Spotlight นักสืบที่จับต้องได้กับการเมินเฉยต่ออาชญากรรม
บทความนี้ผู้เขียนไม่ถือว่าเป็นการรีวิวเพราะพูดถึงประเด็นที่หนังต้องการจะสื่อเป็นส่วนใหญ่และมีการเปิดเผยเนื้อหาสำคัญ

          สิ่งที่คาดหวังก่อนดูหนังเรื่องนี้คือ หนังที่ตีแผ่ชีวิตของนักหนังสือพิมพ์ คนทำข่าว ที่อุทิศทุกนาทีของชีวิตให้กับการทำงาน โดยยึดหลักการที่เรียกว่าจรรยาบรรณเป็นแนวทาง เพื่อยืนหยัดในหน้าที่ที่ต้องนำเสนอความจริง จนต้องเผชิญกับสถานการณ์คับขันที่อาจมีอันตรายถึงชีวิต เพื่อพิสูจน์ถึงจะยาบรรณของอาชีพสื่อในตัวของคนทำข่าว
 
          เนื้อเรื่องของหนังทำมาจากเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในปี 2001 เป็นเรื่องราวของทีมสืบสวนที่ชื่อว่า Spotlight ของหนังสือพิมพ์ Boston Globe หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นที่มีอิทธิพลมากในเมืองบอสตัน หลังจากการเข้ามาของบรรณาธิการคนใหม่ ที่เขาต้องการให้ทีม Spotlight ขุดคดีบาทหลวง Geoghan ที่ลวนลามเด็กเมื่อ 30 ปีที่แล้ว เพราะเขาคิดว่าไม่ได้มีแค่บาทหลวงคนเดียวที่มีความผิด แต่คริสต์จักรน่าจะมีส่วนรู้เห็นกับคดีนี้ด้วย

          หนังเรื่องนี้เล่าหลายประเด็นพร้อมๆกันได้อย่างลงตัวมาก ทั้งการทำข่าว อาชญากรรมทางเพศ ความอื้อฉาวของศาสนจักร ความศรัทธาในศาสนาของชาวคริสต์นิกายคาทอลิก และการเมินเฉยต่ออาชญากรรมเพียงเพราะใครๆก็ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น

          ประเด็นแรกที่อยากพูดถึงคือการทำงานของทีม Spotlight หลังจากที่ผมดูหนังจบ ผมรู้สึกว่า นักข่าวก็คือนักสืบดีๆนี่เอง เป็นนักสืบที่จับต้องได้ เห็นถึงความเป็นไปได้เพราะคนในทีม Spotlight ไม่ใช่อัจฉริยะเหมือนกับนักสืบที่เราเห็นในนิยาย แต่เป็นนักข่าวธรรมดาที่อุทิศเวลาส่วนใหญ่ให้กับการสืบหาความจริง เพื่อนำเสนอข้อเท็จจริงสู่สาธารณะชน ถือว่าเป็นตัวอย่างที่ดีของคนทำข่าว และผมชอบทีมข่าวทีมนี้มากๆ

          ในประเด็นด้านอาชญากรรม เมื่อทีม Spotlight ได้เข้ามาทำคดีบาทหลวงลวนลามเด็กก็ได้เริ่มสืบหาข้อมูล แหล่งข่าวต่างๆ จนได้พบ Phil Saviano ที่เป็นตัวแทนขององค์กรที่ชื่อว่า SNAP เขาเป็นหนึ่งในผู้ที่เคยถูกลวนลามทางเพศโดยนักบวช Phil เล่าถึงการถูกทารุณกรรมทางเพศที่สรุปใจความได้ว่า เด็กที่โตมาในครอบครัวที่ยากจน ศาสนาจะมีส่วนสำคัญต่อชีวิตเขามาก เขาจะรู้สึกดีใจมากถ้ามีบาทหลวงมาสนใจเขาถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ ถ้าบาทหลวงมาขอให้ให้เขาช่วยทำอะไรบางอย่าง เขาจะรู้สึกเป็นเกียรติมาก เหมือนพระเจ้ากำลังขอให้เขาช่วย จนบาทหลวงได้สร้างความสนิทสนมจนเด็กเกิดความไว้ใจ ท่านก็จะขอให้เขาทำอะไรบางอย่างที่ถือเป็นการล่วงละเมิดทางเพศ

          จริงๆแล้วมันไม่ใช่เพียงการล่วงละเมิดทางเพศ แต่มันได้ทำลายความศรัทธาในศาสนาของเด็กๆ ได้ทำลายช่วงชีวิตในวัยเด็กที่ควรจะเป็นช่วงชีวิตที่น่าจดจำที่สุดของใครหลายๆคน อีกทั้งเป็นการสร้างเรื่องอื้อฉาวให้กับคริสต์จักร สถาบันที่ถือว่าเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวคาทอลิก

          ที่ร้ายไปกว่านั้นคือผู้ที่มีส่วนรู้เห็นคือพระคาร์ดินัลในเมืองบอสตันที่แม้เคยทำงานเป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ศาสนามาก่อน ได้บอกให้ทีม Spotlight ล้มเลิกที่จะขุดคดีบาทหลวง Geoghan ด้วยเหตุผลที่ว่าท่านเคยทำข่าวเพื่อเรียกร้องสิทธิพลเมือง และนั่นทำให้ท่านต้องถูกต่อต้านจากผู้อ่าน แสดงให้เห็นว่าแม้เป็นนักบวชที่ต้องยึดถือหลักคำสอนในศาสนาก็ต้องยอมจำนนต่อกระแสสังคมที่มีพลังมหาศาลแต่ไร้ซึ่งความยุติธรรม

          ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าบาทหลวงเพียงไม่กี่รูปที่ทำหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น เพื่อยืนหยัดต่อสู้เพื่อความยุติธรรมนั้นเทียบอะไรไม่ได้เลยเมื่อเทียบกับคริสต์จักรที่มีอิทธิพลต่อผู้คนค่อนโลก ที่มีเส้นสายอยู่แทบทุกหน่วยงาน รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับความยุติธรรมที่มีอำนาจตัดสินชีวิตมนุษย์ ที่สำคัญที่สุดคือคริสต์จักรได้มอบความศรัทธาให้กับชาวคริสต์ทุกคน และใครที่จะมาทำลายความศรัทธาของชาวคริสต์ด้วยการเขียนข่าวโจมตีบาทหลวงสักรูปก็ถือว่าได้ประกาศตนเป็นศัตรูกับชาวตริสตร์ค่อนโลกแล้ว  
มันเริ่มจากแบบนี้ใช่ไหม คนหนึ่งเตือนอีกคน แล้วทั้งเมืองก็ทำเป็นไม่รู่ไม่เห็น
          และนั่นก็เป็นเรื่องท้าทายของทีม Spotlight ที่ต้องเปิดโปงความจริงของเรื่องราวทั้งหมด ไม่ใช่แค่สืบหาความผิดของบาทหลวงตามที่ได้รับแจ้ง แต่ต้องตีแผ่เรื่องอื้อฉาวของคริสต์จักรให้โลกได้รับรู้ เพื่อความเป็นธรรมแก่เหยื่อผู้เคราะห์ร้าย ประกอบกับเหตุการณ์ 11 กันยายน ที่ศาสนากำลังมีบทบาทสำคัญในการเป็นศูนย์รวมจิตใจของผู้คน แต่สิ่งที่ท้าทายยิ่งกว่าการเป็นศัตรูกับคริสตจักรก็คือการต่อสู้กับการเมินเฉยของผู้คนที่มีส่วนรู้เห็น ที่จะคอยพูดว่า 
 “บาทหลวงเป็นผู้มีบุญคุณทำประโยชน์มากมายให้กับชาวเมือง ปล่อยท่านไปเถอะ”

“มันเป็นเรื่องที่ทำให้ผมรู้สึกกดดัน”

“นายก็รู้ ฉันพูดไม่ได้ มันผิดจรรยาบรรณ”

“ผู้เคราะห์ร้ายส่วนใหญ่แค่อยากให้มีการยอมรับว่าเกิดอะไรขึ้น เราเลยจับพวกเขามานั่งคุยกับบิชอพ พร้อมเงินนิดหน่อย และนั่นก็คือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับพวกเขา”
 

          แน่นอนว่ามันง่ายที่จะเมินเฉยต่ออาชญากรรมที่เกิดขึ้น เมื่อมันไม่ได้เกิดขึ้นกับเรา เราไม่ได้รู้สึกเจ็บปวด เราไม่อาจเข้าใจถึงความรู้สึกของเหยื่อผู้ถูกทารุณกรรมทางเพศ แม้ว่าจะเป็นหัวหน้าทีม Spotlight ก็ยังเคยลืมเรื่องคดีนี้อย่างง่ายดาย ซึ่งการเมินเฉยต่ออาชญากรรมถือว่าเป็นสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าการก่ออาชญากรรม เพราะในอีกแง่หนึ่งมันคือการแสดงให้เห็นถึงให้การยอมรับในการก่ออาชญากรรม

          หลังจากได้ดูหนังเรื่องนี้จบผมไม่สามารถบอกได้ว่าผิดความคาดหมาย เพราะมันเหนือความคาดหมายของผมมาก ที่ทีแรกจะได้เห็นแค่ชีวิตนักข่าวที่สะท้อนเรื่องจรรยาบรรณสื่อ ไม่คิดว่าหนังจะสะท้อนถึงประเด็นเรื่องอาชญากรรมได้อย่างลงตัวมากๆ ที่ชอบที่สุดคือการสะท้อนอาชญากรรมโดยให้เหยื่อผู้เคราะห์ร้ายเป็นผู้เล่าเรื่อง ซึ่งมันทำให้เราเข้าใจถึงความรู้สึกเหยื่อได้ดีมากๆ ถ้าหนังมีวัตถุประสงค์ที่จะสะท้อนเรื่องนี้เป็นหลัก ผมคิดว่าเขาทำได้ดีมาก และอีกประเด็นที่ทำให้รู้สึกจุกก็คือการเมินเฉยต่ออาชญากรรม แม้ว่าผมจะไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมก็ยังรู้สึกละอายใจอยู่เล็กๆ เป็นหนังที่อยากแนะนำให้ทุกท่านดูครับ หรือท่านใดมีความรู้เรื่องที่เกี่ยวข้องสามารถให้ข้อมูลเพิ่มเติมได้ครับ
 
Jeans 




SHARE
Written in this book
หนังที่อยากให้ดู
รีวิวหนัง คุยเรื่องหนัง หนัง หนัง หนัง
Writer
JeansMT_SUT
story teller
ตอนเด็กๆชอบวิชาวิทยาศาสตร์ แต่พอได้รู้ว่ามันมีคณิตศาสตร์ปนอยู่ด้วยก็เลยชอบน้อยลง

Comments

Chompunut
4 years ago
เป็นหนังที่ดูแล้วชอบเหมือนกันค่ะ ทีมงานเก่ง เขียนบทดี วางพล็อตเรื่องดี ถึงนำเสนอเรื่องราวหลายเรื่อง ในหลากหลายประเด็น แต่ก็สามารถซ้อนทับกันเป็นเรื่องหนึ่งเรื่องเดียวได้อย่างดี โครงของเรื่องชัดเจนมากเป็นไปตาม Ad- Break the story Break the silence. คู่ควรหลายๆ รางวัลที่ได้รับมา
Reply