Brexit ประชามติกับทางเลือกที่แตกต่างระหว่างมนุษย์
"Brexit: UK vote to leave the EU"

ข้อความผ่านแอพพลิเคชั่น The Guardian เด้งขึ้นมาในมือถือของผมขณะที่ผมกำลังนั่งอยู่ในห้องทำงานเมื่อวาน ผมรู้สึกตกใจเล็ก ๆ (อารมณ์เซอร์ไพรส์แต่จะให้ประหลาดใจคงไม่ใช่) เพราะคิดว่าผลการลงประชามติน่าจะออกมาในทางตรงกันข้าม ที่จริงก่อนหน้านี้บรรดากูรูระดับโลกทั้งหลายต่างก็เชื่อ (ในแง่ดี) ว่าผลการลงประชามติน่าจะออกมาเป็นว่าสหราชอาณาจักรเลือกจะอยู่กับสหภาพยุโรปต่อไป

แต่พวกเขาผิดถนัดเลยทีเดียว

การลงประชามติของประชาชนแห่งสหราชอาณาจักรครั้งนี้เป็นข่าวใหญ่โตในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา คนในยุโรปต่างเฝ้ารอคอยดูผลการลงประชามติอย่างจดจ่อ แต่ส่วนใหญ่ดูจะเชื่อว่ายังไง ๆ สหราชอาณาจักรก็ไม่หนีไปจากยุโรปหรอก เพราะการอยู่กับสหภาพยุโรปมันดีกว่าเห็น ๆ

ผมลองสังเกตเพื่อน ๆ ชาวยุโรปสมัยที่ผมเรียนอยู่ต่างประเทศ พวกเขาไม่มีปฏิกิริยาอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน อันที่จริงต้องบอกว่าคนยุโรปเป็นพวกที่ใช้โซเชียลมีเดียน้อย แม้พวกเขาแทบทุกคนจะมีเฟซบุ๊คแต่ไม่ได้เขียนอะไรลงพร่ำเพรื่อแบบที่เราเห็นในสังคมไทย แต่ด้วยความที่รู้จักมักคุ้นมาผมเชื่อว่าพวกเขาส่วนใหญ่อยากให้สหภาพยุโรปไม่แตกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยแน่ เพราะพวกเขาต่างก็ได้รับอานิสงค์จากการเกิดขึ้นของสหภาพยุโรป ทั้งการเดินทางที่สะดวกสบาย การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม และการศึกษา

แต่เมื่อผลการลงประชามติออกมาเป็นว่า "ชาวสหราชอาณาจักรขอแยกตัวออกจากสหภาพฯ" ปฏิกิริยาของเพื่อนชาวยุโรปถึงกับแตกตื่นเลยทีเดียว

เพื่อนชาวอังกฤษคนหนึ่งซึ่งเปลี่ยนรูปโปรไฟล์เป็นธงของสหภาพยุโรปเพื่อแสดงจุดยืนขอร่วมสหภาพฯ ต่อไปเขียนลงในเฟซบุ๊คทำนองว่า "เอาละ คนในสหราชอาณาจักรก็ได้พูดความในใจออกไปละนะ แต่ให้ตาย มันเห็นแก่ตัวเหลือเกิน จากนี้ไปจะมีแต่เรื่องแย่ ๆ รอคอยกันอยู่ละ"

เพื่อนอีกคนก็พูดในทำนองว่า "สงสัยจะได้เวลาย้ายออกจากอังกฤษซะละมั้งเรา"

ส่วนเพื่อนชาวยุโรปคนอื่น ๆ ที่ไม่ใช่คนบนเกาะบริเตนใหญ่ต่างก็พูดไปในทำนองว่า "ช่างน่าละอายเสียจริง คอยดูเถอะจากนี้ไปจะมีแต่เรื่องแย่ ๆ"

เมื่อผลประชามติออกมาเป็นเช่นนี้ ในเช้าวันศุกร์ตามเวลาของอังกฤษ นายกรัฐมนตรีเดวิด คาเมรอนก็ออกมาประกาศว่าจะขอลาออกจากตำแหน่ง

... ชาวอังกฤษได้ตัดสินใจเลือกเส้นทางที่แตกต่างออกไปเพื่อก้าวไปสู่เส้นทางใหม่ ด้วยเหตุนี้ข้าพเจ้าคิดว่าประเทศต้องการผู้นำคนใหม่ที่จะนำพาประเทศไปสู่เส้นทางดังกล่าวนั้น
นายกรัฐมนตรีของสหราชอาณาจักรได้กล่าวต่อหน้าสื่อมวลชนเมื่อวานนี้

แต่เขายังไม่ได้ก้าวลงจากตำแหน่งในทันที ต้องรอไปถึงเดือนตุลาคมเมื่อพรรคอนรุักษ์นิยม (Conservative Party) มีมติเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่ที่จะขึ้นมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีโน่นแหละ

ผมลองสังเกตปฏิกิริยาของฝูงชนผ่านโซเชียลมีเดีย คนไทยเข้าไปแสดงความเห็นในเพจของบีบีซีไทยกับข่าวขอลาออกของนายเดวิด คาเมรอนกันพอสมควร เสียงส่วนใหญ่เป็นไปในทางชื่นชมกับความรับผิดชอบของเขา และแอบกัดประเทศตนเองไปในตัวว่าจะมีคนรับผิดชอบกับเรื่องนี้บ้างหรือไม่ (แต่เรื่องนี้มันของร้อนจริง ๆ ผมขอไม่พูดถึงละกัน)

เอาเป็นว่าคนไทยในโซเชียลมีเดียชื่นชมนายกรัฐมนตรีชาวอังกฤษคนนี้กันพอดู

แต่ถ้าลองไปคุยกับคนอังกฤษที่สนับสนุนการคงอยู่กับสหภาพยุโรปต่อไป มันกลายเป็นคนละเรื่องเลยทีเดียว

เพื่อนของผมถึงกับเรียกนายคาเมรอนว่า "ไอ้งั่งเอ๊ย" (Moron) พลางอธิบายเพิ่มเติมว่า "ที่เรามีประชามติแบบนี้ก็เพราะไอ้หมอนี่แหละไปสัญญาไว้ตอนหาเสียงเลือกตั้งคราวก่อนว่าถ้าได้เป็นนายกฯ จะจัดให้มีการลงประชามติแบบนี้ แล้วดูสิว่าตอนนี้เป็นไง พาซวยกันทั้งประเทศละสิไม่ว่า"

ยังไม่ต้องนับว่าเสียงก่นด่าผ่านโซเชียลมีเดียในอังกฤษเองที่จะแสบสบถขนาดไหน ที่จริงคนไทยบางคนยังค่อนขอดใส่เขาว่า "รับผิดชอบหรือทิ้งขี้" กันแน่

ขณะที่เพจ "เสพย์สากล" ในเฟซบุ๊คได้แปลคำให้สัมภาษณ์ของโนเอล กัลลาเกอร์ อดีตสมาชิกวง Oasis อันโด่งดังเรื่องลงประชามติความว่า
อังกฤษควรจะอยู่หรือไปน่ะเหรอ อันที่จริงพวกเราไม่เห็นจะต้องออกไปโหวตซะด้วยซ้ำ ทุก ๆ คืนผมเห็นพวกนักการเมืองเอาแต่พล่ามว่า นี่คือการตัดสินใจที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศนี้ไปตลอดกาล เหรอๆๆ แล้วทำไมพวกคุณไม่ตัดสินใจกันเองล่ะ ผมจ่ายภาษีเพื่อให้พวกคุณมาบริหารประเทศ งั้นก็ไปตัดสินใจกันเองสิ จะถามประชาชนหาพระแสงอะไร ก็รู้อยู่ว่า 99 เปอร์เซ็นต์ของคนในประเทศนี้งี่เง่าจะตายห่า แล้วตอนที่พวกเอ็งส่งทหารอังกฤษไปรบที่อิรัก เคยคิดจะถามประชาชนบ้างไหม ทีแบบนี้แม่งไม่เห็นจะถามพวกเราสักคำ
ช่างแสบสันต์เสียจริง ๆ


ดูไปดูมาผมคิดว่าประชามติครั้งนี้ไม่ได้ให้ผลดีเสียเท่าไหร่กับอังกฤษ ยุโรป และโลกทั้งใบ แต่มันจะเป็นอย่างนั้นแน่หรือ

ไนเจล ฟาราจผู้นำพรรค UKIP ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายขวาจัดพรรคหนึ่งที่มีชื่อเสียงที่สุดของอังกฤษออกมาประกาศผ่านสื่อว่า "นี่คือชัยชนะของคนจริง" (This is a victory for real people)

ในขณะที่คนอังกฤษซึ่งเลือกจะแยกตัวต่างก็ออกมาแสดงความยินดีกับชัยชนะในการลงประชามติครั้งนี้ พวกเขาต่างชื่นชมว่าในที่สุดอังกฤษก็เป็นอิสระจากอำนาจของสหภาพยุโรปแล้ว เสมือนการได้กลับมาเป็นตัวของตัวเอง และสหราชอาณาจักรก็จะได้ก้าวเดินไปสู่เส้นทางที่เรืองรอง

สำหรับคนที่เลือกจะออกจากสหภาพฯ มันคือชัยชนะและความน่ายินดีอย่างไม่มีข้อกังขา ส่วนปัญหาที่ตามมามันคือเรื่องที่เอาไว้แก้ไขกันทีหลัง

มีผู้ให้ความเห็นในเฟซบุ๊คท่านหนึ่งความว่า "คนอังกฤษไม่เคยสัมผัสกับการลงประชามติทางตรงมาก่อน ปกติพวกเขาจะมอบสิทธิ์ให้กับนักการเมืองไปทำหน้าที่แทน การลงประชามติทางตรงครั้งนี้เลยกลายเป็นการลงที่ออกมาจากความรู้สึกส่วนตัวมากกว่าจะคิดหน้าคิดหลัง"

ขณะที่นักวิชาการท่านหนึ่งได้ให้ความเห็นผ่านเฟซบุ๊คของเขาในทำนองว่า "คนอังกฤษลงประชามติครั้งนี้ภายใต้การชักจูงจากบรรดานักการเมือง เมื่อกระแสฝ่ายขวามาแรงในสหราชอาณาจักรนักการเมืองฝ่ายขวาจึงสามารถชักจูงประชาชนได้มากด้วยกระแสเช่นวิกฤตผู้อพยพที่ประชาชนต่างกังวล หรือเรื่องอำนาจของสหภาพยุโรปที่มีเหนืออำนาจอธิปไตยของสหราชอาณาจักร"

ถ้าลองคิดสารตะแล้ว มันก็มีความเป็นไปได้ว่าการลงประชามติครั้งนี้เกิดขึ้นจากนักการเมือง และได้ผลออกมาตามการชักจูงของนักการเมือง นั่นหมายความว่าประชาชนไม่ได้ตัดสินใจอย่างเป็นอิสระ แต่ตัดสินใจเลือกจากการถูกชักจูง

แต่มันก็คงไม่แปลกอะไร ในเมื่อการเลือกตั้งตามระบบประชาธิปไตยนักการเมืองคือคนที่พยายามชักจูงประชาชนให้เลือกพรรคของตนอยู่แล้ว เช่นกัน ในการลงประชามติครั้งนี้นักการเมืองทั้งสองฝ่าย (ซึ่งรวมถึงนายกรัฐมนตรีเดวิด คาเมรอน) ต่างก็ทำแคมเปญรณรงค์การโหวต "อยู่" กับ "ไม่อยู่" กันอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง

การลงประชามติจึงไม่ใช่การเลือกอย่างเป็นอิสระ แต่เป็นการเลือกภายใต้อำนาจการชักจูงจากผู้มีอำนาจในสังคม

บางทีประชามติก็อาจไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุดก็ได้ แต่ในเมื่อโลกของเราเวลานี้กำลังอยู่ภายใต้กระแสประชาธิปไตย เราก็คงไม่อาจจะหลีกเลี่ยงจากกระแสดังว่าได้ สิ่งที่ผมสนใจจากกระแสที่เกิดขึ้นคือความรู้สึกนึกคิดของคนทั่วไปมากกว่า มีการสำรวจพบว่าคนที่มีอายุเกิดสี่สิบห้าสิบขึ้นไปต่างเลือกที่จะแยกตัวจากยุโรป ขณะที่คนหนุ่มคนสาวเลือกจะอยู่ต่อไป หรือจะเป็นว่าคนในเมืองหลวงอย่างลอนดอนเลือกจะอยู่กับยุโรป แต่คนต่างจังหวัดของอังกฤษกลับเลือกที่จะแยกตัว

ดูเหมือนวัยกับประสบการณ์ และการศึกษาจะมีผลต่อการตัดสินใจของคนสหราชอาณาจักรเป็นอย่างมากทีเดียว

แต่สิ่งที่น่าคิดยิ่งกว่าคือ "คนที่เลือกจะแยกตัว 'โง่' กว่าคนที่อยากจะอยู่ต่อหรือเปล่า"

ทำไมผมถึงใช่คำว่าโง่.... ผมรู้สึกว่ามันเป็นกระแสที่น่าสนใจ เพราะคนที่อยากให้อยู่ต่อต่างก็สบถต่อผลการลงประชามติราวกับว่าการขอแยกตัวเป็นเรื่องที่งี่เงี่าที่สุด เห็นแก่ตัวที่สุด และแย่ที่สุด

เพื่อนชาวอังกฤษของผมถึงกับบอกว่าการลงประชามตินี้คือการทำให้ประเทศ "แตกแยก" เลยทีเดียว

การยอมรับผลการลงประชามติเป็นเรื่องที่จำใจต้องยอมรับ แต่ความรู้สึกแย่ ๆ มันไม่ได้หายไป และคนหลายคนก็อาจมองหน้ากันไม่ติด

ผมคิดว่ามันเป็นสิทธิ์ของทุกคนที่จะเลือกว่าควรทำอย่างไรกับชีวิตต่อไป แม้ว่าการเลือกนั้นจะเป็นการเลือกที่อาจนำไปสู่ผลเสียมากมาย

แต่ใครจะไปรับรู้ได้ว่าจะมีอะไรรออยู่ข้างหน้าบ้าง ทุกคนย่อมเห็นแก่ตัว และย่อมเลือกสิ่งที่ตัวเองเชื่อว่าจะส่งผลดีกับตนเอง (หรือต่อประเทศ) เป็นลำดับแรก บางครั้งการเลือกแบบนี้ก็ไม่จำเป็นต้องใช้เหตุผลที่รอบคอบ ขอแค่เหตุผลที่เรา "เชื่อ" ว่าดีก็เพียงพอแล้ว

และการเลือกด้วยความเชื่อว่า "ดี" หรือ "ไม่ดี" นี้ก็คงไม่สามารถจะมานั่งอ้างกันได้ว่าความคิดของฝ่ายใดดีกว่ากัน

เพียงแต่เมื่อผลมันไม่ได้ออกมาอย่างที่เราต้องการเราก็ออกมาตีออกฉกตัวและชี้หน้าไปที่อีกฝ่ายว่า "พวกมึงมันโง่เสียเหลือเกิน" มันคือการกระทำที่สมควรแล้วหรือ

ประชาธิปไตยไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุดสำหรับมนุษย์ และบางทีคงไม่มีทางออกที่ดีที่สุด แต่อย่างน้อยมันก็เหมาะกับบางสถานการณ์ เหมือนที่ครั้งหนึ่งโลกของเรามีระบบปกครองแบบต่าง ๆ ซึ่งเข้ากับยุคสมัยนั้น ๆ

ยุคสมัยนี้ก็แค่เป็นยุคของประชาธิปไตย เมื่อวันใดที่ประชาธิปไตยไม่ตอบโจทย์มนุษย์ มันก็จะล่มสลายไปเอง

แต่แน่ละว่าการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบใหม่จะนำมาซึ่งความวุ่นวาย

มนุษย์พร้อมจะรับความวุ่นวายนั้นหรือเปล่าละ ถ้าไม่พร้อมก็ควรจะยอมรับโลกที่มันเป็นไปในปัจจุบันเพราะประชาธิปไตยไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง แต่มันคือเรื่องของทุกคน ทุกคนได้รับผลดีร่วมกัน และรับผลเสียร่วมกัน

นี่คือโลกในยุคสมัยของเรา

Brexit ยังไม่จบสิ้นแต่เพียงวันนี้ กระบวนการขอแยกตัวต้องใช้เวลาอีกหลายปี คาดกันว่าอย่างเร็วที่สุดคือสองปี เศรษฐกิจโลกคงปั่นป่วนกันอีกสักระยะก่อนจะปรับตัวเพื่อความอยู่รอด และพวกเราทุกคนก็ต้องปรับตัวเช่นกัน

และต้องไม่ลืมว่าคนไทยเองก็มีประชามติที่ต้องตัดสินใจรออยู่ จะออกหัวออกก้อยเราก็คงทำได้แต่ยอมรับผลของมันก็เท่านั้นเอง

*ขอบคุณข้อความจากเพจ "เสพย์สากล" ในเฟซบุ๊ค ข่าวจากเว็บไซท์ The Guardian และ BBC Thai รวมถึงผู้แสดงความเห็นผ่านโซเชียลมีเดียทุกท่าน









SHARE
Writer
Ittipolj
writer
Write for life.

Comments