ความฝันของครั้งสุดท้าย

มันคือความจริงของโลกใบนี้ที่เราย้อนเวลากลับไปไม่ได้ แต่เมื่อคืนผมฝัน และในฝันนั้นผมได้กลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง


ย้อนวันและเวลากลับไปสู่ช่วงชีวิตที่ผมยังอาศัยอยู่ที่บ้านเกิดต่างจังหวัด มือจับเชือกจูงควาย เดินกลับบ้านในเวลาเย็นๆ บนคันดินทอดยาวเรียบหัวไร่ปลายนา ระหว่างนั้นผมได้ยินเสียงคุณย่าตะโกนเรียกให้กลับบ้านอยู่ไม่ไกล


พ้นจากหัวไร่ปลายนาเห็นคุณย่ายืนรอผมอยู่ 


ท่านยืนหลังโก่งเล็กน้อย สวมเสื้อคอกระเช้าสีชมพูอ่อนตัวเดิมที่มีรอยขาดบริเวณตะเข็บใต้ระแร้ขวา ริมฝีปากคลี่ยิ้มเบิกบานส่งมาให้หลานคนเดียวของท่านซึ่งเดินใกล้เข้ามาทุกที 

เบื้องหลังท่านคือทิวทัศน์ของท้องนาผืนกว้างไปจนสุดสายตาและดวงอาทิตย์กลมโตส่องแสงสุดท้ายบริเวณจนฟ้าสีครามกลายเปลี่ยนสีราวกับมีใครมาสาดสีแสดอยู่เต็มผืน


เมื่อเดินมาถึงคุณย่า กลิ่นน้ำอบพิกุลอันแสนคุ้นเคยก็โชยเข้าจมูก


ถึงแม้กลิ่นนั้นจะผสมกลิ่นโคลนสาบควายและท้องไร่ท้องนาอยู่ก็ตาม แต่กลิ่นเหล่านั้นล้วนชวนให้ผมคิดถึงความรู้สึกอบอุ่นทั่วทั้งจิตใจในยามที่ผมได้อาศัยอยู่ที่นั่น


คุณย่าส่งยิ้มกว้างแล้วยื่นมือมาคว้าเชือกจูงควายไปจากผมก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงอันคุ้นเคยว่า


“เอ็งกลับบ้านไปนะ ย่าจะจูงควายไปเอง” 


เมื่อกล่าวจบ ท่านก้มลงกอดร่างของผมไว้แน่นจนแทบหายใจไม่ออก นานสักพักหนึ่งจึงปล่อยผมออกช้าๆ จากนั้นท่านจึงจูงควายเดินสวนกลับเข้าไปในหัวไร่ปลายนาซึ่งขณะนั้นปลายทางมืดสนิทจนไม่สามารถเห็นทางเดินต่อ 


คุณย่าเดินเข้าไปลึกขึ้นเรื่อยๆไม่มีทีท่าจะหันกลับมา ผมจึงตะโกนถามคุณย่าว่า


“ย่าจะกลับมาตอนไหน?” ด้วยเสียงดังลั่นจนก้องค้างอยู่ในบ้องหู


ดังจนฝูงนกกาพากันกระพือปีกบินพึ่บพั่บขึ้นไปบนท้องฟ้าจนคล้ายเสียงกลองรัว 


สิ้นเสียงนั้นจึงตามมาด้วยบรรยากาศอันโหวงเหวงของกลางทุ่งนาในยามที่ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้ว


รอบข้างของผมแปรเปลี่ยนกลายเป็นความมืดมิดอันว่างเปล่าจนร่างกายของผมเริ่มสั่นเทาด้วยความรู้สึกหวาดกลัวผสมไปกับความเหงาและเศร้าสร้อย


หญิงชราหันกลับมาส่งยิ้มให้ผมอีกเป็นครั้งสุดท้ายก่อนหันกลับไป


แล้วก้าวหายเข้าไปในความมืดมิด
 

ผมสะดุ้งตื่นขึ้นมาพร้อมกับไอเย็นหนาวเหน็บที่ยังคงค้างอยู่บนผิวกายจนร่างกายสั่นสะท้าน ขนลุกไปทั่วตัว อีกทั้งยังได้กลิ่นของน้ำอบพิกุลโชยอยู่บริเวณปลายจมูก 


ดวงตาเห็นแสงสลัวแสดงเวลารุ่งสางลอดชายผ้าม่านเข้ามาในห้องนอนหอพักนักศึกษาขนาดเล็ก  ขณะเดียวกันนั้นก็ได้ยินเสียงโทรศัพท์มือถือสั่นเป็นจังหวะลอดออกมาจากเสียงฝนโปรยปราย ผมจึงเอื้อมมือไปคว้ามันขึ้นมาแล้วกดรับสายโดยที่ยังไม่ได้อ่านว่าต้นสายคือใคร


หลังจากนั้นจึงได้รู้ ว่าเสียงต้นสายคือเสียงอันสั่นเครือของแม่ โทรศัพท์มาบอกข่าวให้กับผมว่าคุณย่าที่บ้านเกิดได้จากโลกนี้ไปแล้วในเวลาก่อนหน้านั้นเพียงไม่นานนัก


เสียงฟ้าร้องครืนดังขึ้นเรื่อยๆ ก่อนจะเทฝนลงมาห่าใหญ่กระแทกพื้นสนั่นหวั่นไหวพร้อมไปกับเสียงใจของผมเต้นรัวอยู่ในอก โทรศัพท์ในมือยังคงยกค้างเอาไว้ที่ข้างหูทำให้ได้ยินเสียงสะอื้นไห้ของแม่ผู้พยายามกลั้นเอาไว้ไม่ให้เล็ดลอดผ่านสาย

...


ผมนั่งช็อกนิ่งๆอยู่อย่างนั้นสักพักก่อนที่น้ำตาหยดแรกจะไหลออกมา



ความฝันที่กลายเป็นความจริง 

...

สิ่งที่ผมฝันถึงเมื่อคืนคงเป็นคำบอกลาครั้งสุดท้ายจากคุณย่า


การเดินจากไปโดยไม่หันหลังกลับมานั้นไม่ต่างจากการที่ท่านจากผมไปโดยไม่มีวันที่จะสามารถย้อนเวลากลับไปในช่วงเวลาที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ได้ 


เพียงแต่ความจริงที่ผมจะไม่ได้พบกับคุณย่าอีกแล้วยังไม่น่าใจหาย
เท่ากับการที่ผมได้เห็นรอยยิ้มสุดท้ายของท่านเพียงแค่ในห้วงความฝันที่ผ่านมาเท่านั้นเอง







เรื่องนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นมาสำหรับการส่งงานวิชาการเขียนย่อหน้าของมหาวิทยาลัย
ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นจริง
หัวข้อของงานเขียนคือ "ความฝันกลายเป็นจริง"
เห็นเพื่อนเขียนกันแต่เรื่องความฝันในมุมมองของเป้าหมายชีวิตกับฝันดีๆทั้งหลายแหล่ เลยอยากลองแหวกแนวออกจากคนอื่นดูบ้าง
หวังว่าจะชอบนะคะ :)
 
SHARE
Writer
Moonbear
writer, photographer
I'm happy with my gloomy self :)

Comments

PP-
5 months ago
ขอบคุณที่มาแบ่งปันให้อ่านกันนะคะ :]]
Reply
Moonbear
5 months ago
ขอบคุณที่เข้ามาอ่านนะคะ :))
JohnPopeye
5 months ago
ชอบมากเลยครับ
Reply
Moonbear
5 months ago
ขอบคุณทึ่ชอบค่ะ ^_^
1AM
5 months ago
เขียนได้ดีมากเลยค่ะ ขอบคุณที่แหวกแนวออกมานะคะ55555
Reply
Moonbear
5 months ago
ไม่คิดเลยค่ะว่าแหวกแนวแล้วจะเวิร์ค 555 ขอบคุณนะคะ
niji
5 months ago
เขียนดีมากค่ะ
Reply
Moonbear
5 months ago
ขอบคุณค่ะ :))
Nunnyfreedom
17 days ago
รอยยิ้มในความฝัน..เราก็เคยเจอยายในฝันก่อนยายเสียและไปไม่ทัน..อ่านแล้วจุกน้ำตาไหลเลยค่ะขอบคุณที่แบ่งปันนะค่ะ
Reply