หุ่นยนต์จะครองโลก?
คอลัมน์ Think Out Loud | หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ | 1 ก.ค. 2559

สมัยเด็กๆ หลายคนคงเคยดูภาพยนตร์ไทยโรแมนติกคอมมาดี้เรื่อง “สมศรี 422R” ที่เป็นเรื่องราวของหุ่นยนต์สาวใช้ ที่ดอกเตอร์คนหนึ่งประดิษฐ์ขึ้นมาเพื่อช่วยดูแลทำความสะอาดบ้าน ... ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี “หุ่นยนต์” ก็มักจะเป็นตัวละครเอกของภาพยนต์ดังๆ หลายเรื่อง โดยเฉพาะภาพยนต์ฝรั่งต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น Wall-E, The Terminator, หรือ I, Robot

เรื่องราวของหุ่นยนต์มักเป็นที่สนใจ สร้างความตื่นตาตื่นใจให้พวกเราเสมอ ...บ่อยครั้ง เราดูภาพยนตร์เหล่านี้ด้วยความบันเทิง ชื่นชมในความคิดสร้างสรรค์ในบทภาพยนตร์ที่เกินความเป็นจริง แต่ไม่ว่าจะน่าตื่นเต้น ชวนคิดแค่ไหน ที่ผ่านมา “หุ่นยนต์” ก็เป็นเพียงเรื่องเหนือจินตนาการที่อยู่ในภาพยนตร์เท่านั้น

เพิ่งไม่นานมานี้ ที่นวัตกรรมใหม่ๆ เริ่มทำให้คนจำนวนไม่น้อยหันมาสนใจ “หุ่นยนต์” ในมุมมองที่ต่างออกไป และเริ่มพิจารณาผลกระทบของหุ่นยนต์ต่อชีวิตของมนุษย์ในอนาคตอย่างจริงจัง … ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขัน “โกะ” นัดหยุดโลกระหว่าง “โปรแกรมคอมพิวเตอร์” (AlphaGo) กับ “มนุษย์เซียนโกะระดับโลก” (Lee Sedol) ที่มนุษย์แพ้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ไป 4-1 เกมส์ ... “Self-Driving Car” ของ Google ที่พาพวกเราเดินทางไปไหนมาไหนได้โดยไม่ต้องมีคนขับ ... หรือ “Enlitic” โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่สามารถอ่านข้อมูล X-Ray และ CT Scan ได้เร็วและแม่นยำมากกว่าบุคลากรทางการแพทย์ทั่วไป

แม้ว่าความก้าวหน้าของหุ่นยนต์จะมีเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกสบายและทำให้คุณภาพชีวิตของให้พวกเราดีขึ้น แต่พัฒนาการอันรวดเร็วของหุ่นยนต์นั้นก็ทำให้หลายคนอดคิดไม่ได้ว่า อนาคตของมนุษย์จะเป็นอย่างไร เมื่อหุ่นยนต์ฉลาดขึ้นและทำงานบางอย่างแทนมนุษย์ได้?

นักวิจัยในอเมริกาได้ลองทำการศึกษาอาชีพต่างๆ กว่า 700 อาชีพ และพบว่า 47% ของมนุษย์ที่มีงานทำอยู่ทุกวันนี้ มีโอกาสที่จะถูก “หุ่นยนต์” มาแทนที่ โดยงานที่มีความเสี่ยงสูง คืองานที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งเดินทาง (เช่น คนขับรถบริการ) หรืองานสันบสนุนทั่วไปในสำนักงาน (เช่น พนักงานต้อนรับ หรือพนักงานรักษาความปลอดภัย) ... อย่างไรก็ตาม นักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญหลายคนในอเมริกาต่างก็มีความเห็นว่า มีความเป็นไปได้อย่างมากที่เราจะเห็นบทบาทของ “หุ่นยนต์” มากขึ้นในแทบทุกสายอาชีพ นั่นเป็นเพราะงานต่างๆ ส่วนใหญ่นั้นมีองค์ประกอบที่เป็นงานทำซ้ำๆที่สามารถใช้หุ่นยนต์ทำแทนได้

เราจะเตรียมการเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงนี้อย่างไร?

จริงๆ แล้ว เราอาจจะไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนกอะไรกันมากมาย เพราะแม้ว่างานบางอย่างอาจจะหายไป แต่ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีนั้นก็จะทำให้เกิดการสร้างงานรูปแบบใหม่ๆ สำหรับมนุษย์ เช่น อาชีพ Data Scientist เป็นต้น

นอกจากนี้ แม้ว่าพัฒนาการของเทคโนโลยีที่รวดเร็วนั้นอาจทำให้เราต้องคิดถึง “ทักษะ” ที่มนุษย์เราจำเป็นต้องมีเพื่อที่จะอยู่รอดและเป็นที่ต้องการในตลาดแรงงาน ... หากเราพิจารณากันให้ดีแล้ว เราจะพบว่ามนุษย์มีทักษะและความสามารถหลายอย่างที่ยากจะนำหุ่นยนต์หรือเครื่องจักรใดๆ มาทดแทนได้

มนุษย์เราสู้หุ่นยนต์ได้ในเรื่องใดบ้าง?

ความคิดสร้างสรรค์: ทักษะในการประติดประต่อเรื่องราว ต่อจุด และสร้างสรรค์ไอเดียใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นในรูปของงานเขียน งานออกแบบ หรืองานวางแผนธุรกิจ ยังคงเป็นทักษะที่พวกเราทำได้ดีกว่าหุ่นยนต์ เพราะความคิดสร้างสรรค์นั้นมักเกิดจากประสบการณ์ที่หลากหลาย หรือแรงบันดาลใจจากที่ต่างๆ ที่ไม่ได้เป็นเหตุเป็นผลหรือเป็น ตรรกะเสมอไป เคยมีงานวิจัยหนึ่งได้ศึกษาไว้ว่า กว่า 90% ของงานด้าน creative ในอังกฤษและอเมริกา มีความเสี่ยงต่ำที่จะโดนแทนนี่ด้วยหุ่นยนต์หรือเครื่องจักร

ทักษะทางสังคม: การเอาใจเขามาใส่ใจเรา ความเข้าอกเข้าใจ เป็นความสามารถของมนุษย์ที่ยากจะหานวัตกรรมใดๆ มาแทนที่ ... แม้เราจะสามารถเรียนหนังสือผ่านหลักสูตรออนไลน์ แต่ความเอาใจใส่ของครูที่เป็นมนุษย์ก็ยังสำคัญต่อพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กๆ ... แม้ว่าหุ่นยนต์จะสามารถอ่านผล X-Ray หรือ CT Scan ได้ แต่เราก็ยังคงต้องการคุณหมอที่เป็นมนุษย์ที่เข้าใจความรู้สึกและความกังวลของคนไข้

การเปลี่ยนแปลงสำคัญๆ บนโลกของเรานั้น เกิดจากความคิดสร้างสรรค์ การคิดพลิกแพลง ที่ต่อยอดและเติบโตอย่างเป็นธรรมชาติทั้งสิ้น ... ไม่ได้เป็น “Algorithm” เหมือนกับระบบการคิดของเครื่องจักรและหุ่นยนต์

ในอนาคต เราอาจจะมีหุ่นยนต์มาเป็นเพื่อนมากขึ้น แต่หากเรายังไม่ลืม “เสน่ห์ของมนุษย์” ที่ระบบ เครื่องจักร หรือโปรแกรมใดๆ ไม่สามารถมาแทนที่ได้ ... ภาพยนตร์เช่น I, Robot หรือ The Terminator ก็คงยังจะเป็นเรื่องราว เหนือจินตนาการ ที่มนุษย์ “สร้างสรรค์ขึ้น” เพื่อความบันเทิงต่อไป

การที่หุ่นยนต์จะมาแทนที่คนได้นั้น ... ก็คงจะได้เฉพาะคนที่ทำงานแบบ “หุ่นยนต์”เท่านั้น
____________________________________________________
เมษ์ ศรีพัฒนาสกุล เป็นนักออกแบบกระบวนการสร้างสรรค์นวัตกรรมและที่ปรึกษาด้านนวัตกรรมขององค์กรภาคธุรกิจและภาคสังคม จบการศึกษาด้านบริหารธุรกิจจากมหาวิทยาลัยแสตนฟอร์ด เป็นนักเรียนนำสอนกระบวนการสร้างสรรค์นวัตกรรม Design Thinking (d.Leader) ที่ Stanford d.school และได้รับการอบรมด้าน Executive Coaching จาก Berkeley, Executive Coaching Institute

SHARE
Writer
MaySripata
Design Thinker
Co-Founder of Asian Leadership Academy and LUKKID www.asianleadershipacademy.com / www.lukkidgroup.com

Comments

kokoyadi
3 years ago
อ่านรอดรู้สึกโล่งอกว่าจะไม่ตกงานง่ายๆมั้ง 555
Reply