Lost in Translation(2003) เรื่องของคนเหงาแต่ไม่โสด
เพราะอะไรกันที่ทำให้ผมต้องดูแต่หนังเหงาๆเนิบๆ ผมอยากเรียนรู้วิธีทำความรู้จักกับคนแปลกหน้า หรือผมอาจจะกำลังเหงาอยู่ก็ไม่รู้ แต่ที่รู้แน่ชัดคือหนังเรื่องนี้มันลดราคา หนังลดราคามักมีแรงดึงดูดกับผมเสมอ มันมีแรงดึงดูดให้ซื้อ แต่หลังจากที่ถูกวางไว้ในบ้านแล้วก็ยากที่จะหยิบมาเปิดดู แต่ในที่สุดผมก็หยิบหนังเรื่องนี้มาเปิดดู

Lost In Translation เป็นเรื่องราวของ บ็อบ แฮร์ริส นักแสดงตกอับชาวอเมริกันที่รับงานถ่ายโฆษณาที่ญี่ปุ่น ที่หลังจากเสร็จจากงานในแต่ละวันเขาก็มักจะไปนั่งดื่มที่บาร์ในโรงแรมอย่างเป็นประจำ จนได้พบกับชาร์ล็อต สาวนักปรัชญาที่ตามมาอยู่กับสามีที่มาทำงานในญี่ปุ่น และสิ่งที่เกิดขึ้นกับทั้งคู่คือความเหงา แม้แต่ละฝ่ายจะมีครอบครัวแล้วก็ตาม แต่สิ่งที่พวกเขาขาดไปก็คือ”เพื่อน”

ในช่วงแรกของหนังคือความเหงาล้วนๆ อย่างบ็อบนักแสดงที่ต้องห่างจากครอบครัวเพื่อมาทำงานกับคนที่พูดคนละภาษา คนละวัฒนธรรม การสนทนากับคนอื่นก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าการคุยงานกับการทักทายตามมารยาท สิ่งที่แก้เหงาได้ดีที่สุดคงมีเพียงวิสกี้ที่บาร์ของโรงแรม จึงไม่แปลกนักที่เขาต้องการแค่เพื่อนสักคนมานั่งดื่มด้วยกัน

กับอีกหนึ่งสาวนักปรัชญาจบใหม่ที่ว่างงานเลยตามอยู่กับสามีที่ต้องมาทำงานชนิดที่ว่าไม่มีเวลาให้เธอเลย เว้นก็แต่การบอกกับเธอในตอนเช้าว่า”ผมต้องไปแล้ว” ตอนเย็น”ผมเหนื่อยมาก” และเสียงกรนในตอนกลางคืนจนเธอต้องออกมานั่งดื่มที่บาร์ในตอนดึก จนทั้งคู่ได้พบและพูดคุยกันที่บาร์จึงเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์

หนังเรื่องนี้มีความสวยงามตรงที่ความสัมพันธ์ของตัวละครไม่ใช่ความสัมพันธ์ที่ฉาบฉวย แต่คือความสัมพันธ์ที่เรียกว่าเพื่อน เพื่อนเป็นความสัมพันธ์ที่ไม่มีข้อผูกมัด ไม่ต้องปฏิบัติในสิ่งที่เรียกว่าหน้าที่ของคนรักเพื่อดูแลอีกฝ่าย แต่สามารถคุยกันเรื่องใดก็ได้ที่อยากคุย เล่าทุกอย่างที่อยากเล่าโดยที่ไม่ต้องกลัวว่าเรื่องเล่านั้นจะกระทบต่อความสัมพันธ์ หรือแม้กระทั่งทำทุกเรื่องที่อยากทำด้วยกันเพียงเพราะว่ามันสนุก

การที่ตัวละครทั้ง บ็อบและชาร์ล็อต มีครอบครัวแล้วและได้สร้างความสัมพันธ์กับใครอีกคน แต่ก็ไม่ได้พัฒนาความสัมพันธ์ไปเกินกว่าเพื่อน ที่ดูแล้วมันผิดธรรมชาติไม่เหมือนกับหนังเรื่องอื่นๆที่ชายหญิงมาเจอกันต้องมีซัมติงกันบ้างถึงแม้จะมีครอบครัวอยู่แล้ว เหมือนกับว่าหนังไม่ได้บอกว่าทั้งคู่มีความรู้สึกต่อกันยังไง แต่ให้เราลุ้นและคิดเอาเองว่าความสัมพันธ์นี้มันคืออะไรกันแน่ ส่วนผมมองว่าจริงๆแล้วตัวละครทั้งสองก็ต้องการเพียงแค่เพื่อน แค่สถานการณ์ในหนังทำให้ดูเหมือนกำลังจะมีความสัมพันธ์สวาท แต่ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น

ความรู้สึกหลังดูหนังเรื่องนี้จบคือ อินกับเนื้อเรื่องในช่วงแรกๆ ที่ดูแล้วรู้สึกได้ว่าตัวละครบ็อบโคตรเหงา โคตรเบื่อ กับการใช้ชีวิตอยู่ในต่างแดน เหมือนอยากสบถว่า “กูมาทำอะไรที่นี่วะ?” “พวกมึงคุยอะไรกัน บอกกูด้วยดิ” แต่ผมรู้สึกเฉยๆเมื่อบ็อบและชาร์ล็อตเริ่มทำความรู้จักกันจนหนังจบ คือไม่รู้สึกอินกับความสัมพันธ์ในลักษณะนี้ ที่อาจจะเกิดขึ้นกับเฉพาะผู้ใหญ่ที่อยู่ในวัยกลางคนที่กำลังเบื่อหน่ายชีวิตแล้วกำลังอยู่ต่างแดน ซึ่งผมยังไม่เข้าใจ  โดยรวมแล้วชอบแค่ช่วงแรกของหนังครับ 


SHARE
Written in this book
หนังที่อยากให้ดู
รีวิวหนัง คุยเรื่องหนัง หนัง หนัง หนัง
Writer
JeansMT_SUT
story teller
ตอนเด็กๆชอบวิชาวิทยาศาสตร์ แต่พอได้รู้ว่ามันมีคณิตศาสตร์ปนอยู่ด้วยก็เลยชอบน้อยลง

Comments

Wararit
4 years ago
เป็นหนังที่ยังคงศีลธรรมไว้ได้แฮะ ปกติต้องซะเบเดเฮไปแล้ว ~
Reply
JeansMT_SUT
4 years ago
ผมว่าความจริงน่าจะมีความสัมพันธ์ในลักษณะนี้เยอะ แต่คนทำหนังไม่ค่อยนำเสนอมากกว่า เดี๋ยวมันไม่สนุก 55555
niji
4 years ago
รีวิวน่าดู 👍👍
Reply
JeansMT_SUT
4 years ago
จริงเหรอ 55555
niji
4 years ago
อ่านแล้วอยากดูจริงๆ ;)
JeansMT_SUT
4 years ago
ขอบคุณครับ ^_^