'บุหลันดั้นเมฆ' ขนมไทยจากพระสุบิน
เที่ยงของวันอ่านหนังสือเตรียมสอบ ฉันตื่นขึ้นมาพบกับภาพประตูทางเข้าตลาดคลองสวน 100 ปี ขยี้ตาพลางก้าวขาลงจากรถ สัมผัสอากาศภายนอกที่สุดแสนจะร้อนระอุ สะทกกายแต่หาสะท้านใจไม่ เพราะอุณหภูมิในหัวใจที่ฉ่ำชื่นนั้นช่วยลดระดับปรอทวัดอุณหภูมิภายในไปเรียบร้อยแล้ว
  
ฉันและน้องสาวเดินเข้าไปในตลาดอย่างอารมณ์ดี ร้านรวงมากมายเปิดต้อนรับพวกเราด้วยรอยยิ้มละไมจากแม่ค้าพ่อค้า ที่ต่างพากันหยิบยื่นขนมหน้าตาน่ารักให้ชิม ซื้อไม่ซื้อไม่ว่าขอแค่อย่าเมินเฉยเป็นพอ

แต่ไม่มีเสียหรอกที่ฉันจะเฉยชากับพวกเขา หึหึ เพราะมารู้ตัวอีกทีสองแขนก็พะรุงพะรังไปด้วยถุงบรรจุขนมซะแล้ว

ตลาดคลองสวนแห่งนี้มีอายุกว่า 100 ปี อีกทั้งยังตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 2 จังหวัด คือ จังหวัดฉะเชิงเทรา และจังหวัดสมุทรปราการ เป็นตลาดที่เลียบไปกับคลองประเวศน์บุรีรมย์ ให้ความรู้สึกรื่มรมย์สมฤดีไปกับลมเย็นๆ ที่พัดมาต้องกายคลายความเหนื่อยล้าลงไปได้มาก แต่อย่างไรก็ดีเพื่อขนมหวานแล้วไซร้ ยากเท่าใดเราก็จะไปให้ถึง ^^

ไม่นานก็เดินมาถึง " ร้านขนมไทยของคุณนันท์นภัส " ด้วยขนมสีสันสดใสจนเตะเข้าที่ลูกตา และกลิ่นหอมอ่อนๆที่ลอยออกมาขณะเปิดฝาถึงนึ่ง จนเตะป๊าบเข้าที่จมูกอย่างจัง ฉันจึงเดินตรงเข้าไปยังร้านนั้นอย่างไม่รีรอ

‘ขนมไทยโบราณค่ะ เชิญชิมได้เลยนะคะ’ เสียงแม่ค้าตาคมอารมณ์ดีส่งประกายตาผ่านแว่นมาให้ฉัน ฉันส่งยิ้มพลางหยิบไม้จิ้มฟันบรรจงเสียบลงเนื้อขนม แล้วบรรเลงเพลงเคี้ยวสองสามคราก่อนจะกลืนลงท้องไป ไม่ได้สวยแค่หน้าตาภายนอก งามไปจนถึงท้องไส้เลย 55555 

รูปร่างหน้าตาภายนอกงามอย่างไร เนื้อขนมภายในก็งดงามอย่างนั้น 
นี่สินะ.. สวยที่รูป แถมจูบแล้วหอมด้วย : )
  
ลองลิ้มชิมรสกันไปแล้ว เห็นทีต้องมาทำความรู้จักกันบ้างแล้วล่ะ.. ฉันถือวิสาสะก้าวเท้าเข้าไปในร้านเล็กๆ แห่งนี้ สายตาสอดส่องไปยังลังถึงที่กำลังนึ่งขนมบนเตา เลยมายังถาดขนมที่รอนึ่ง กะละมังผสมแป้ง น้ำดอกอัญชัน และอุปกรณ์อื่นๆ ที่วางเรียงเป็นระเบียบอยู่บนโต๊ะ

“ขนมบุหลันดั้นเมฆ เป็นขนมไทยที่เกิดจากการอุปมาอุปไมยให้เข้ากับเรื่องราวในพระสุบินของรัชกาลที่ 2 เหมือนในเนื้อเพลงบุหลันลอยเลื่อน ที่เด็กๆ ยุคนี้อาจไม่รู้จักกันแล้ว”

เนื้อเพลงว่าอย่างไรฉันก็ไม่อาจรู้อย่างที่คุณน้าว่า จึงกลับมาถามน้ากรูผ่านหน้าต่างสีฟ้าที่เราคุ้นเคยกันดี ได้ความจากอาจารย์สมพล อนุตตรังกูร ครูผู้ประสิทธิ์ประสาทความรู้ด้านดนตรีไทยมาช้านานที่ได้เผยแพร่เป็นวิทยาทานผ่านหน้าต่างบานที่ชื่อ sookjai ว่า

รัชกาลที่ 2 ได้ทรงพระสุบินว่าในคืนวันเพ็ญ ได้เสด็จพระราชดำเนินไปในสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งสวยงามมาก ได้ทอดพระเนตรเห็นดวงจันทร์ลอยเข้ามาใกล้พระองค์ และสาดแสงสว่างไปทั่วบริเวณ ทันใดนั้นได้สดับเสียงดนตรีอันไพเราะ ทอดพระเนตรทิวทัศน์อันสวยงามนั้นจนดวงจันทร์ค่อยๆ เลื่อนลอยห่างออกไป พร้อมกับเสียงดนตรีที่ค่อยๆ แผ่วลง เมื่อตื่นจากบรรทม เสียงดนตรีนั้นยังกังวานในพระโสต จึงโปรดให้ข้าราชบริพาลต่อเพลงนั้นไว้ และประทานนามว่า ‘บุหลันลอยเลื่อน’

น้านันท์นภัสบอกกับฉันว่าชาววังเองก็ชื่นชอบในบทเพลงบุหลันลอยเลื่อน จึงได้คิดค้นขนมหวานนี้ขึ้น เมื่อตั้งโต๊ะเครื่อง รัชกาลที่ 2 ทรงโปรด จึงประทานนามขนมหวานจานนั้นให้คล้องกับชื่อเพลงว่า ‘บุหลันดั้นเมฆ’

วิธีการทำก็ไม่ยุ่งยาก เพียงแต่ต้องรู้เวลานึ่งที่พอเหมาะ และสัดส่วนวัตถุดิบที่พอดีก็พอใจแล้ว

เริ่มจากนำกะทิมารวมกับแป้งข้าวเจ้า เคี่ยวในกระทะ เติมเกลือ ผสมไข่แดง และน้ำตาลเข้าไป จากนั้นกรองให้เนื้อเนียน แล้วพักไว้เพื่อรอหยอดลงในหลุมตรงกลางขนม เป็นไส้สังขยาสีเหลืองนวลตาน่ามอง เปรียบดังจันทราที่ไร้เมฆาบดบัง เช่นในเนื้อเพลงบทหนึ่งที่ว่า
“ เผยพระแกลแลดูดวงบุหลัน          ฉายพรรณปองจรัสรัศมี 
ทรงกลดสดสะอาดปราศเมฆี          เป็นศรีสว่างนภาพร ” 
ส่วนเนื้อขนมสีน้ำเงินนั้นทำจากแป้งข้าวเจ้า กับแป้งเท้ายายม่อมผสมกัน เติมน้ำเปล่า แล้วนวดแป้งจนไม่มีติดมือ เห็นเป็นเงา จากนั้นเติมน้ำเชื่อม และน้ำดอกอัญชันที่ให้สีน้ำเงินเหมือนท้องฟ้ายามราตรี เทใส่ถ้วยตะไลรอนึ่ง

การนึ่งต้องมีเวลาที่เหมาะสม โดยให้สังเกตจากสีที่เข้มขึ้นในบริเวณขอบๆ แต่ตรงกลางต้องมีสีอ่อนกว่า ยังไม่สุกดีไส้ขนมตรงนั้นจะไหลออกมา ทำให้หยอดสังขยาลงไปแทนได้

ต้องขอบคุณทั้งน้านันท์นภัส และญาติน้าพันทิพนามคุณ blackpiano มากๆเลยค่ะสำหรับการแบ่งปันวิธีการทำขนมไทยรสละมุนละไมนี้

“ทำมาตั้งแต่สมัยคุณย่า ถ้าท่านยังอยู่ก็คง 100 กว่าปีแล้วค่ะ” แม่ค้าผู้สานต่อตำนานขนมโบราณกล่าวแก่ฉัน

คงน่าเสียดายถ้าขนมไทยโบราณที่ประกอบขึ้นจากพระสุบินและความสามารถของบรรพชนไทยจะสูญหายไปตามกาลเวลา

เหมือนน้านันท์นภัสจะรู้ถึงความในที่ฉันเผยให้เห็นผ่านแววตา น้าจึงพูดอย่างภูมิใจ พลางผายมือไปยังพี่สาวที่ขายน้ำลูกหม่อนที่ร้านฝั่งตรงข้ามว่า

“น้ามีลูกสาว 2 คน ตอนนี้เขาทำเป็นกันหมดแล้ว..”

 “ยังไงก็ตามเราต้องสอนเค้า เพราะไม่อยากให้สิ่งที่มีมันหายไป”

น้านันท์นภัสกล่าวพลางมองไปยังทายาทผู้สอบทอดตำนานขนมไทยในพระสุบินคนนี้
 
นับเป็นโชคดีของเด็กไทยในรุ่นต่อๆ ไปที่ยังมีโอกาสได้กินขนมไทยโบราณหายาก 
และโชคดีของคนในอดีต ที่คนในปัจจุบันสานต่อความรักของท่านมาจนถึงวันนี้
  
คิดว่าหลายๆ ท่านอาจจะไม่รู้จัก หรืออาจจะยังไม่เคยได้ชิมขนมบุหลันดั้นเมฆ..
อย่ามัวรอช้าเลยค่ะ รีบออกจากบ้านตรงดิ่งฝ่าแผงปลาสลิดไปตลาดคลองสวนกันเถอะ :) 
SHARE
Writer
SiraSiri
นักชอบเขียน :)
ฉันเรียนสายวิทย์ ฉันติสท์แตก ฉันชอบเขียน ฉันหลงใหลลายมือขยุกขยิกของตัวฉันเอง ฉันมีความสุขเวลาพกสมุดและดินสอไว้ในกระเป๋าเดินทาง ฉันบันทึกเรื่องราวที่เกิดขึ้น เพราะฉันไม่อยากลืม

Comments