REVIEW: แนะนำรายการโปรดของผมในช่วงเวลา 6 โมงเย็น
- มีหลายคนแซวกันว่า ช่วงประมาณ 2 ปีที่ผ่านมา ช่วงหกโมงเย็นนั้นเป็นช่วงที่น่าสนใจสำหรับคนไทย (เฉพาะคนไทย only) เป็นช่วงเวลาที่คนไทยอย่างเราๆ จะได้มีเวลาไปจัดสรรทำกิจกรรมโน่นนั่นนี่ คือถือว่าเป็นเวลาทองที่สงบเงียบเหมาะกับการทำอะไรตามใจตัวเอง คือถ้าไม่ติดงานหรืออยู่ระหว่างเดินทางกลับบ้าน ผมเชื่อเลยว่า คนไทยมีกิจกรรมอะไรให้ทำเยอะแยะ

- ถ้าพูดกันตรงๆ ก็คือ ตอนนี้เวลาหกโมงเย็นของทุกวัน นั้นมักเป็นเวลาว่างสำหรับคนไทย (เฉพาะคนไทย only) หลังจากดูทีวีในช่วงก่อนหน้านี้อย่างหนักหน่วง พอถึงเวลาหกโมงเย็น ก็ได้เวลาเคารพธงชาติ และเมื่อเพลงชาติบรรเลงจบ ก็แล้วแต่ว่าใครจะไปทำอะไรนะครับ บางคนก็จับมือถือขึ้นมาเล่นโซเชียลมีเดีย จะ Live หรืออะไรก็แล้วแต่แก หรือบางคนก็ไปหุงหาอาหาร (สำหรับแม่บ้าน) บางคนที่ไม่ได้ทำอะไร ช่วงเวลาหกโมงเย็นนี่ก็บรรยากาศดีไม่หยอก มีลมพัดเย็นๆ ไปดูพระอาทิตย์ค่อยๆ ทยอยตกจากฟ้าก็รื่นรมย์ใจ ไปวิ่งหรือออกกำลังกายก็ดีนะครับ ไปเหล่สาวไรงี้ หรือไม่ก็อ่านหนังสือ หรือไปอาบน้ำก็เข้าท่าดีนะครับ

- หรือบางคนก็นอน บางคนในที่นี้ก็คือผมนี่แหละ แม้ว่าพ่อและแม่ และใครต่อใครจะบอกว่าการนอนตอนช่วงพระอาทิตย์ตกดินนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ดี ไม่ควรจะทำ บ้างก็เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์บ้างละ บ้างก็อ้างไปถึงผีสางบ้างละ แต่ใคร (ผม) จะสนล่ะ บังเอิญว่าผมชอบง่วงตอนช่วงนี้ซะด้วย ผมง่วงตอนนี้ผมก็นอน พอตื่นมาซักทุ่มนึงก็ไปอาบน้ำ กินข้าว เท่าที่ผ่านมาไม่เคยเจอเลยว่ามีเหตุเภทภัยอะไรเกิดขึ้นกับตัว

- แต่ ด้วยความที่หกโมงเย็นนั้นเป็นเวลานอนที่ผิดธรรมชาติของมนุษย์ (รู้ตัวด้วยเหรอวะ) เพราะฉะนั้นไม่ใช่บางวันที่จะนอนได้หลับ ที่นี้ผมไม่ใช่เป็นคนที่ชอบออกนอกบ้านซะด้วย คือถ้าไม่จำเป็นจะต้องไปไหน ก็จะไม่ไปไหน นอนแซ่วติดบ้านไม่แคร์ผู้ใด เพราะฉะนั้น ถ้าหกโมงเย็น ผมไม่ได้มีธุระอันใด ก็จะนอนเปิดทีวี แล้วนอนดูทีวีแก้อาการนอนไม่หลับไปเรื่อยๆ

- ด้วยอานิสงค์ที่บ้านผมนั้นติดจานดาวเทียม ที่มีช่องทีวีมากมายหลายร้อยช่อง (ซึ่งเยอะมาก แต่โฆษณาเยอะกว่า) เลยได้มีโอกาสได้ดูอะไรแปลกๆ และหลากหลาย ซึ่งนั่นหมายถึงช่องทีวีจากต่างประเทศรอบๆ บ้านเรา เช่น พม่า ลาว ด้วยนะครับ แม้ว่าจะดูไม่รู้เรื่องก็เหอะ แต่ก็พอจะถูไถแล้วดูให้สนุกไปกับมันได้

- ทำเป็นเล่น ช่องพม่านี่น้องๆ ช่องเจ็ดของไทยเลยนะครับ มีเกมโชว์ซื้อลิขสิทธิ์จากเมืองนอก ไทยมีก็อตทาเลนท์ พม่าก็มีก็อตทาเลนท์ มีรายการเกี่ยวกับเกม รายการไอที รายการแฟชั่น ซีรีส์เกาหลีซับฯ พม่าก็มี โฆษณาก็เป็นสินค้าอินเตอร์ด้วย บางตัวก็เหมือนของไทยเด๊ะๆ แต่แค่พูดพม่าเท่านั้นเอง โปรดักชั่นอาจจะสู้ไทยไมได้ในบางรายการ แต่ทีวีพี่ไทยมีอะไร ทีวีพี่พม่าก็มีเหมือนกัน

- เชื่อเลยว่าบ้านไหนที่มีดาวเทียม ทั้งจานตะแกรง (ใหญ่ๆ ดำๆ แบบบ้านผม) หรือจานสี (จานทึบใบเล็ก) ช่วงหกโมงเย็นแบบนี้ คนไทย (เฉพาะคนไทย only) นั้นก็จะมีกิจกรรมที่ทำไปพร้อมๆ กันคือ ดูช่องลาว ดูช่องพม่า เป็นเวลากว่าสองปีแล้วที่ชาวดาวเทียม (พูดแล้วคิดถึงชาวดาวนาเม็กในดราก้อนบอล) ได้อาศัยช่องทีวีเพื่อนบ้านในการเสพความบันเทิงแบบไม่มีกำแพงทางภาษา คือกูดูไม่รู้เรื่องอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเลยดูแต่ภาพแล้วเสพมันก็พอ

- เรื่องนี้ยืนยันได้ว่า อาจารย์ในมหาวิทยาลัยที่เคยสอนผม เล่าให้ฟังว่า พอถึงหกโมงเย็นทีไร แม่ของอาจารย์ท่านนั้นก็จะเปิดช่องลาวดูทุกครั้งไป คาดว่าที่ดูช่องลาวเพราะภาษาลาวนั้นคล้ายภาษาไทยมาก แต่มีความเหน่อ มีสำเนียงเหนือปนอีสาน และใช้ภาษาตรงๆ ทื่อๆ ง่ายๆ กว่าบ้านเรา

- แม้ว่าโปรดักชั่น ทั้งภาพ แสง สี เสียง เวที กราฟิก จะไม่ค่อยสู้ดี แต่ความที่ดูแล้วพอจะฟังรู้เรื่อง เราก็พอจะเพลิดเพลินไปกับรายการต่างๆ ที่มีความบันเทิงน้อยหน่อย (อย่างที่ทราบก็คือประเทศลาวนั้นเคร่งครัดเรื่องวัฒนธรรม และมีการควบคุมสื่อจากรัฐ เลยทำอะไรผาดโผน หยาบคาย ขายของ เซ็กซี่ ฯลฯ เหมือนทีวีเมืองไทยไม่ได้) แต่ก็พอจะดูอะไรที่พอจะมีให้ดูได้

- ถ้าไม่นับเพลงปลุกใจรักชาติของพรรคสังคมนิยมที่เปิดวนอยู่เรื่อยๆ ก็มีรายการเพลงบ้าง รายการสารคดีบ้าง รวมถึงมีการประกาศข่าวจากภาครัฐอย่างเป็นกิจจะลักษณะด้วย หรือถ้าวันไหนมีผู้เสียชีวิต ก็ใช้ทีวีนี่แหละประกาศให้ญาติและคนรู้จักได้ทราบถึงข่าวมรณกรรม รวมถึงการซื้อเทปลิขสิทธิ์รายการจากต่างประเทศมาพากษ์ภาษาลาวแล้วออนแอร์ด้วย ซึ่งก็คล้ายๆ กับบ้านเรา ที่มีทั้งการ์ตูน สารคดี และรายการเด็ก

-ส่วนตัวผมเป็นคนชอบดูรายการเด็ก เพราะว่าอะไรก็ไม่รู้ อาจจะเพราะว่ารายการเด็กนั้นดูง่าย เข้าใจง่าย โดยเฉพาะรายการเด็กจากต่างประเทศ หลายรายการนี่ไม่ได้ง่อยๆ นะครับ ผู้ใหญ่ก็ดูกัน แล้วบางครั้งก็กลายมาเป็น Pop culture รายการเด็กที่ชอบก็เช่น Sesame street และ The muppets เป็นต้น (รายการแรกนี่มีคนทำสถิติว่า 1 ในสามของพลเมืองอเมริกาเคยดูมาก่อน ส่วนรายการหลังก็ป็อบมากถึงขนาดมีหนังใหญ่เป็นของตัวเอง ให้วง OK GO มาคัฟเวอร์เพลงธีมรายการอีกตะหาก)

ส่วนของไทยนั้นไม่ต้องคิดนานครับ คลาสสิคที่สุดต้องรายการ "เจ้าขุนทอง" แต่เสียดายที่ไม่ทราบชะตากรรม ช่อง 7 ที่ตอนนี้เป็น HD ไปแล้ว ไม่รู้ว่าเอาเจ้าขุนทองและผองเพื่อนไปไว้ไหน วันและเวลาใด หรือจะหายไปแล้วก็ไม่ทราบได้ ท่านใดทราบวานบอก ผมคิดถึง

- เพราะฉะนั้น ช่วงหกโมงเย็น ถ้าไมได้นอน ผมก็จะได้ดูรายการเด็กผ่านทางช่องลาวเป็นประจำ คือไม่ได้ถึงขนาดว่าไม่ดูไม่ได้ ห้ามพลาด แต่ว่าถ้ามีโอกาสก็จะได้ดูเสมอๆ ยกเว้นว่ามีบางช่วงที่นึกจะออนแอร์ก็ออนแอร์ วันไหนไม่ออนก็ไม่ออนซะดื้อๆ บางวันก็มาเร็ว บางวันก็มาช้าซะงั้นอ่ะ

- รายการเด็กที่ว่ามีชื่อว่า "พีธากอรา สวิตซ์" (Pythagora Switch) ถ้าเป็นสำเนียงญี่ปุ่นจะออกเสียงว่า ピタゴラスイッチ (พิตะกอระ ซุยฉิ - Pitagora Suitchi -สำเนียงผิดต้องขออภัยฮะ ) รายการเด็กรายการนี้เป็นรายการสั้นๆ มีแค่ 15 นาที แพร่ภาพออกอากาศทางช่อง NHK ตั้งแต่ปี 2002 แล้ว ผมคาดว่าน่าจะมีเวอร์ชั่นญี่ปุ่นนั่นแหละ แต่ที่ทีวีช่องลาวซื้อเทปมาพากษ์นั้นเป็นเวอร์ชั่นที่แปลงเป็นภาษาอังกฤษแล้ว

- และมียังเวอร์ชั่นสั้นจิ๊ด 5 นาทีในชื่อ PythagoraSwitch Mini ด้วย (แต่เวอร์ชั่นลาวเป็นเวอร์ชั่นดั้งเดิมนะฮะ)

- เชื่อเลยว่าทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ร้อยทั้งร้อยที่ตกหลุมรักรายการนี้ (เหมือนผม) ก็คือไตเติ้ลรายการ ทั้งไตเติ้ลเปิด ไตเติ้ลคั่นแต่ละช่วง และไตเติ้ลปิด นั้นทำเอาผมหลงไหลและหลงรักรายการนี้ แล้วที่สำคัญคือ ไตเติ้ลนั้นมีการเปลี่ยนไปเรื่อยๆ แล้วไตเติ้ลนี้มีดีอะไร?

- คำตอบคือ ไตเติ้ลของรายการนี้ไม่เหมือนรายการเด็กอื่นๆ ครับ นึกถึงรายการเด็กอื่นๆ ไตเติ้ลก็จะต้องมีตัวการ์ตูนออกมาลั้ลลาเริงร่ารำระบำ ร้องเพลงง้องแง้งไปเรื่อย แต่กับรายการพีธากอรา สวิตซ์นั้นหาไม่ แต่เป็นไตเติ้ลที่ใช้กลไกการส่งแรงทางวิทยาศาสตร์ที่เราคุ้นเคยกันดี แต่ไม่รู้ว่าจะเรียกชื่ออะไร นึกออกมั้ยครับ ที่มันแบบว่าปล่อยลูกเหล็กออกไปตามราง แล้วไปกระทบกับกลไกต่างๆ ที่วางเอาไว้ จนกระทั่งสุดท้ายก็ไปเปิดกลไกให้ทำอะไรซักอย่าง แบบนั้นละครับ

- ถ้านึกไม่ออกให้เสิร์ชหาคำว่า Rube Goldberg machine อธิบายย่อๆ คือการวางกลไกของสิ่งของต่างๆ (ที่มักจะเป็นสิ่งของบ้านๆ ที่หาได้ง่าย) แล้วทำให้สิ่งของต่างๆ ที่วางตำแหน่งเอาไว้เกิดการขยับหรือเคลื่อนที่ เป็นการส่งแรงต่อกันไปเป็นทอดๆ (Chain reaction) ทำให้เกิด Over engineer for a simple task. (เอาเรื่องง่ายๆ มาทำให้ยาก) คือแค่เปิดชื่อรายการภาษาญี่ปุ่นหน่อยนึง แต่ใช้กลไกซับซ้อนร้อยแปดประการเพียงเพื่อจะเปิดชื่อรายการแกร๊กเดียว นี่แหละคือสิ่งที่ทำให้ผมหลงรักรายการนี้ตั้งแต่ได้ชมครั้งแรก

- ส่วนเนื้อหารายการก็น่ารักไม่แพ้กัน แน่นอนว่ารายการเด็กนั้นมีลักษณะคล้ายๆ กันอย่างหนึ่งคือมีความคลิเช่ (cliche) คือมันน่าเบื่อนิดๆ อ่ะครับ กล่าวคือ พล็อตมันจะซ้ำเดิมเสมอ แค่เปลี่ยนไดอะล็อกเฉยๆ รายการนี้ก็เหมือนกัน แต่พล็อตจะเป็นอย่างไร ควรจะรู้จักกับตัวละครกันก่อนนะครับ

พีธา และ กอรา นกเด็กสองตัว ตัวนึงสีเทา ใส่หมวกไหมพรมสีเขียวลายดำ ส่วนอีกตัวสีน้ำเงิน เอากระป๋องบุบๆ มาครอบหัว (เพื่อ)
เอ็นไซโคลพีเดีย (ลาวเรียกว่า "ท่านเอ็นไซโคลพีเดีย") เป็นหนังสือปกแข็งชรา มีหน้ามีหนวด เล่มใหญ่สีแดง มีหน้าที่ให้ความรู้แก่นกเด็กสองตัว แต่ไม่เคยให้ความรู้อะไรได้ซักกะครั้งนึง
ทีวี จอห์น (ลาวเรียกว่า "โทรภาพสัญจร" -เก๋) ง่ายๆ เลยคือ เป็นทีวีผสมกับหมา มีหน้าที่ให้ความรู้ด้านต่างๆ แก่พีธาและกอรา
หนูขับรถสีแดง ส่วนใหญ่จะขับรถเข็นรีโมททีวีมาให้พีธากับกอรา เพื่อกดเปิดทีวีจอห์น แล้วก็ขับผ่านไป บางทีก็ขับรถเข็นของอย่างอื่น เช่น ไข่ไก่ เป็นต้น ไม่มีบทบาทอะไรมากกว่านี้

- ช่วงหลักของรายการที่ผมบอกว่ามันคลิเช เป็นละครหุ่นสั้นๆ เริ่มเรื่องที่ พีธากับกอราจะทำอะไรไปเรื่อยเปื่อย แล้วก็จะเกิดความสงสัยว่าทำไมเรานับไข่ไก่เป็นฟองได้ แต่จะนับน้ำตาลเป็นหน่วยได้ยังไง (คือจะให้นับเป็นเกล็ดก็ไม่ได้เว้ย) หลังจากนั้นท่านเอ็นไซโคลพีเดียจะมาถาม คุยกันซักพัก ท่านเอ็นฯ จะบอกว่า งั้นลองอ่านหน้าที่ 432 ดู (พลางกางตัวเองออกกว้าง) แต่เมื่อพีธาและกอรามาอ่าน ปรากฏว่า "ข้อยยังเป็นเด็กน้อย ยังอ่านบ่ได้" (สรุปคือท่านเอ็นฯ ไม่มีประโยชน์เลยนี่หว่า 555) ท่านเอ็นฯ เลยเรียกทีวีจอห์นออกมาเปิดทีวีฉายความรู้ให้พีธาและกอราได้ดู แต่บางทีก็ลืมรีโมท หนูขับรถสีแดงเลยขับรถเอารีโมทมาให้ แล้วหลังจากนั้นก็จะตัดเข้าสารคดีสั้นๆ ที่เกี่ยวกับเรื่องราวที่สองนกเด็กสงสัย

- ทุกตอนก็พล็อตนี้แหละ แต่แค่เปลี่ยน topic กับสถานการณ์ไปเรื่อยๆ จากเท่าที่ดู พอจะจับสังเกตได้ว่ามักเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับคณิตศาสตร์อย่างง่ายๆ เช่น การนับ การวัด ระยะทาง ฯลฯ

- หลังจากช่วงนี้จะมีแอนิเมชั่น เรื่องสั้นๆ มาสลับกันบ้างตามโอกาส ส่วนใหญ่ก็จะเป็นการให้ความรู้ในสไตล์แปลกๆ เช่น เอาน้ำตาลก้อนมาทำสต็อปโมชั่น หรือทำท่าทางเลียนแบบสิ่งของ เป็นต้น

- อีกช่วงที่เป็นไฮไลท์คือ ช่วง Algorithms March. ลาวใช้คำว่า "นี่เป็นการออกกำลังกายเป็นจังหวะ!") ก็ตามนั้นแหละครับ กล่าวคือมีคู่หู แต่งชุดสูทสไตล์ซารารีมัง (มนุษย์เงินเดือนเจแปน) มาเต้นตามจังหวะ ผสมผสานคล้ายๆ หุ่นยนต์ แต่เข้าจังหวะมากกว่า แน่นอนว่าท่าเต้นเหมือนเดิมทุกเทปครับท่าน เพลงก็เหมือนเดิม (มีเวอร์ชั่นญี่ปุ่นด้วย แต่ช่องลาวนั้นเป็นเวอร์ชั่นอังกฤษนะครับ) แต่อาศัยเปลี่ยนสถานที่เอา บางครั้งก็มีเด็กอนุบาล หมอและพยาบาล นินจา หรือบางวันก็มาคนเดียว

- ก่อนเต้นทั้งคู่จะพูดว่า "นี่เป็นการออกกำลังกายเป็นจังหวะ!" (Algorithms March!) แล้วก็เต้น พอจบก็จะพูดว่า "จบการออกกำลังกายเป็นจังหวะ!" (Algorithms March is over!) คู่หูสองคนนี้ชื่อ Hidenori Kikuchi และ Kazunari Yamada ผมก็อธิบายไม่ถูกเหมือนกันว่ามันเป็นยังไง แต่ดูแล้ว เพลินเว้ย มันเต็มไปด้วยความญี่ปุ้นญี่ปุ่น คือใครชอบความเป็นญี่ปุ่นในมุมที่มีความน่ารักนิดๆ ติงต๊องหน่อยๆ น่าจะดูแล้วเพลิน ลองดูที่ลิงค์นี้นะครับ https://www.youtube.com/watch?v=jdDd7Csl5vc

- อีกช่วงที่มาไม่บ่อยคือช่วงที่ช่องลาวแปลว่า "สวิตซ์ของมื้อนี้" (สวิตซ์ของวันนี้) เคยเกิดอาการอยากเห็นอะไรที่ลึกลับมั้ยล่ะครับ ผมเชื่อว่าวัยเด็กของเราคงเคยเกิดอาการอยากจะรู้ว่าสวิตซ์ของสิ่งต่างๆ นั้นหน้าตาเป็นอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นสวิตซ์ไฟ น้ำพุ จอข้างสนามกีฬา ไรงี้ หรือแม้แต่ปุ่มกดเครื่องเล่นสวนสนุก อย่าดูถูกไปนะครับ เด็กๆ ชอบนะ ผมก็เป็นคนนึงที่เคยอยากจะเห็นปุ่มกดของสิ่งต่างๆ แล้วก็อยากจะกดบ้าง ขนาดโตแล้ว เวลาดูปริศนาฟ้าแลบ ผมยังอยากรู้เลยว่าไอ้ปุ่มกดเก้าอี้ล่อฟ้าน่ะหน้าตามันเป็นอย่างไร ช่วงนี้ง่ายๆ เลย ทีวีจอห์นจะพาไปดูว่า ปุ่มกดของสิ่งต่างๆ หน้าตาเป็นอย่างไร ทั้งน้ำพุ ปั้มน้ำ จอข้างสนามกีฬา เป็นต้น มาไม่บ่อยแต่กระตุ้นต่อมอยากรู้ได้ดีทีเดียวเชียว

- อีกช่วงที่ผมชอบนั้นเป็นแอนิเมชั่นที่มีชื่อว่า Framy เฟรมี่เป็นหมาครับ จบ แล้วไงล่ะ มันไม่แค่นี้สิ เฟรมี่เป็นหมามินิมอล เพราะว่าประกอบขึ้นจากรูปสี่เหลี่ยมอย่างเดียวเท่านั้น พื้นหลังไม่มีอะไรนอกจากสีขาวเทาๆ ส่วนอย่างอื่นๆ ก็ประกอบขึ้นจากสี่เหลี่ยมและเส้น ผนวกกับการใช้สีไม่กี่สี เป็นการ์ตูนหมาน้อยที่ผจญภัยไปเจอเรื่องราวต่างๆ เล็กๆ น้อยๆ แอบสอนเด็กแบบเนียนๆ เช่นสมมติว่าเราจะเดินข้ามเนิน ถ้าเป็นเนินหรือสิ่งกีดขวางเล็กๆ ก็สามารถเดินข้ามได้ แต่ถ้ามันใหญ่มากๆ ก็จะไม่ข้าม ใช้เดินอ้อมเอา อะไรทำนองนี้ แม้ว่าจะไม่มีรายละเอียดอะไรเลย แต่ผมชื่นชมว่า แค่สี่เหลี่ยมประกอบกันแบบง่ายๆ แต่สามารถทำให้กลายเป็นหมาน้อยที่เต็มไปด้วยรายละเอียดท่าทางของหมาจริงๆ ได้อย่างครบถ้วน ใครดูแล้วบอกว่าไม่น่ารักนี่ ใจโคตรด้านเลยพี่

- ขออภัยที่หาลิงค์วีดีโอมาให้ชมไม่ได้ แต่เฟรมี่เป็นหมาสี่เหลี่ยมที่น่ารักจริงๆ นะ...

- ตอนเย็นๆ ถ้าผมไม่ได้ไปธุระที่ไหน หรือว่านอน ผมก็มักจะหมุนมาที่ช่องลาวเพื่อดูรายการดีๆ แบบนี้ แม้ว่าจะเป็นรายการเด็ก และไม่มีประโยชน์อะไรต่อวัยหนุ่มอย่างผม แต่ก็อย่างว่าแหละ ในยามนี้การหาอะไรดูเพลินๆ ก็ถือว่าเป็นการฆ่าเวลาได้ดี ในยามนี้ ผมและคนไทย (เฉพาะคนไทย only)ประสบปัญหาว่าตอนหกโมงเย็นแล้ว ก็ไม่มีอะไรในทีวีจะดู ถ้าท่านเป็นชาวดาวเทียม และชอบดูช่องลาว ผมขอแนะนำรายการนี้เลย เพราะภาษาลาวก็คล้ายๆ ภาษาไทย ฟังง่าย น่ารัก เพลิดเพลินเจริญใจในยามเย็น

แล้วท่านผู้อ่านล่ะครับ ตอนหกโมงเย็นดูอะไรกัน

อย่าบอกนะว่า






ป.ล. ส่วนช่วงกลางคืนนั่นน่ะ เนื่องจากว่าหลังจากสองทุ่ม (ถ้าใช้ทีวีเป็นนาฬิกาก็ประมาณรายการ "ปริศนาฟ้าแลบ" จบ) หลังจากนี้ผมจะไม่ดูทีวีครับ ผมจะใช้เวลาไปกับการทำงาน เขียนเรื่องลงคอมเพื่อเตรียมลง storylog หรือไม่ก็ดู YouTube หรือดูหนัง อ่านหนังสือ ทำเรื่องส่วนตัว จดโน่นนั่นนี่ หรือไม่ก็นอน เพราะฉะนั้นผมก็ไม่ค่อยกังวลในช่วงเวลานั้นซักเท่าไหร่ โดยเฉพาะคืนวันศุ...........(ตื๊ด).........

อ้างอิง

https://thenullset.wordpress.com/2008/06/18/pythagora-switch-pitagora-suicchi/

https://en.wikipedia.org/wiki/PythagoraSwitch

รูปภาพ

http://samuelglass.net/blog/wp-content/uploads/2014/06/pythagora.png

https://thenullset.files.wordpress.com/2008/06/1287571184.jpg?w=474

http://blog-imgs-53.fc2.com/b/o/n/bonyoro/2013y01m08d_203633280.jpg



SHARE
Written in this book
ITEM
Writer
PUSH
Write/Collage/Create
เขียนเรื่องเฉพาะที่ตัวเองสนใจ และบทกวี

Comments

niji
5 years ago
ถ้าไม่มีดาวเทียม ช่องตปท.ก็ต้องดู ....(ตื๊ดดด)
Reply
PUSH
5 years ago
ใครมีแต่ทีวีดิจิตอล แนะนำให้ปิด....(ตื้ด)......
Sunrayonsunday
5 years ago
เขียนน่าสนุกมากเลยอะ อยากดูบ้างแต่ไม่มีจาน
Reply
PUSH
5 years ago
แนะนำให้หาตาม vimeo หรือ dailymotion ฮะ ใน youtube มีน้อย เพราะติดลิขสิทธิ์ แต่ยังหาเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษไม่เจอนะครับ เท่าที่เจอมีแต่ภาษาญี่ปุ่นแฮะ ถ้าดูเพลินๆ ไม่คิดมากก็น่าจะโอเค