21 มิ.ย.วันโยคะโลก
วันอังคารที่ 21 มิถุนายน 2016 นี้เป็นวันโยคะสากลโลก หรือ 
“อินเตอร์แนชันเนิล เดย์ ออฟ โยคะ” (International Day of Yoga) ลงมติจากสหประชาชาติ เมื่อปี  2014

“โยคะเป็นสิ่งล้ำค่าเก่าแก่ของชาวอินเดียมีมานานเป็นพันๆปี โยคะเป็นการบริกรรมที่นำจิตใจและร่างกายมารวมกันในรูปของการกระทำ และหยุดยั้งการกระทำ โยคะให้ความสงบสุขระหว่างมนุษย์และธรรมชาติ เป็นการบำบัดโดยธรรมชาติเพื่อสุขภาพและความสุข โยคะไม่เกี่ยวกับการออกกำลังกายแต่เป็นการค้นพบตัวเอง โลกที่เราอยู่ และธรรมชาติ ด้วยการเปลี่ยนวิถีการดำรงชีวิตและพัฒนาจิตสามัญสำนึก เหล่านี้จะช่วยให้เราปรับตัวให้เข้ากับภาวะอากาศที่เปลี่ยนแปลงในโลกนี้ได้”


ศาสตร์แห่งโยคะนั้น ในคัมภีร์ ภควคีตา ของฮินดู ได้แบ่งออกเป็น 3 ได้แก่

ชฺญานโยคะ หมายถึง วิธีหรือทางปฏิบัติให้เข้าถึงความจริงด้วยความรู้  การศึกษาเล่าเรียน คล้ายๆกับการเจริญ สุตตะมยปัญญา ในศาสนาพุทธ คือการเรียนธรรม แต่ในฮินดูคือ เรียนจากพระเวท จากครุ 

กรรมโยคะ หมายถึง วิธีหรือทางปฏิบัติให้เข้าถึงด้วยการกระทำ เจริญภาวนา บำเพ็ญตบะ การเข้าฌาน การเจริญอนาปานสติ   คล้ายๆกับได้ปัญญามาจาก ภาวนามยปัญญา 

ภักติโยคะ หมายถึง วิธีหรือทางปฏิบัติให้เข้าถึงความจริงหรือหลุดพ้นด้วยอาศัยความภักดีต่อพระเป็นเจ้า โดยปราศจากข้อกังขา ข้อสงสัย หรือมีศรัทธานั่นเอง จนได้ปัญญาจากพระเป็นเจ้า  อันนี้คล้ายๆกับศาสนาเทวนิยมอื่นๆ ที่มีสอนให้จำนนต่อภูมิปัญญาของพระเป็นเจ้านั่นเอง
 ชฺญานโยคะเป็นวิธีแห่งการเข้าถึงความจริงอันติมะด้วยความรู้ ได้แก่การเห็นแจ้งในอาตมัน ซึ่งบุคคลจะไม่สามารถบรรลุถึงได้โดยปราศจากความรู้ แม้แต่ผู้ดำเนินตามภักติโยคะ ก็ยังจำเป็นต้องอาศัยความรู้ที่พระเป็นเจ้าทรงประทานให้ จึงจะสามารถเกิดความเห็นแจ้งขึ้นมาได้ โยคะที่ปราศจากความรู้เป็นสิ่งที่หาประโยชน์แท้จริงไม่ได้ จริงอยู่ผู้บำเพ็ญโยคะอาจสามารถควบคุมตนเองไม่ให้ฟุ้งซ่านไปตามอารมณ์ต่างๆได้ แต่ตราบใดที่ยังไม่อาจขจัดกิเลสตัณหาให้หมดไปอย่างเด็ดขาดสิ้นเชิง ก็ยังหาได้ชื่อว่าเป็นโยคีที่แท้จริงไม่ กิเลสตัณหาจะถูกขจัดให้หมดไปได้ก็ด้วยความรู้แจ้งเท่านั้น ภควัทคีตาได้ให้ความสำคัญแก่ความรู้หรือญาณทัสนะไว้มากเพียงไรนั้น จะเห็นได้จากข้อความดังต่อไปนี้ "แม้ทรชนผู้ชั่วช้าก็สามารถจะข้ามพ้นสงสารสาครได้ โดยอาศัยนาวาคือความรู้เพียงอย่างเดียว ไฟเมื่อก่อให้ลุกได้ดีแล้วย่อมสามารถทำเชื้อเพลิงให้คงเหลือแต่เถ้าธุลีฉันใด ไฟคือความรู้ก็ย่อมประหารกรรมทั้งมวลให้สูญสิ้นไปฉันนั้น กรรมทั้งหลายมีความรู้เป็นที่สุด เมื่อได้บรรลุถึงความรู้แล้ว บุคคลย่อมได้ความสงบในไม่ช้า ไม่มีอะไรอื่นที่จะบริสุทธิ์ยิ่งไปกว่าความรู้" พระเป็นเจ้าทรงถือว่าผู้มีความรู้แจ้งเกี่ยวกับอาตมันเป็นผู้ที่มีเอกภาพกับพระองค์ 
กรรมโยคะ ไม่มีอะไรขัดแย้งกับชฺญานโยคะ กรรมโยคะจะเป็นไปได้อย่างสมบูรณ์ ก็ต่อเมื่อมีชฺญานโยคะสมบูรณ์แล้วเท่านั้น ไม่มีผู้ใดซึ่งยังดำรงชีพอยู่จะสามารถสลัดกรรมหรือการกระทำเสียได้โดยสิ้นเชิง ส่วนประกอบของประกฤติ 3 อย่าง คือ สัตตวะ รชัส และตมัส ทำให้เกิดมีกิริยาหรือการกระทำ ภควัทคีตาถือว่าเอกภาพ(universe) เป็นสิ่งที่ดำรงอยู่ได้ด้วยการกระทำ การหยุดนิ่งไม่ใช่อิสรภาพ แต่หมายถึงการแตกดับกิจกรรมทั้งหลายที่มนุษย์กระทำนั้น เป็นสิ่งช่วยให้เอกภาพดำรงอยู่ได้ จึงเป็นหน้าที่ของทุกๆคนที่จะช่วยให้เอกภาพของเราสามารถดำรงอยู่ได้ต่อไปด้วยการกระทำของแต่ละคน ผู้ที่ไม่ยอมปฏิบัติดังกล่าวนี้และมุ่งแสวงหาความสุขทางเนื้อหนัง ย่อมได้ชื่อว่าประกอบบาปกรรม และดำรงชีวิตอยู่ในความว่างเปล่า "อุดมคติของภควัทคีตาไม่ใช่การปฏิเสธโลก หรือปฏิเสธชีวิตสามัญชนด้วยการออกบวชเป็นฤษีชีไพร ซึ่งเป็นการหนีโลก และไม่ใช่การปฏิเสธการกระทำ แต่เป็นการอยู่ในโลกพร้อมกับการปฏิบัติภาระกิจตามหน้าที่ด้วยความรู้สึกปล่อยวาง หรือไม่มีอุปาทานต่อหน้าที่ที่ตนปฏิบัติ สิ่งที่ภควัทคีตาสอนให้ละนั้น ไม่ใช่การกระทำ แต่เป็นผลประโยชน์" ตัณหาและอุปาทานที่มีเนื่องกับการทำนั้น ตัณหาหรือความอยากเป็นพันธะที่เป็นพันธนาการมนุษย์ให้ติดข้องอยู่ในโลก เพราะฉะนั้นเขาจึงควรปฏิบัติตนโดยโดยประการที่การกระทำของเขาไม่อาจผูกพันเขาได้ การกระทำที่ได้กล่าวไว้ในภควัทคีตานั้น หมายถึงการกระทำตามหน้าที่ที่ผู้กระทำไม่ได้มุ่งถึงผลที่เกิดขึ้นแก่ตนเอง

ภักดีโยคะ หมายถึงการประกอบการภักดีโดยปราศจากการหวังผลตอบแทน กระทำไปด้วยความบริสุทธิ์ใจ ซึ่งต้องกระทำด้วยความรู้ ถ้าปราศจากความรู้เสียแล้ว ก็ไม่อาจเป็นไปได้ ....ในบรรดาผู้ที่จงรักภักดีต่อพระเป็นเจ้า มีอยู่หลายประเภท ภควัทคีตากล่าวว่า ผู้จงรักภักดีด้วยความรู้ที่เรียกว่า"ชฺญานี" เป็นผู้ภักดีที่ดีที่สุดเพราะผู้ที่เป็นชฺญานีเท่านั้นที่จะทราบชัดว่า พระเป็นเจ้าทรงสิงสถิตย์อยู่ในสรรพสิ่งในเอกภพ เขาย่อมเห็นพระองค์ในสรรพสิ่งและเห็นสรรพสิ่งในพระองค์.....

ตามทรรศนะของภควัทคีตานั้น ความรู้หรือชฺญานะเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด กรรมและความภักดีเป็นแต่เพียงการแสดงออกของความรู้ ถ้าปราศจากความรู้เสียอย่างเดียว ความหลุดพ้นหรือโมกษะก็ดี การละอุปาทานหรือความยึดมั่นถือมั่นในการกระทำกรรมก็ดี การมีความภักดีต่อพระเป็นเจ้าโดยปราศจากการหวังผลใดๆก็ดี ย่อมไม่อาจจะมีขึ้นได้

คัดลอกมาเป็นบางส่วนจาก

ปรัชญาอินเดีย ประวัติและลัทธิ โดย รองศาสตราจารย์ ดร.สุนทร ณ รังษี

อ่านเพิ่ม :
http://paramatman-siamganesh.blogspot.com/2011/03/1_10.html
http://paramatman-siamganesh.blogspot.com/2011/03/2.html
http://paramatman-siamganesh.blogspot.com/2011/03/blog-post.html

SHARE
Written in this book
ฮินดู
ศาสนา ฮินดู และ วรรณคดีอินเดีย ความเชื่อ ปกรณัม ปรัมปรา เรื่องเล่าโบราณ  ปรัชญา
Writer
ultimaguru
Inspireations man
nothing to interested in me , just read my log

Comments