ถ้าคุณล้ม "หัวฟาดพื้น"
**บทความนี้ไม่ใช่บทความ Abstract

สวัสดีครับ.. คุณเป็นผู้มีกิจวัตรเป็นรูทีนเหมือนผมหรือเปล่า? ผมเป็นมนุษย์ออฟฟิศชนชั้นกรรมาชีพ  ต้องทำงานหาเลี้ยงปากท้องเช่นคุณ  ซึ่งผมมีภาระผ่อนจ่ายภาษีสังคมในเมืองสูงมาก  ในสายตาของคุณผมอาจดูเป็นคนมีหนี้มีสิน  ถ้าผมบอกว่าผมไม่ได้โฟกัสเรื่องเงินเป็นเรื่องใหญ่คุณจะเชื่อผมไหม?  (ผมยังไม่ค่อยเชื่อตัวเองเลยครับ)

รายรับรายจ่ายเป็นเพียงส่วนหนึ่งเพื่อแลกความสะดวกและอิ่มท้อง  แต่หากในหัวของคุณมีแต่กะโหลกแต่ไม่มีแรงผลักดันให้คุณทำอะไรสักอย่างที่ได้รู้สึกภูมิใจกับชีวิตบ้าง  เงินก็ซื้อแลกสิ่งนี้มาให้คุณไม่ได้

ผมเคยเรียนวิชาจิตวิทยาที่อธิบายความต้องการของมนุษย์ (จำชื่อเจ้าของทฤษฎีนี้ไม่ได้) ว่ามี 5 ระดับ  มีน้อยคนที่ต้องการความต้องการระดับที่ 5 คือ ต้องการการยอมรับจากผู้อื่น เพื่อมีความสุขใจ จึงจะรู้สึก Success ซึ่งเป็นกลุ่มประเภทที่ข้าวไม่ได้ทำให้เขาอิ่ม  ...ทำไมผมต้องตกมาเป็นคนกลุ่มนี้ด้วย  มันเป็นมาอย่างอัตโนมัติ แม้แต่ดีเอ็นเอเองก็คงไม่ได้ใส่รหัสแบบนี้มา

วันที่คุณไม่รู้สึกอิ่ม
หากคุณเป็นคนประเภทที่ 5 เหมือนกับผม  คุณจะรู้สึกว่าทุกๆ อย่างที่คุณไม่ได้โฟกัส มันไม่เคยอยู่ในสายตาของคุณเลย  คุณอาจจะแค่รู้สึกอยากให้คนอื่นเห็นด้วย  อยากได้รับการันตี  อยากไปให้ถึงจุดมุ่งหวัง  ซึ่งปลายทางอาจเป็นแค่เรื่องกระจิ๊บกระจ๋อยที่คนอื่นไม่ได้แคร์  ทำเป็นลืมมันไปเถอะ.. แต่คุณรู้ว่ามันสำคัญ ถ้าไม่แสดงออกแล้วคุณจะอึดอัด


ในความรับผิดชอบส่วนของคุณอาจจะซับซ้อนและมีความเสี่ยง  บริษัทจ้างคุณมารองรับความเสี่ยงและแก้ปัญหาให้เขา  ถ้าคุณทำมันไม่ได้  ถอยไปเมื่อไหร่เขาก็หาคนมาแทนให้คุณได้อยู่ดี  แต่ถ้าคุณไร้ตัวตนไปแล้วคุณจะไปยืนอยู่ตรงไหนถ้าคุณอยู่อย่างเคว้งคว้างไม่มีคุณค่า  มันก็เรื่องของคุณ  ไม่มีใครช่วยคุณได้จริงๆ นะ

คนประเภทผมนั้นอยู่ยาก ผมจึงใช้วิธีพยายามสร้างความภูมิใจให้กับตัวเอง  ตั้งเป้าหมายเล็กๆ ต่อวัน เพราะเมื่อเราก้าวข้ามผ่านไปได้ เราจะรู้สึกสำเร็จ  ไม่จำเป็นต้องเป็น Mega Project ให้เครียดเกินไป  ทำมันให้ได้และปรับปรุงให้ดีทุกวัน

ซึ่งบางทีมันก็ไม่ใช่
ลักษณะงานของผมค่อยข้างต้องใช้ความครีเอท ซึ่งด้วยกรุ๊ปเลือดและจักราศีส่งให้ผมเป็นคน Alert ๆ อยู่ตลอดเวลา  และบางทีก็ดูไม่น่ารักเหมือนคนอื่นๆ  ผมเป็นคนใช้คำแปลก และคิดในสิ่งที่คนอื่นไม่เคยคิดได้ (เพราะเขามองว่าความคิดของผมมันไร้สาระ)  แม้ผมจะแคร์ทุกคำพูดของพวกเขามาก  แต่สุดท้ายแล้วเขาจะเห็นใจผมไหม  ก็อาจจะไม่  นั่นมันก็เรื่องของเขา ...บางทีผมก็กลับมาย้อนมองตัวเองว่าวันนี้ผมยังดูเพี๊ยนในสายตาทุกคนอยู่หรือเปล่า 

บางทีผมก็ชอบความเพี๊ยนของตัวเอง  แต่ต้องระวังมันจะเกิดขอบเขตกลายเป็นพิเรนท์ไปบ้าง  ผมอยากให้คุณรู้จักผมและช่วยบอกผมทีว่าผมโอเคในสายตาคุณไหม?  ผมอยากเป็นเพื่อนกับทุกคน


ผมเคยได้ยินคนใกล้ตัวอ้างว่าไส้ติ่งแตกเพราะอยากเลื่อนการประชุม  ลูกค้าบางคนก็กล่าวว่าเป็นอีสุกอีใสซึ่งก็ไม่รู้ว่าจริงหรือไม่  และยังมีอีกหลาย accident คุณคงเคยได้ยิน  ซึ่งผมเคยมองว่ามันเป็นเรื่องไร้สาระ  ถ้าไม่เจอกับตัวก็คงไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นได้

ประหมาด พลาด  เผลอ
ในวันที่สมองผม stand by ไว้ตอบอีเมลตลอดเวลา วันนั้นเข้านอนกราบหมอนสวดมนต์เรียบร้อยแล้ว ดันปวดอยากเข้าห้องน้ำหลังจากเริ่มหลับไปได้ 5 นาที ผมเคยค้านที่อาจารย์วิทยาศาสตร์กล่าวว่ามนุษย์เป็นมนุษย์เพราะสารเคมี (ไม่อย่างนั้นความรัก หรือชิงชังจะเกิดขึ้นได้อย่างไร)  ตอนนี้เริ่มเปลี่ยนความคิดแล้ว  เพราะร่างกายปิดกั้นการละลายน้ำตาลในกระเพาะปัสสาวะไม่ได้  เพียงแค่หันพลิกตัวพ้นชักโครกเท่านั้นแหละ  ร่างทั้งร่างลื่นหัวกระแทกพื้น  ลงไปนอนกองในท่าที่บิดเบี้ยวจนนึกภาพไม่ออก

เสียงคงจะดังไปถึงห้องข้างล่าง (และข้างๆ) ผมรู้สึกตัวตลอดว่ามีคนเรียก และสั่งให้ตัวเองลุกขึ้นไปปลดล็อคประตูให้ได้ ไม่อย่างนั้นแล้วผมจะออกไปจากห้องนี้ไม่ได้ ผมได้แต่นอนหลับตาสักพักน่าจะเป็นการสงบนิ่งอยู่ 2-3 วินาที ก่อนแงะตัวเองขึ้นมาจากพื้นได้  

เสียงสะท้อนที่กังวานที่สุด 
ผมรู้สึกถึงแรงที่มันผ่านมาทางซ้ายของกกหู  และกระเทือนออกกะโหลกด้านขวา  ไม่ต้องคิดว่ามันเจ็บไหม เพราะมันเบลอจนประมวลอะไรไม่ได้  เอวก็ไปพาดอยู่กับที่กั้นฉากห้องอาบน้ำ  มือน่าจะมีอะไรหักสักส่วน ไม่ทันได้สังเกตให้ทั่ว น้ำตามันก็ไหลออกมาเองเพราะตกใจด้วย

มันทั้งมึนและเจ็บต้องรีบเปลี่ยนชุดไปโรงพยาบาล  เข้าแผนกฉุกเฉิน  ผมรอหมอนานมาก  ทั้งกลัวและตกใจว่าจะมีเลือดคั่งในสมองหรือกระดูกนิ้วหักกี่ซี่  แต่ผมไม่รู้สึกเจ็บปวดมากมายคงเพราะมันชา

อย่างแรกเลยผมบอกหมอว่า "ช่วยดูหัวให้หน่อยว่าแตกไหม" เพราะผมมองไม่เห็นด้านหลัง จับไปก็ไม่รู้สึก  มันน่าจะปูดโนและบวมมากเมื่อเทียบกับด้านที่ไม่เป็นอะไร

สักพักถูกส่งตัวไปเอกซ์เรย์แค่ช่วงมือ  ไม่ต้องเปลี่ยนชุด  วางนิ้วไปบนเตียง  และมีเจ้าหน้าที่รังสีเทคนิคแต่งตัวเหมือนอยู่บ้านพร้อมนอน กับรองเท้าลายหัวการ์ตูนน่ารัก  ผมน่าจะล้มหัวกระแทกแรงที่สุดครั้งสุดท้ายตอน 5 ขวบ  เพราะตกจักรยาน  ร้องไห้หนักและรีบกลับมาอ่านหนังสือเพราะกลัวความจำเสื่อม (นึกถึงแล้วรู้สึกว่าตัวเองเป็นเด็กที่ตลกมาก)

ผมยังเชื่อว่าร่างกายเป็นประดิษฐ์ศิลป์ที่ธรรมชาติกับพระเจ้าช่วยกันออกแบบมาอย่างนี้  ลึกๆ เชื่อว่าตัวเองต้องปลอดภัย คุณหมอบอกว่าไม่มีอะไรหักและให้ดูอาการ 24-48 ชั่วโมง

ไม่ได้ให้สังเกตอาการเองแต่ต้องมีคนอยู่ด้วย  ต้องดูเอกสารกำกับ  ห้ามออกกำลังกาย  และถ้าอาเจียนอ้วกพุ่ง ให้รีบกลับมาหาหมอ  หรือถ้าเริ่มพูดจาไม่รู้เรื่องก็ต้องรับมาหาหมอ  โดยให้คนรอบข้างเป็นผู้สังเกต  ส่วนยาที่ได้มาเป็นยาคลายกล้ามเนื้อและสเปรย์พ่นแก้ปวด  (ผมนึกว่าจะได้เจลมาประคบเย็น)

ปูดโนประคบเย็น เลือดคั่งประคบร้อน
ผมไม่เคยจำได้เลยว่าปวดแบบไหนต้องประคบด้วยอะไร  แต่ครั่งนี้คงจำไปจนตาย  เที่ยงคืนแล้วหาเจลประคบไม่ไต้ต้อบใช้น้ำแข็งยูนิต  ผมซื้อผ้าพันกล้ามเนื้อมาด้วยเพื่อพันมือ กลัวคนอื่นมาเดินชนเพราะมันเริ่มปวดแล้ว ผมลืมบอกไปว่าเอ็นตรงข้อนิ้วที่ได้รับแรงกระแทกมันอักเสบ  หมอบอกว่ามันจะปวดอยู่สองสามวัน

24 ชั่วโมงแรก  ไม่น่าจะเป็นอะไรมาก (เมื่อเทียบกับรายการในบัตรสีเขียวที่คุณหมอแนบมา)  กล้ามเนื้อที่นิ้วชี้เริ่มพองหลังจากบุบลงไป และข้อนิ้วเป็นสีม่วงน่ากลัวที่สุด  หัวเข่าและสะโพกขึ้นเป็นจ้ำเลือด  มีปวดหัวนิดหน่อยถ้าลืมกินยา  และความกังวลทำให้ผมต้องเช็คตัวเองว่าพูดรู้เรื่องหรือเปล่า 




รู้สึกว่ามีสติกลับมา
เเย่แล้ว... ผมรู้สึกกลายเป็นคนปกติ ผมไม่เคยรู้สึกพูดจามีเหตุมีผลอย่างนี้มาก่อน  จากที่เป็นคนที่คิดอะไรก็พูด  มองโลกเป็นเมืองแฟนตาซี  24 ชั่วโมงแรกนี้อยู่กับโลกที่เป็นจริงมากขึ้น  ผมพักไม่ได้ไปทำงานเพราะยังมีอาการโลกหมุน กลัวการเดินขึ้นลงบันไดและคงมึนจากการเดินทางคมนาคมของประเทศนี้

48 ชั่วโมงต่อมา  ยังคงก้าวขึ้นลงบันไดไม่ถนัด กะไม่ถูก  วันนี้ไปทำงานแต่มีเรื่องมากมายเกิดขึ้น  และใครจะทำตัวงี่เง่า บ่น ด่า อะไรผมก็ไม่สน  เพราะคงเทียบความเจ็บเท่ากับการล้มหัวฟาดพื้นเมื่อวานซืนไม่ได้  มันเป็นอุบัติเหตุโง่ๆ ที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นเลย


มีวันหนึ่งที่ผมลืมกินยา  มันจะรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นไข้ และมีอะไรสะเทือนก้องๆ อยู่ในหัว มองอะไรก็เบลอและปวดนิ้วมาก  ฝาขวดน้ำก็เปิดไม่ได้  หิ้วของไม่ได้  ผมขอตัวกลับก่อนหนึ่งชั่วโมง ขึ้นไปถึงรถไฟฟ้าก็เอนตัวนอน ยอมกลายเป็นคนขี้เซาในสายตาคนื่น คือมันปวดหัวมากครับ  กลัวจะลุกเดินไม่ไหว  จะไปโรงพยาบาลอีกรอบก็เดินทางลำบาก  รีบกลับห้องพักก่อน ยังไงถ้าไม่ดีขึ้นจะให้ Room mate พาไปหาหมอ ..แต่โชคดีกินยาแล้วดีขึ้น

ผมมองดูคนที่เดินเร็ว ว่องไว บนชานชาลา ถือกระเป๋า ใส่ชุดหรูดูแพง  เล่นโทรศัพท์มือถือ  สวมแว่นกันแดดตอนกลางคืน  นักท่องเที่ยวขอแหวกทาง  รปภ. จูงคนตาบอดลงบันได ป้ายโฆษณารูปดารา  ข่าวด่ากราดในไอจี คลิปโง่ๆ ที่โหลดมาดูก็เปลือง 4G สเตตัสงี่เง่าหมื่น Enter ที่ผมเคยพิมพ์  ความเจ็บทำให้ผมเรียบเรียงประโยคที่ควรพูดได้สวยงามขึ้น  ตัดคนที่ไม่จำเป็นออกไปจากชีวิต และมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ผมว่าผมควรกลับมาโฟกัสอะไรใหม่ๆ และอยู่กับคนที่ผมรัก


วันนี้ผมกลับรู้สึกว่า "หัวฟาดพื้น" สักครั้งมันก็ดีเหมือนกัน  ลองหาโอกาสดูนะครับ

SHARE

Comments

21November
3 years ago
เคยเป็นเหมือนกันคะ แต่ของเราตกจากที่สูงหัวกระแทกพื้นเพราะจะปีนขึ้นหน้าต่างที่บ้านลืมกุญแจบ้านคะ แล้วก็เดินไม่ตรงเหมือนคนเมา ต้องหลับตาตลอด เวลาลืมตาบ้านก็หมุนคุณหมอวินิจฉัยให้เป็นโรคมึนงงคะ ยังขำโรคที่ตัวเองเป็นไม่หายเลยคะ แต่ไม่ได้มองอะไรเลยตาไม่กระทบแสงเลย น่าเสียดายนะคะ 55555
Reply
9harbin
3 years ago
อาการดีขึ้นไหม เป็นห่วงเช่นกัน โชคดีที่ไม่ระทแกแรง
21November
3 years ago
คุณหมอฉีดยาแก้เมาก็หายแล้วคะ แถมโดนจับตรวจฉี่อีกคงคิดว่าเราท้อง ยังขำทุกทีที่คิดถึงเรื่องนี้ 5555 #โสดแล้วพาล
Thaniya
3 years ago
ทางที่ดี ต้องระมัดระวังหน่อยนะค๊ะ เพราะศีรษะเป็นอะไรที่สำคัญมาก เพราะเรามองไม่เห็นจากภายนอก เป็นห่วง
Reply
9harbin
3 years ago
หลังจากอุบัติเหตุครั้งนี้ทำเอามึนหัวไปหลายวัน ขอบคุณที่แวะเวียนมาทักทายกันนน
Thaniya
3 years ago
ยินดีที่สุดค่ะ ^^
Amazon
3 years ago
เหมือนได้อ่านเรื่องของตัวเอง ที่เพิ่งผ่านมาไม่ถึง 24 ชม. :)
Reply