Interview "ความเสี่ยงหรือโอกาส" : ออกจากองค์กรใหญ่มานับหนึ่งใหม่ในสตาร์ทอัพ

“เราไม่รู้หรอกว่าข้างหน้ามีอะไร แต่การออกมาจากคอร์เปอร์เรททำให้เราได้รู้อย่างหนึ่งคือ ทางข้างหน้ามันยังมีอะไรให้เราได้ฝึกตัวเองให้เก่งขึ้น
และปัจจัยที่ทำให้คนๆ หนึ่งเติบโตขึ้น
คือการเผชิญหน้ากับความเสี่ยง เพราะเมื่อเราเจอความเสี่ยง
เราต้องแก้ปัญหา และเมื่อเราแก้ปัญหาได้ เราจะอัพเลเวล” 

ลูกศร Community Manager ของ 'Storylog' เล่าให้ผมฟังถึงช่วงเวลายากลำบากที่ต้องตัดสินใจลาออกจากงานเป็นครั้งแรกเพื่อมาทำสตาร์ทอัพ

เธออายุ 26 ปี ตอนที่รับตำแหน่งเป็นหัวหน้ากองบรรณาธิการสำนักพิมพ์มติชน ถ้าเทียบอายุหัวหน้ากองฯ ปกติก็นับว่าเธอยังอายุน้อยมาก แต่เพราะหนังสือคือสิ่งที่เธอรัก และการเป็นบ.ก.คือความฝันของเธอมาตั้งแต่เด็ก ชีวิตเธอจึงเหมือนการเดินเป็นเส้นตรงสู่จุดหมาย 

แต่หลังจากได้ทำงานในฝันมา 4 ปี เธอก็ได้รับคำชวนไปทำสตาร์ทอัพ คำชวนที่หมายถึงการลาออกจากตำแหน่งงานที่มั่นคงเพื่อไปเจอกับความเสี่ยงและอนาคตที่คาดเดาไม่ได้

“เราชื่อ สอง แสงรัสมี เพื่อนๆ เรียกว่า ‘ลูกศร’ เป็นอดีตบรรณาธิการของสำนักพิมพ์มติชน ตำแหน่งก่อนลาออกคือ Editor in Chief (หัวหน้ากองบรรณาธิการ) ก่อนหน้าที่จะมาทำเป็นหัวหน้ากองฯ เคยทำงานเป็นผู้ช่วยบรรณาธิการมา 3 ปี แล้วก็ได้ขึ้นมาดูแลเป็นหัวหน้ากองอยู่ประมาณ 6 – 7 เดือน ก่อนจะตัดสินใจย้ายมาทำงานฝั่ง สตาร์ทอัพ" เธอแนะนำตัวอย่างฉะฉาน 

"เราเรียนจบคณะวารสารศาสตร์ ธรรมศาสตร์ เอกสิ่งพิมพ์โดยตรง และมีความฝันอยากทำงานหนังสือมาตั้งแต่เด็กๆ” 

และเราก็เริ่มคุยกันถีงเรื่องการทำงาน

 
ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยว่าตอนที่อยู่สำนักพิมพ์มติชน ลูกศรต้องทำงานอะไรบ้าง
 
Editor in Chief จะทำหน้าที่จะคล้ายกับบรรณาธิการเล่ม แต่หัวหน้ากองจะต้องดูการทำหนังสือของคนในกองด้วย เท่ากับว่าเมื่อก่อนที่เป็นบรรณาธิการเล่มเราดูเฉพาะหนังสือที่ตัวเองรับผิดชอบประมาณเดือนละ 1 เล่ม แต่พอขึ้นเป็นหัวหน้ากองต้องดูประมาณ 4 - 5 เล่มต่อเดือน คือดูของตัวเองด้วยและดูของคนในกองด้วย พอเป็นหัวหน้ากองฯ หน้าที่ๆ เพิ่มขึ้นมาอีกอย่างคือต้องดูตารางการออกหนังสือ ดูเทรนด์ ดูทิศทางของตลาด เพื่อกำหนดทิศทางของหนังสือที่จะพิมพ์ออกมา และต้องดูฟีดแบ็กว่า หนังสือแนวนี้จะขายยังไง ขายได้มั้ย และต้องปรับไปในแนวทางไหน ซึ่งหัวหน้าบรรณาธิการจะต้องประสานงานกับบรรณาธิการสำนักพิมพ์อีกทีเพื่อปรึกษาปรับจูนทิศทางทั้งหมดของสำนักพิมพ์ให้ไปในทิศทางเดียวกัน คือเขาจะเป็นหัวหน้าเราอีกทีหนึ่ง

เป็นหัวหน้ากองบรรณาธิการต้องทำงานกับใครบ้าง 
หลักๆ คนที่ต้องทำงานด้วยมากๆ เลยคือ “ผู้ช่วยบรรณาธิการ” เพราะต้องดูงานของผู้ช่วยทั้งหมด ส่วนคนที่ดูแลงานเราอีกทีคือ “บรรณาธิการสำนักพิมพ์” ในขณะเดียวกันก็ต้องคุยกับนักเขียนทุกคนที่เข้ามา ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้า สมมตินักเขียนส่งต้นฉบับไม่ทัน หรือมีประเด็นปัญหาอะไรติดขัด เราก็ต้องเข้าไปจัดการให้เรียบร้อย ดังนั้นทักษะที่บรรณาธิการต้องมีเลยคือการ Manage และก็การเข้าหาคนให้เป็น รวมถึงต้องมีทักษะในการดูทิศทางตลาดหนังสือด้วย 

ถ้าเมื่อก่อนเคยเข้าร้านซูชิบ่อยๆ ก็ต้องหัดเข้าร้านหนังสือแทน ดูว่าที่อื่นเขาพิมพ์อะไร และเราควรดึงหนังสือแนวไหนเข้ามาเพื่อให้ขายได้และเป็นหนังสือที่พอจะให้คุณค่าบางอย่างกับคนอ่านได้ด้วย

ดูเป็นงานที่ต้องใช้ทักษะ Multi-Function นะ ตอนแรกเข้าใจว่าบรรณาธิการคือคนที่เขียนหรือ Edit หนังสือเป็นอย่างเดียว แต่จริงๆ แล้วต้องดูทั้งเรื่องเทรนด์ Marketing PR การบริหารคน การ Manage ดูเป็นงานที่เรียกร้องความสามารถเยอะมาก ลูกศรไปฝึกทักษะพวกนี้มาจากไหน 
จริงๆ ไม่ได้ฝึกไรเลยนะ ตอนแรกที่เข้ามาเป็นผู้ช่วยฯ เรายังไม่มีทักษะอะไรเยอะ มาเริ่มฝึกตั้งแต่เริ่มทำงานเลย จำได้ว่าทำงานไป 2 - 3 เดือนแรกก็ช็อคเหมือนกัน เพราะพอเข้าไปทำงานจริงๆ งานบ.ก.มันละเอียดมากกกกก… ตอนเป็นผู้ช่วยต้องฝึก Edit ฝึกจับประเด็น ฝึกภาษา ต้องฝึกทุกๆ อย่างใหม่ ซึ่งต้องขอบคุณพี่ๆ ที่มติชนมาก พี่ที่เป็นพี่เลี้ยงของเราตอนนั้นก็มี พี่อี๊ด พี่โมน พี่มิ้ง (ผู้ช่วยบรรณาธิการและหัวหน้ากองบรรณาธิการในตอนนั้น) ที่คอยช่วยตรวจงานให้เรา สอนเขียน Copy รวมถึงกระบวนการการทำงานทั้งหมด เรียกได้ว่าว่าเริ่มต้นจากศูนย์ใหม่

ตอนนั้นมีวิธีฝึกตัวเองยังไง 
จำได้ว่าตอนทำงานแรกๆ จะมีสมุดเล่มหนึ่งเอาไว้เขียนขั้นตอนการทำงาน เพราะเราเป็นคนขี้ลืมอยู่แล้ว ก็เลยต้องเขียนกระบวนการทำงานเป็น Mindmap เลย เช่น อีดิทต้นฉบับเสร็จต้องทำอะไรบ้าง จะส่งโรงพิมพ์ต้องประสานงานกับใคร และวาง Mindmap นี้ไว้บนโต๊ะตลอด เวลาทำงานเราก็จะดู จะเช็ค และทบทวนพัฒนาการการทำงานของตัวเองด้วย เพราะว่างานบ.ก.เป็นงานที่ละเอียด เป็นงานที่เราต้องประสานงานกับคนอื่น ถ้าเราผิดพลาด มันส่งผลกับคนอื่นแน่นอน

ถ้าเราปรับวิธีคิดของเราให้เป็นระบบก่อน แล้ววิธีการทำงานของเราจะเป็นระบบตามไปเอง 
จริงๆ เราว่างานทุกงานในโลกนี้ต้องมีระบบนะ ขนาดเราไปกินข้าวมันไก่ แม่ค้าเขายังมีระบบคิดของตัวเองเลยว่าต้องสับไก่ก่อน แล้วค่อยโรยผักชีทีหลัง แล้วค่อยปิดกล่อง ใส่น้ำจิ้ม และน้ำซุปด้วย เรามองว่าทุกทุกอาชีพต้องมีระบบการทำงานที่ดี

ทำงานที่มติชนอยู่ดีๆ มาเริ่มรู้จักคำว่าสตาร์ทอัพได้ยังไง 
ก่อนหน้านี้ไม่เคยได้ยินคำว่าสตาร์ทอัพเลย แต่พอดีว่าได้ทำหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ “Startup idea ไม่เริ่มคิดใหม่ก็เดินได้ไกลเท่าเดิม” จึงเริ่มสนใจ เล่าก่อนว่าเราชื่นชอบเรื่องธุรกิจอยู่แล้ว เวลาไปกินข้าวจะคิดตลอดว่าร้านนี้มีมาร์เก็ตติ้งยังไง ทำไมเขาบริหารร้านแบบนี้ และตอนนั้นไปเจอต้นฉบับหนังสือเล่มหนึ่ง ซึ่งเป็นหนังสือที่พี่คนหนึ่งในกองเคยก่อประกายไฟไว้ว่ามันเกี่ยวกับสตาร์ทอัพนะ และเราก็เริ่มนำมาทำต่อ การทำหนังสือเล่มนั้นเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เรารู้จักคำว่าสตาร์ทอัพ เพราะเราได้เข้าไปเจอคนในวงการนี้ มันเหมือนเป็นการขยายทะเลของเราให้กว้างขึ้น ตอนนั้นลึกๆ เริ่มตั้งคำถามแล้วว่า “สตาร์ทอัพมันคืออะไรวะ ทำไมมันเป็นธุรกิจที่ใช้คนน้อยมาก แต่กลับ Disrupt วงการได้”

Disrupt คืออะไร 
คือการสั่นสะเทือนวงการ ยกตัวอย่างว่าสิ่งต่างๆ ที่เราใช้อยู่ในชีวิตประจำวันมันคือสตาร์ทอัพเรายิ่งอึ้ง เช่น ตัวอย่างง่ายๆ เลยคือ Facebook ถ้าได้ดูหนังจะรู้ว่า Mark Zuckerberg ก็เริ่มธุรกิจจากคนไม่กี่คนในโรงรถเนี่ยแหละ มันเป็นธุรกิจที่ใช้คนน้อยแต่ทรงพลังมากๆ เพราะเฟซบุ๊กไม่ใช่แค่อำนวยความสะดวก หรือ สร้างสิ่งใหม่ๆ แต่มันเปลี่ยนพฤติกรรมเราไปเลย ทำให้เราเริ่มตั้งคำถามแล้วว่า สตาร์ทอัพคืออะไร น่าจะเป็นธุรกิจที่น่าสนใจ และมาแรงในอนาคตแน่ๆ

จากนั้น พอไปที่ไหนเราคิดตลอดเลยว่ารอบๆ ตัวเรามีอะไรเป็นสตาร์ทอัพบ้าง ตอนนั้น Wongnai เพิ่งเกิด ก็เริ่มเห็น Wongnai เห็น Ookbee เห็น GrabTaxi และหลายๆ ธุรกิจที่เริ่มต้นด้วยไอเดียดีๆ นี่แหละ ซึ่งเขา Disrupt วงการได้

แล้วอะไรทำให้เส้นทางชีวิตเราเข้าไปเกี่ยวพันกับวงการสตาร์ทอัพได้ล่ะ 
เล่านิดหนึ่งว่าหลังจากทำมติชนได้ 3 ปีนิดๆ เราไปรู้จักสตาร์ทอัพที่หนึ่งชื่อ Storylog รู้จักที่นี่ผ่านรุ่นพี่ที่เป็น Blogger ชื่อพี่หนอม (TaxBugnoms) ตอนนั้นเราไปบ่นๆ กับเขาว่าเราอยากกลับมาเขียนเพราะเป็นบ.ก.แล้วไม่ค่อยมีเวลา พี่หนอมเลยส่งลิงค์ๆ หนึ่งมาให้ บอกว่าถ้าอยากเริ่มต้นเขียนให้เริ่มจากที่นี่ ซึ่งก็คือเว็บไซต์ Storylog.co เราคลิกเข้าไปดูและก็บอกกับพี่เขาว่า เราไม่สามารถเขียนได้ทุกวันหรอก การเขียนมันเป็นเรื่องยาก พี่เขาเลยบอกว่างั้นเรามาทำ Challenge กันดีกว่าว่าจะต้องแข่งกันเขียนทุกวันจนครบ 100 เรื่อง ซึ่งพอลงมือทำจริงเราบอกเลยว่าเราเขียนไม่ได้ทุกวัน แต่พี่หนอมก็เขียนครบ และสอนให้เรารู้ว่าถ้าเราให้ความสำคัญกับมัน เราก็ทำได้

ที่น่าสนใจคือ พอเราเขียนได้เกิน 40-50 เรื่อง ทักษะการเขียนของเราจะอัพเลเวลโดยไม่รู้ตัว พอเราออกไปข้างนอกเราก็จะเริ่มคิดแล้วว่าจะเก็บอะไรมาเขียนวันนี้ดี ซึ่งนี่เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราได้รู้จักกับทีม Storylog ก่อนในฐานะ User หรือผู้ใช้งาน จากนั้น Storylog ได้จัดงาน Meetup ให้นักเขียนในเว็บไซต์กับทีมงานได้มาเจอและทำความรู้จักกัน ทำให้รู้ว่าทีมงานมีความ Nice มาก ถึงจุดหนึ่งพี่ปิปโป้เลยเริ่มคุยถึง Vision ของ Storylog ให้ฟังว่าอยากทำอะไร ซึ่งเราก็ชอบแพลตฟอร์มของ Storylog อยู่แล้ว และวิชั่นของเขาก็ตรงกับความตั้งใจลึกๆ ของเราที่อยากปั้นนักเขียนใหม่ๆ เหมือนกัน พี่โป้เลยบอกว่าจริงๆ Vision ของลูกศรกับ Storylog คล้ายๆ กัน เขาเลยชวนไปทำด้วยกัน นี่คือจุดเริ่มต้นที่เราตัดสินใจมูฟจากการทำงานในคอร์เปอร์เรทไปอยู่สตาร์ทอัพ ตอนที่ย้ายมาเราก็ได้เริ่มเข้ามาทำงานในตำแหน่ง Editor in Chief กับ Community Manager ง่ายๆ คือเข้ามาเป็นบรรณาธิการและดูคอมมิวนิตี้ฝั่งนักเขียนทั้งหมด

Vision อะไรที่คล้ายกัน 
เราเป็นคนสนใจเทรนด์หนังสือ และเราก็รู้ว่าทุกอย่างมัน Move to Digital ถึงเราจะทำหนังสือเล่ม แต่เราก็ชอบอ่านข่าว และสนใจความเคลื่อนไหวฝั่งออนไลน์ทั้งหมด ตอนนั้นรู้ว่าออนไลน์มีอิทธิพลต่อวงการสื่อ และภายในไม่กี่ปี ออนไลน์ก็จะเปลี่ยนแปลงหน้าตาของสื่อไปอีกเยอะ ประกอบกับเราเชื่อคำพูดที่ว่า Content is King และมองว่า Content มันเหมือนน้ำ ส่วนหนังสือเล่มเป็นเพียงภาชนะหนึ่งที่เอาไว้ใส่น้ำ แต่ Content หรือน้ำมันควรจะอยู่ในทุกๆ ที่ที่ใส่ได้ เช่น แก้ว ขวด กระป๋อง แต่สุดท้ายมันก็ยังคือน้ำ เพราะเรารักหนังสือมากเลยคิดว่า ถ้าอยากอ่านหนังสือเราก็ควรจะอ่านมันได้เสมอ ไม่ว่ามันจะอยู่ในภาชนะไหน นี่คือสิ่งแรกที่เรากับ Storylog มองเหมือนกัน

Vision อีกอย่างที่มีเหมือนกันคืออะไร 
ข้อนี่เป็นจุดใหญ่เลย คือเรามีแพชชั่นกับนักเขียนที่ไม่ใช่นักเขียนมีชื่อ ตอนอยู่มติชนเราจะทำหนังสือกับนักเขียนที่มีชื่ออยู่แล้ว หรือทำงานกับนักเขียนที่เป็นแนวทางของสำนักพิมพ์ แต่ที่ตัดสินใจมูฟมาอยู่ Storylog เพราะเราอยากทำงานปั้นนักเขียนอีกกลุ่มหนึ่งมากกว่า นั่นคือกลุ่มที่อาจไม่มีใครรู้จักชื่อ ยังไม่มีหนังสือเล่มวางในร้าน หรืออยู่ที่ไหนก็ได้ ถ้าเขาเหล่านี้ไม่มีโอกาส เราอยากเป็นคนที่ยื่นโอกาสนั้นให้เขา ซึ่ง Storylog เป็นแพลตฟอร์มที่ยื่นโอกาสให้เราทำตรงนั้นอีกที

ทำงานองค์กรใหญ่มาเกือบ 4 ปี ตอนที่ตัดสินใจลาออก ลำบากใจรึเปล่า 
ลำบากใจมาก เคยได้ยินคำว่า Comfort zone มั้ย ตอนที่เราอยู่มติชน หลายๆ คนจะบอกว่าลูกศรเป็น Editor in Chief แล้วนะ ตำแหน่งก็โอเค และอยู่ในองค์กรใหญ่เนี่ยน่าจะได้ทำอะไรอีกเยอะ เราเลยคิดอยู่นานมากก่อนที่จะตัดสินใจออกมาทำสตาร์ทอัพ เพราะรู้สึกว่าเราสบายอยู่แล้ว เราแฮปปี้ที่เข้ามาในที่ทำงานแล้วรู้หมดเลยว่าต้องทำอะไรบ้าง เพราะรู้ระบบการทำงานอยู่แล้ว นี่เลยเป็นจุดที่ยากมากๆ ในการที่จะตัดสินใจ และเราก็รู้ด้วยว่าถ้าออกมาจะไม่ปลอดภัย มันจะโยกไปโยกมา เพราะธรรมชาติของสตาร์ทอัพมันต้องกล้าที่จะเสี่ยง ในขณะที่เราเป็นคนที่ไม่เคยเสี่ยงอะไรเลยมา 4 ปี การตัดสินใจครั้งนี้มันเปลี่ยนเรา แต่มันก็เป็นโอกาสด้วยนะ เพราะถ้าอยู่ที่เดิม เราอาจจะถูกฟรีซแช่แข็งไปเลย อาจจะกลายเป็นคนที่ไม่กล้าเสี่ยงอะไรใหม่ๆ

แล้วทำไมครั้งนี้ถึงกล้าเสี่ยง 
เราไม่รู้หรอกว่าข้างหน้ามีอะไร แต่การออกมาจากคอร์เปอร์เรท ทำให้เราได้รู้อย่างหนึ่งคือ ทางข้างหน้ามันยังมีอะไรให้ได้ฝึกตัวเองให้เก่งขึ้น สำหรับเป้าหมายของเราคือ หนึ่ง เราอยากทำเพื่อวงการหนังสือ สอง เราอยากโตขึ้น เพราะฉะนั้นปัจจัยที่ทำให้คนๆ หนึ่งเติบโตขึ้น มันคือการเผชิญหน้ากับความเสี่ยง เพราะเมื่อเราเจอความเสี่ยง เราต้องแก้ปัญหา และเมื่อเราแก้ปัญหาได้ เราจะอัพเลเวล

ตอนนั้นคาดหวังว่าจะได้เจออะไรจากการไปทำสตาร์ทอัพ 
อย่างแรกเลยคือเราน่าจะได้เจอทีมใหม่ๆ เราแอบรู้มาว่าจริงๆ แล้วสตาร์ทอัพมันไม่ได้ง่าย แต่หลายคนมองว่าสตาร์ทอัพมันต้องเท่ กินกาแฟสตาร์บัคส์ตอนเช้า เข้างานบ่าย 3 เลิก 4 โมงเย็น ต้องมีความเป็นมาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก มีความเป็นกูเกิล แต่จริงๆ แล้วมันไม่ใช่ สตาร์ทอัพมันถึกและทนกว่านั้นมาก

ไปรู้มาจากไหน 
ก่อนตัดสินใจย้ายมาทำ Storylog เรารีเสิร์ชเยอะมาก เพราะว่าการเปลี่ยนงานมันเป็นเรื่องใหญ่ เราเลยรีเสิร์ชเยอะ เราอ่านบทสัมภาษณ์ของคนทำสตาร์ทอัพ อ่านหนังสือที่เล่าถึงการสร้างอลีบาบา (Alibaba) มันมีตอนหนึ่งที่แจ็ค หม่าร้องไห้ เป็นตอนที่อลีบาบากำลังตกต่ำ เราตกใจมากว่าทำไมเราไม่เคยรู้วะว่าแจ็ค หม่าร้องไห้ด้วย เพราะสื่อต่างๆ พูดแต่ว่าอลีบาบาสำเร็จยังไง ทำให้เราไม่รู้ว่าก่อนจะสำเร็จมันต้องผิดพลาดมาก่อน ยิ่งพออ่านจบรู้ว่ากว่าอลีบาบาจะมีวันนี้ได้ เขาก็เหนื่อยและล้มเหลวมานับครั้งไม่ถ้วนเหมือนกัน

ยากยังไง 
เป้าหมายของการทำงานคอร์เปอร์เรทคือ ทันเวลา และตรงเวลา สมมติว่ามีงานมาชิ้นหนึ่ง หน้าที่ของเราคือต้องทำให้ทัน แต่สตาร์ทอัพเนี่ย ต้องทันเวลาด้วยและดีกว่าที่คิดไว้ด้วย มีคำหนึ่งที่พี่ปิปโป้เคยบอก คือสตาร์ทอัพ เหมือนกับ Sniper เราไม่สามารถจ้างทีม SWAT ได้ ที่จะจับคนร้ายทีต้องเอาคนมา 20 คนเพื่อรุมจับคนๆ เดียวๆ เราไม่มีทรัพยากรขนาดนั้น สตาร์ทอัพจึงต้องจ้าง Sniper คือคนที่ยิงแม่นและตรงเป้ามากที่สุดมาทำงาน เพราะฉะนั้นทุกสิ่งที่สตาร์ทอัพเลือกจะทำ ต้องถูกคิดมาอย่างละเอียดแล้ว สังเกตว่าสตาร์ทอัพจะมีการลองผิดลองถูกเยอะ ต้องยอมเสี่ยง ลุย และทำ ถ้าเฟล หาทางใหม่ เฟล หาทางใหม่ ไปให้สุด จนกว่าจะเจอทางที่ดีที่สุด

ตอนนี้ทำงานมากว่าครึ่งปีแล้ว คิดว่าสตาร์ทอัพต่างจากคอร์เปอร์เรทตรงไหน 
เราว่าความแตกต่างสำคัญของสตาร์ทอัพกับคอร์เปอร์เรทคือ สตาร์ทอัพจะกล้าเสี่ยงเพื่อค้นหาว่าอะไรคือทางที่ดีที่สุด และทำลงมือเลย ขณะที่คอร์เปอร์เรท จะมีเรื่อง Authority เข้ามาเกี่ยวว่า จะทำดีมั้ย ต้องขออนุญาตใครก่อนมั้ย คอร์เปอร์เรทจะประเมินความเสี่ยงเยอะมากๆ พอจะลุกขึ้นมาทำอะไร บางทีก็ช้าไปแล้ว แต่มันก็ทำให้เรารู้สึกปลอดภัยไง แต่สตาร์ทอัพมันจะไวมาก แต่ 99% ก็เฟลนะ อันนี้อ้างอิงจากที่พี่กระทิงให้สัมภาษณ์ใน Way แมกกาซีน

พี่กระทิงเคยให้สัมภาษณ์ไว้ใน Way แมกกาซีนว่า “สตาร์ทอัพ งานควาย รายได้ไม่ดี แต่อนาคตไกล” พอได้มาทำเองแล้วคิดยังไงกับคำพูดนี้ 
จริงๆ งานควายนะ เพราะมันต้องเสี่ยง ต้องคิดตลอดเวลาว่า Direction ที่เราไปมันถูกมั้ย ถ้าไม่ใช่ต้องรีบเปลี่ยน เพราะเราไม่ได้มีทรัพยากรมากพอจะให้ผิดพลาดหรือพร้อมที่จะอยู่กับที่ได้ตลอดเวลา สตาร์ทอัพมันต้องตรงเป้า งานมันเลยควายไง มันต้องคิด มันต้องลอง มันทำต้อง มันต้องแอคทีฟ สำหรับเรางานมันควายและมันเสี่ยงมหาศาลเลย แต่ถ้าทำสำเร็จมันจะสั่นสะเทือนเลยไง ส่วนรายได้เหรอ ไม่แน่ใจ แล้วแต่ที่นะ แต่เราว่าอนาคตไกล จริงๆ 3 - 5 ปีมันจะเริ่มเห็นแล้วนะว่าอนาคตจะเป็นยังไง เฟลหรือไม่เฟล สำหรับเรา เรามองว่า 3 – 5 ปีเป็นเวลาที่ควรค่าที่จะเสี่ยง

คิดว่าคุณสมบัติอะไรที่สำคัญที่สุดสำหรับคนที่อยากทำสตาร์ทอัพต้องมี 
เราว่าต้องเป็นสมาร์ทครีเอทีฟ

อธิบายสมาร์ทครีเอทีฟหน่อย 
สมาร์ทครีเอทีฟคือคนที่เห็นปัญหาและก้าวเข้าไปจัดการทันที และสามารถต่อยอดคนอื่นได้ เพราะการทำงานแบบสตาร์ทอัพมันจะไม่มีใครมา Push เรานะ CEO ก็ทำหน้าที่ของเขาไป และในทุกๆ ตำแหน่งของสตาร์ทอัพไม่ว่าจะ Front-end, Back-end, ทีมดีไซน์ ทุกตำแหน่งสำคัญหมด ทุกตำแหน่งจึงควรเป็นสมาร์ทครีเอทีฟ คือรู้จักหน้าที่ของตัวเอง แล้วไปให้เหนือความคาดหมายจากงานในตำแหน่งของตัวเองให้ได้ ง่ายๆ คือ ทำให้มากกว่าขีดจำกัดความสามารถตัวเองให้ได้ ซึ่งมันท้าทายตรงนี้

จะต่างจาก คอร์เปอร์เรทตรงที่ตำแหน่งหนึ่งคอร์เปอร์เรท จะมี 5 – 6 คน และจะมีหัวหน้าคอยแจกจ่ายงานให้ลูกน้องจากบนลงล่างอีกทีหนึ่ง แต่สตาร์ทอัพมันจะไม่ใช่ มันจะเป็นแนวระนาบ ทุกคนมีหน้าที่สำคัญพอๆ กัน ทุกคนจึงต้องเชี่ยวชาญในงานของตัวเอง คุณสมบัติอีกอย่างที่เราว่าสำคัญคือ การเรียนรู้ สตาร์ทอัพมันเป็นการเรียนรู้แบบวันต่อวัน สมมติว่าเราเคยเรียนรู้สิ่งๆ หนึ่งและเชื่อมั่นมา 4 - 5 ปี แต่ถ้ามาทำสตาร์ทอัพ ลงตลาดจริง เทสตลาดจริง อาจจะรู้ว่าที่ผ่านมามันไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องก็ได้ และต้องพร้อมที่จะเปลี่ยนและปรับ และสุดท้ายต้องไม่กลัวความผิดพลาด เพราะว่าธรรมชาติของสตาร์ทอัพคือต้องเสี่ยง ต่างจากเมื่อก่อนตอนเราทำคอร์เปอร์เรทผิดพลาดครั้งหนึ่งเราจะนอยด์เยอะมาก เราจะมองความผิดพลาดเป็นสิ่งที่น่ากลัว ในขณะที่สตาร์ทอัพมองความผิดพลาดว่า “เออ ความผิดพลาดมันเป็นเรื่องปกติเว้ย” ถ้าความสำเร็จอยู่ตรงหน้า ก่อนเจอความสำเร็จต้องเจอความผิดพลาดนับครั้งไม่ถ้วน สิ่งหนึ่งที่เราชอบมากจากการทำสตาร์ทอัพคือการที่เราได้เรียนรู้อยู่เสมอ

1.เป็นสมาร์ทครีเอทีฟ 2.เป็นนักเรียนรู้ 3.ไม่กลัวความผิดพลาด แล้วถ้าไม่ได้มี 3 คุณสมบัตินี้แต่อยากลองทำสตาร์ทอัพล่ะ? 
ก็ลองเข้ามาทำ ถ้ามี 3 คุณสมบัติที่ว่านี้ จะทำคอร์เปอร์เรทก็ไม่เป็นไร เราว่ามันต้องเริ่มต้นจากตัวเราก่อนว่า Need เราคืออะไร เราไม่มีแนวคิดนะว่าทำคอร์เปอร์เรทหรือสตาร์ทอัพอันไหนดีกว่า เพราะประเด็นที่เราต้องให้ความสำคัญคือ เราต้องถามตัวเองว่า เราเหมาะกับอะไร คุยกับตัวเองให้เยอะๆ แล้วเราจะรู้เอง

คำถามสุดท้าย ถ้าคุยกับคนที่กำลังอยากจะลาออกจากงานมาสมัครงานกับสตาร์ทอัพได้หนึ่งเรื่อง อยากจะบอกเขาว่าอะไร 
เราว่าปัจจัยที่สำคัญมากของการทำสตาร์ทอัพคือ Vision นะ สตาร์ทอัพเป็นเหมือนทีมที่ลงเรือลำเดียวกันและต้องไปในทิศทางเดียวกัน เราควรจะเช็คก่อนว่า Vision กับ Passion ของเรา มันตรงกับโมเดลธุรกิจที่เขามีรึเปล่า อย่างน้อยยังไม่ต้องไปคุยกับเขาหรอก รีเสิร์ชก่อน สมมติอยากทำงานกับบริษัทนี้ รีเสิร์ชก่อนว่าแพลตฟอร์มเขาเกี่ยวกับอะไร ใครเป็น CEO และทีมงานเป็นยังไง ให้รู้จักธรรมชาติคร่าวๆ ของเขาก่อน และลองมาถามตัวเองว่าโมเดลธุรกิจของเขามันตรงกับ Vision และ Passion ของเรามั้ย ถ้ามันตรงก็ส่งสมัคร และสิ่งที่แนะนำมากๆ คือลองเข้าไปคุยกับทีมเขาดูก่อน จะเห็นบรรยากาศการทำงาน เห็นสิ่งที่ไม่ได้มีบอกในเว็บไซต์หรือบทสัมภาษณ์ต่างๆ ดูสิว่าพอไปทางเดียวกันได้มั้ย ดูสิว่าเรากล้าที่จะกระโดดจากเรือลำนึงไปลงเรือลำนี้มั้ย เพราะมันต้องไปในทางเดียวกันจริงๆ และสิ่งที่สำคัญจริงๆ คือต้องถามตัวเองว่า “เราจะไปช่วยอะไรเขาได้” เราเข้าไปแล้วจะทำอะไรให้เรือของเขาเป็นเรือที่แล่นได้ไกลและตรงเป้าหมายมากขึ้น เพราะสตาร์ทอัพไม่ใช่โมเดลธุรกิจที่เราเข้าไปแล้วคนอื่นจะเข้ามาช่วยเราอย่างเดียว แต่เราต้องมีส่วนที่ทำให้เขาอยากได้เราด้วย เรามีอะไร ถามตัวเองว่าเรามีอะไร




SHARE

Comments

PsychoPlay
3 years ago
ผมชอบแฮะ กดบุ๊คมาร์กเก็บเอาไว้เลย :D
Reply
Bushy
3 years ago
ดีใจๆ
Patpitcha_Eua
3 years ago
ชอบค่ะ ขอบุคมาร์กไว้นะคะ 😊
Reply
Bushy
3 years ago
ยินดีครับ :D
imonkey7
3 years ago
ตามสัญญาณไป
สมบัติอยู่ที่ที่หัวใจเราอยู่เสมอ
#สนุกกับชีวิตนะคีับ
Reply
Bushy
3 years ago
รอไปกินเบียร์ที่ร้อยเอ็ดนะคีบ
imonkey7
3 years ago
มาๆจัดหนักๆ
Bewbundanjai
3 years ago
^^ ขอบคุณครับ
Reply
Bushy
3 years ago
:D ค้าบบบ 

มี meetup อีกเมื่อไหร่เจอกันนะ
Bewbundanjai
3 years ago
😁👌👌. เเล้วเจอกันครับ ^^