คิดไม่ตก คือ ความลังเลรูปแบบหนึ่ง

เคยเป็นไหมที่ว่า มีสิ่งของที่เราต้องการอยู่ข้างหน้าสองอย่างและเราจำเป็นต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมา....และสุดท้าย ก็เกิดการกระทำที่เรียกว่า "คิดไม่ตก" ขึ้นมา


เราก็เคยเป็น จะเรียกว่ายังไงดีละ....เป็นนิสัยติดตัวเลยมากกว่า เมื่อเวลาถึงสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานและถูกยื่นตัวเลือกมาให้เลือก
สิ่งที่เกิดเป็นปฏิกิริยาการตอบสนองในเวลานั้นทันทีคือ "คิดไม่ตก"

เรื่องของเรื่อง....
มันเริ่มมาจาก หลังจากที่เรารู้ผลสอบและสอบติดป.โทแล้ว ตอนนั้นแอบดีใจนิดๆเพราะเอาจริงก็ปลงไว้ระยะหนึ่งละว่าเราอาจไม่ติด เพราะตอนสอบเข้า มันไม่ได้เข้าง่ายๆเหมือนสมัยป.ตรี
พอเรารู้ผลเสร็จ เราพอจะรู้เวลาเรียนมาหน่อย จากการนั่งแอบสืบข้อมูลของตารางเรียนคณะที่เรากำลังจะไปเรียนในปีที่แล้ว

ก็เห็นว่า ตารางเรียน ส่วนใหญ่แล้ว มันก็ลงล็อคพอดีกับ ตารางทำงานของเราพอดี
......
ต้องบอกก่อนหน่อยว่า เราทำงานกวดวิชาแบบครูประจำ 
แน่นอนว่า เวลาเข้างานช่วงเปิดเทอม จะไม่เหมือนกับที่ทำงานที่อื่น นั่นคือเข้าตอนบ่ายโมง ซึ่งคนที่ตื่นเช้าไม่ถนัด จะอิ่มเอมมากๆ แต่ก็ต้องปลงใจนิดหนึ่งที่ต้องเลิกงานมืดหน่อย อย่างเร็วสุดคือ 1 ทุ่ม และที่ที่เราอยู่ เขาก็เลิก 1ทุ่มน่ะแหละ แต่ตอนปิดเทอม ช่วงต.ค. กับ ช่วง มี.ค. -กลางพ.ค. จะต้องทำงานเหมือนบริษัททั่วไป....
....
และแล้วก็ย้อนกลับเวลา ณ ตอนนี้
...ใช่ มันลงล็อคพอดีกับตารางทำงานของเรา นั่นคือ เขานิยมเรียนตอนเช้า
แต่...วิชาบางตัว เรียนตอนบ่าย....
....
และเวลาตอนบ่ายของเรา เป็นเวลาที่ต้องเข้าทำงาน
....
นั่นแหละ คือ เรื่องชะงักเรื่องแรก
นั่นคือ เวลาเรียนของเราบางตัว ไปตรงกับ เวลาของการทำงานประจำของเรา
เพราะตอนแรก เราคิดว่า คงมีแต่เรียนตอนเช้า

พอตอนเรารู้ตอนนั้น เจอภรรยาเจ้านายพอดี เขาถามเรื่องเราเรื่องตารางเรียน
เราก็เลยบอกเขาไป ว่า มีวิชาหลักบางตัวอาจกลับมาสอนให้เขาไม่ได้
เพราะเรากลัวกลับมาสอนไม่ทัน เวลามันถี่มาก ที่เรียนเรากับที่ทำงานมันคนละด้านเลย
และเราก็เสนอแนวทางแก้ ว่าจะให้ย้ายเด็กที่เรียนส่วนตัวกับเราไปวันอื่นจะได้ไหม
เราตระหนักเสมอ ว่า
ถ้าเราทำให้ปัญหาเกิด เราก็ต้องหาทางแก้เพื่อไม่ให้คนรอบข้างเดือดร้อน

แต่เขาคิดหนักเรื่องการให้เงินเดือนเรื่องระบบเงินเดือน
ว่าถ้าเราเข้าไม่ครบชั่วโมง เขาจะให้ไม่ได้ ตามกฎระเบียบการทำงาน 
เขาก็เลยให้เรากลับไปคิดหาแนวทางแก้มา

คืนนั้นเราคิดไปคิดมา ตั้งแต่กลับบ้านจนอาบน้ำเสร็จ
เราปรึกษาถามแม่ ก็ได้ผลกลับมาว่า

ถ้าเราไม่ทำงานทดแทนในวันที่ทุกคนในบริษัทหยุด 
ก็ต้องเป็นพาร์ทไทม์แทน เพื่อไม่ให้คนข้างหลังเดือดร้อนกัน

พอวันต่อมา เราเจอเจ้านาย เจ้านายเรียกเรามาคุยเรื่องนี้ต่อ เราคิดไปคิดมา ช้าเร็วยังไง ก็คงรู้อยู่ดี เลยบอกไปว่า เราอาจทำอย่างที่เราคิดกับแม่เมื่อคืนไว้

เจ้านายเลยบอกว่า ถ้าแบบแรก คงไม่ได้ เพราะ ถ้าเรามาทำงาน คนที่ต้องเปิดตึกกับเคานท์เตอร์จะต้องมาด้วย เขาอยากให้เราพักผ่อน
และเสนอโดยจะให้เราสัญญาก่อน

ว่า เขาจะให้เราไปทำงานประจำเหมือนเดิม เพียงแต่อาจให้ทำโปรเจ็ค
เป็นการทำงานนอกสถานที่แทน อาจเป็นงานทำหนังสือวิชาการแบบเมกะโปรเจ็ค
เพราะเราแค่ติดเรียนบ่ายวันเดียว
(แต่ใหม่ล่าสุดที่ดู เหมือนจะเป็นสองวัน...ซึ่งแผนเจ้านายคงพลาดแล้วอะ...หนูขอโทษนะค่ะพี่T T)

แต่ตอนนั้นเราไม่แน่ใจว่าเราจะทำไหวไหม การเรียนป.โท มันไม่ใช่เหมือนป.ตรี
ยิ่งคณะที่เราเรียน ไม่ซิ ต้องบอกว่าทุกคณะทุกสาขาวิชามากกว่า ที่ต้องเข้าที่ตัวมหาวิทยาลัยประจำ ยิ่งลำบากเข้าไปใหญ่ พูดง่ายๆเหมือนต้องใช้เวลาเกือบสามปี นั่งนอนที่นั่นได้เลย
(นั่นคือสาเหตุก่อนหน้านั้นที่เราไม่เรียนทันทีต่อตอนแรกทั้งที่ทุนทรัพย์พร้อมเพรียงกว่าตอนนี้มาก)

เราเลยตัดสินใจบอกเขาไปก่อนว่า ขอไปคิดดูก่อนนะค่ะ แอบทำให้พวกเจ้านายแอบผิดหวังเล็กๆ แต่เรากลัวว่า เราจะทำตามที่เราพูดไม่ได้ เลยไม่รับปากทันที

เรื่องที่สองที่ตามมา นั่นคือเรื่องที่เราเตรียมใจมาก่อนหน้านั้น 
คือ ตารางทำงานของเราไปตรงกับเวลาเรียนในช่วงปิดเทอมของรร.ต่อ
นั่นก็คือ เวลาที่เราสอนช่วงเช้าในเดือนตุลาชนกับเวลาเรียนของเราในตอนนั้นพอดีด้วย
และแน่นอน เขาคงไม่สับตารางให้เราแน่นอน รวมกับ ต่อให้สับ มันก็ชนกันอยู่ดี
มันก็เลยเป็นผลสรุปที่คิดคร่าวก่อนหน้านั้น คือ
เราจะไปเป็นพาร์ทไทม์ ตั้งแต่เดือนตุลาคม
แต่เมื่อเอาผลที่กำลังเจออยู่ใน เรื่องที่หนึ่งกับสองมาเจอกัน มันกลับกลายเป็นว่า 

เราอาจเป็นพาร์ทไทม์เร็วกว่าเดิม  อาจเป็นเดือนหน้าด้วยซ้ำ

ทุกอย่างกระทันหันมาก รู้สึกเร็วเกินไปจนเราไม่รู้ว่าอนาคตข้างหน้าจะเกิดอะไร แล้วเราจะทำงานอะไรแทน เพื่อให้รับรองกับการไปเรียนของเรา จะพูดยังไงดีละ ...มันเหมือนกับ เราโดนบอสมอนสเตอร์วิ่งเข้ามาหาเราเฉย ตากผ้าแล้วฝนตกกระทันหัน ซื้อน้ำปั่นแก้วใหญ่แล้วมีคนมาวิ่งชนแก้วตกแตก หรือกินอาหารที่ไม่ถูกท้อง เพียงแค่ครึ่งชม. ก็วิ่งเข้าห้องน้ำ

แต่นั่นยังไม่เท่ากับ การต้องเดินไปบอกคำตอบสรุปรวมทุกอย่างให้เจ้านายกับภรรยาเจ้านาย
....
ทั้งที่รู้ว่าไม่ช้าก็เร็ว เราก็ต้องพูดกับเขาเรื่องนี้ ผลพวงที่ตามมา นั่นคือ คิดไม่ตก ไม่รู้จะตอบคำถามเขายังไง ไม่ให้เขารู้สึกแย่หรือผิดหวัง แล้วไม่รู้ว่า เราควรจะทำสองอย่าง ทั้งเรียนไปทั้งงานประจำไป แถมยังต้องทำเมกะโปรเจ็คหนังสือ รั้งจนถึงเดือนกันยายนจะดีไหม แต่เรามานั่งประเมินตัวเองแล้ว แล้วก็คิดว่า ถ้าขืนเรายังรั้งไว้ ทั้งงานทั้งเรียนไปกระดืบไปข้างหน้าแน่ จะใส่ใจแค่อย่างเดียวมันก็ไม่ดี ในพจนานุกรมของพวกเจ้านาย มักคิดเสมอว่า โลกแห่งวัยผู้ใหญ่ ไม่เคยมีที่ยืนให้คนที่บอกว่าไม่ไหว...= =" เฮ่อ....เหนื่อย...เศร้า ชีวิตมันเจ็บ ...


พอมาลองคิดดูดีๆ 
การคิดไม่ตก มันคือความลังเล....
ลังเลที่ว่า จะทำงานประจำต่อไปไหม แต่ถ้าทำแล้ว เราจะมีเวลาให้ตัวเองกับสิ่งที่เราเลือกแต่แรกรึเปล่า
ลังเลที่ว่า ถ้าไม่ทำงานประจำต่อ มาทำพาร์ทไทม์ พอตเกตมันนี่มันต้องน้อยลงอยูแล้วละ แต่มันจะคุ้มไหมที่เราต้องวิ่งไปวิ่งมา ระหว่างที่เรียนกับที่ทำงาน ระยะทางก็ไม่ได้ใกล้เท่าไหร่ ต้องใช้เวลาหนึ่งชม.อย่างเร็วสุด แต่ถ้าเข้าช่วงรถติด มันก็จะกลายเป็นสามชม.ทันที  ไปสอนไม่ทันแน่
ลังเลที่ว่า ถ้าเป็นพาร์ทไทม์ แน่นอนว่าเขาต้องส่งเด็กให้ครูประจำอยู่แล้วละ จะถึงมือเราก็ต่อเมื่อคนของเขาทำไม่ได้จริงๆ ซึ่งก็ไม่ได้ง่ายเลย มาลองชั่งประเมินคำนวณการเดินทางแล้ว ไม่ได้มีความคุ้มเท่าไหร่เลย หรือจะไม่เป็นพาร์ทไทม์ที่นี่ดี ไปทำเองดีกว่าไหม?
ลังเลต่อที่ว่าถ้าไปทำเอง แล้วเราจะหาสถานที่ต่อตรงไหน แล้วเราจะไปหาเด็กยังไง จะชวนจากเด็กที่สอนอยู่ตอนนี้ มันก็ไม่ดี เหมือนไปเอาของๆเขามาเป็นของตัวเอง แบบนี้ไม่ดีเลย ถึงจะคิดแบบโง่ๆก็เถอะ

ตอนนี้ เหมือนทางแก้มีหลายทางมาก แต่ แต่ละทาง พอมาคิดๆดู ก็ทำให้เราไม่กล้าตัดสินบนเส้นด้ายของการเสี่ยง เพราะถ้่าเลือกผิดแม้แต่นิดเดียว มันจะส่งผลเหมือนลูกโซ่ยิ่งกว่าโดมิโนต่อกันเป็นวงกลมซะอีกละ

เรื่องนี้ก็เลยทำให้เรารู้อย่างหนึ่งว่า....

การคิดไม่ตก กับ ความลังเล
มันช่างคล้ายจะใกล้เคียงกันมาก หากแต่ 
ความลังเล คือ การกระทำที่เราเลือกแล้ว
เรารู้คำตอบ ไม่ต้องกังวลต่อไป ในขณะที่
คิดไม่ตก คือ ความลังเลที่เลือกไปแล้ว 
ก็ยังไม่รู้ว่าจะทำยังไงต่อไปดี
ไม่รู้ว่าเส้นทางข้างหน้าที่หลากหลาย
ทางไหนจะไปสู่่ประตูแห่งคำตอบ

หวังว่าตัวเราจะพบคำตอบเร็ววัน และหวังว่าทุกคนจะผ่านเหตุการณ์แห่งการคิดไม่ตกไปด้วยกัน
SHARE
Written in this book
= I.D.E.A. & EMOTION =
หนังสือเก็บไอเดีย และ ความรู้สึกต่างๆ สนใจเอาไปใช้ได้
Writer
S_Machale
Writer
Shh.... Please be silent and read this secret.

Comments

niji
4 years ago
เป็นกำลังใจให้นะคะ ค่อยๆคิด เวลาจะช่วยหาคำตอบได้ ^_^
Reply
S_Machale
4 years ago
ขอบคุณค่ะ T.T