันธ์กันอย่างดีของพวกเรา
          ในเดือนกันยายนกับเทศกาลกินเจ เราได้มีโอกาสได้เห็นวัฒนธรรมของคนภูเก็ต ได้กินอาหารเจ ได้ไปไหว้เทพเจ้าที่ศาลเจ้า ได้เห็นการทรงเจ้า ซึ่งม้าทรงผู้เป็นร่างทรงของเทพเจ้าจีนจะใช้มีดดาบทิ่มแทงปาก แทงคอ และส่วนต่างๆของร่างกาย และได้เห็นการแห่งส่งเจ้าในคืนสุดท้ายของเทศการกินเจ ขบวนจะแห่ผ่านถนนหน้าที่ทำงานในเวลากลางคืนทั่วทั้งภูเก็ตมีแต่เสียงปะทัดจุดดังกังวาลไปทั่ว
          อีกเหตุการณ์ที่ต้องจดจำไปตลอดชีวิตคือการสูญเสียเพื่อนร่วมงาน คนเราช่างตายง่ายจริงๆ พี่แกเป็นคนสูงวัยวันทำงานยังเอาเอกสารมาให้เซ็น และทักแกว่า "ไม่สบายหรือเปล่าคะ" หน้าแกดำดูหมองไป แต่ไม่คิดว่าแกจะด่วนจากไป วันเกิดเหตุปลายฟ้าไปตรวจงานนอกพื้นที่เพื่อนโทรศัพท์บอกว่ามีตำรวจมาที่ห้องพักอาคารด้านหน้า เดินไปดูปรากฎว่าพี่แกนอนไม่ตื่นหลับไปโดยไม่มีโอกาสตื่นเครื่องปรับอากาศยังเปิดอยู่ เพื่อนข้างห้องบอกว่าทุกวันเห็นตื่นเช้ามาออกกำลังกาย แต่วันนี้แปลกสายแล้วยังไม่ตื่นลองเคาะดูไม่มีเสียงตอบจึงตัดสินใจงัดประตูห้องพัก ภรรยาบอกว่าตอนกลางคืนโทรคุยกันเป็นปกตินี่แหละคือความไม่แน่นอนของชีวิตคน
มันเป็นเรื่องแปลกสำหรับชีวิตที่ความสุขจะอยู่กับเราไม่นาน ปลายฟ้าไม่เคยคิดว่าตัวเองจะได้ย้ายกลับกรุงเทพเร็ว เราไม่เดือดร้อนที่จะต้องขอย้ายกลับเพราะเรามาทั้งครอบครัว การย้ายกลับกรุงเทพต่างหากคือความเดือดร้อนที่ยังไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจ ลูกยังเรียนไม่จบเทอมทำให้ต้องขอให้นายมีหนังสือให้ช่วยราชการต่อจนถึงวันลูกปิดเทอม โรงเรียนของลูกในกรุงเทพทำให้ปลายฟ้าต้องเขียนหนังสือขอความอนุเคราะห์ฝากลูกเข้าเรียนในโรงเรียนคาทอลิคแห่งหนึ่งพร้อมแนบคำสั่งย้าย เพื่อให้ลูกมีที่เรียนในกรุงเทพ                 การทำงานที่แห่งนี้เหมือนเป็นครู ปลายฟ้าได้ความรู้และประสบการณ์ในการทำงานมากถึงมากที่สุด ทำให้เราพร้อมที่จะผจญภัยในกรุงเทพ ปลายฟ้ารู้สึกของคุณพี่ๆ น้องๆ ทุกคนที่ยอมรับในตัวเรา เป็นระยะเวลา 1 ปี 9 เดือนที่มีความสุขที่สุดทั้งชีวิตครอบครัว และหน้าที่การงาน มีเพื่อนร่วมงานที่ดี   ใกล้ถึงวันที่จะต้องเดินทางกลับ ครอบครัวเราไม่ลืมที่จะต้องไปลาสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่เมือง ลาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ทำงาน ขนสัมภาระที่จำเป็นใส่รถคู่ใจ ตู้เย็นส่ง รสพ. ส่วนของอื่นบริจาคให้กับน้องๆ การบอกลาทำให้เสียน้ำตาทุกครั้งไป ทั้งคนอยู่คนย้ายพากันร้องไห้ พี่ที่รอรับเราในวันแรกรอส่งน้องในวันสุดท้าย เป็นผู้ชายที่ร้องไห้ฟูมฟายในวันที่เราย้ายกลับ ปลายฟ้าต้องขอบคุณสำหรับการดูแลครอบครัวเราตลอดระยะเวลาเกือบสองปีที่ภูเก็ต ...ขอบคุณมากค่ะ          
         โปรดติดตาม...  บันทึกของปลายฟ้า  ตอนที่ 12

                    
SHARE
Written in this book
บันทึกของปลายฟ้า
    บันทึกเรื่องราวชีวิตของเด็กหญิงที่ต้องกำพร้าแม่ตั้งแต่เล็ก 
Writer
plaifah
It' my life.
เศษเสี้ยวของชีวิตที่อยากเล่าให้ฟัง

Comments