สุนทรียะแห่งความเหงา
เรากับคุณเดินทางสู่กรุงเทพฯอีกครั้ง
เพื่อนคนหนึ่งเคยบอกว่า "กูไม่ชอบกรุงเทพ กรุงเทพมันเหงา และคนกรุงเทพก็เป็นคนเหงา"
เราไม่เคยสังเกตกรุงเทพเลย อาจเป็นเพราะเราอยู่ที่นี่จนชิน
"กรุงเทพ เมืองที่มีคนเหงามากกว่าเสาไฟฟ้า" เป็นประโยคจดจำของหนังเรื่อง หมานคร และเราก็แอบพยักหน้าตามกับประโยคนี้ 
.
เราเป็นนักศึกษาที่ปกติแล้วจะเรียนที่เพชรบุรี
ตามร้านอาหารแถวหอ การนั่งกินข้าวคนเดียวของนักศึกษาสาวเป็นเรื่องแปลกตา
การเดินไปเรียนคนเดียวของนักศึกษาหนุ่มเป็นเรื่องผิดปกติ
แต่เมื่อเรามายังกรุงเทพ เราพบเห็นคนนั่งกินข้าวคนเดียวได้ถนัดตากว่าการนั่งกินข้าวเป็นคู่หรือเป็นกลุ่ม เราเห็นคนเดินทางคนเดียวได้เป็นเรื่องปกติ หรือแม้กระทั่งการมาดูหนังคนเดียวในโรงก็ถือเป็นเรื่องธรรมดา

ความจริงก็เป็นอย่างนั้นแหล่ะ มันไม่ใช่เรื่องผิดแปลกอะไรในมหานครแห่งแสงสีที่ปกคลุมด้วยความเหงาโดยที่ประชากรไม่รู้ตัวเลยแม้แต่น้อย
.

.
คนในกรุงเทพกับเทคโนโลยีเป็นหนึ่งเดียว อาจะเรียกได้ว่า ขาดกันไม่ได้ เราได้แต่ส่ายหัวกับเรื่องนี้ แต่ใครเลยจะรู้ เมื่อเราก้าวเข้ามาสู่กรุงเทพอีกครั้ง แบตโทรศัพท์ 100% ไม่เคยพอในหนึ่งวัน ทั้งๆที่ตอนอยู่ที่มหาวิทยาลัย เราใช้แบตไปเพียง 20% เท่านั้นต่อวัน เรากินข้าวกับคุณ ดูหนังกับคุณ พูดคุยกับคุณ ถ่ายรูปกับคุณ ทำงานกับคุณ ฟังคุณร้องเพลง แค่กิจกรรมที่ทำร่วมกับคุณเวลาหนึ่งวันก็มีไม่เพียงพอแล้ว โทรศัพท์เลยเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นมากนัก

เมื่อโลกเสมือนจริงทับกับโลกจริงอย่างสนิท 
เราอาจกลายเป็นใครคนหนึ่งที่ความสุขของตัวเองผูกกับยอดไลค์บนหน้าวอลล์ในเฟสบุ๊ค 
เราอาจกลายเป็นใครคนหนึ่งที่ยิ้มให้กับคอมเม้นท์และบับเบิ้ลในแชทมากกว่าคำพูดที่มีน้ำเสียง
เราอาจกลายเป็นใครคนหนึ่งที่เอาคนข้างกายไปเป็นหนึ่ง LIST ของ FRIENDS
เราอาจกลายเป็นใครคนหนึ่งที่เหงยหน้าขึ้นมาจากมือถือ แล้วพบว่ามีแต่คนก้มลงกดมือถือ
สุดท้าย
เราอาจกลายเป็นใครคนหนึ่งที่นอนกอดกับโทรศัพท์มือถือ เมื่อฝันร้าย ไม่มีใครคอยกอด เลยบอกให้คนในโลกเสมือนจริงนั้นให้คำปลอบ ตื่นมาบอกอรุณสวัสดิ์ด้วยภาพถ่ายลงโซเชี่ยลเน็ตเวิร์ค นั่งกินข้าวกับเพลงจากยูทูป ออกจากบ้านไปทำธุระโดยมีคนในไลน์ออกเดินทางเป็นเพื่อน เดินจับมือกับสายหูฟัง และกลับมายังห้องเดิม เข้านอนด้วยการให้โลกหลังแผงวงจรบอกฝันดี
.
เราอาจกลายเป็นใครคนหนึ่ง
.
เราเป็นคนหนึ่งที่ชอบชีวิตอิสระ ไปไหนมาไหนได้ดั่งใจ เราพบว่าโลกนี้กว้างเกินกว่าจะมาผูกติดกับอะไรหรือใครสักคน เรารู้สึกถึงความเหงาเหมือนคนทั่วไปเมื่อฟ้ามืดลง หรือมีฝนโปรย หรือแม้กระทั่งได้ยินเพลงเศร้าจากไหนสักแห่ง แต่มันเป็นเหมือนสุนทรียะในชีวิต ซึ่งเรามองว่ามันมีเสน่ห์ไม่น้อย การอยู่คนเดียวและมีความเหงา จนกระทั่งใครบางคนเข้ามาดึงสลักความเหงาออกไปจากเรา โลกทั้งใบที่เคยกว้าง ถูกย่อลงมาอยู่ในคนๆเดียว ครั้งแรกเราคิดว่านี่คือการ "ผูกมัด" แต่เปล่าเลย เราเติบโตพอจะเข้าใจว่ามันคือ "ความพอดี" 

ไม่มีใครกำหนดเอาไว้ว่า คุณต้องเดินทางกี่ร้อยกี่พันไมล์ ถึงจะถูกเรียกว่านักเดินทาง
เราไม่จำเป็นต้องออกเดินทางตัวคนเดียวบ่อยๆ เพื่อเป็นนักเดินทาง

ไม่มีใครกำหนดเอาไว้ว่า อิสระคือการทำอะไรคนเดียว หรือ ได้ทำทุกอย่างเหมือนใจคิด
อิสระคืออ้อมกอดที่ไม่อึดอัด
.
หลายครั้งเราอาจเสียดายอดีต ทั้งตัวตน คนรัก หน้าที่การงาน เพื่อน 
แต่รู้อะไรไหม ถ้าเรามัวแต่เสียดายอดีตแล้ว วันนี้เราทำทุกอย่างเพื่อดึงกลับมา
ในอนาคตเราจะเสียดายวันนี้ด้วย

เราเชื่อมาตลอดว่า ดีที่สุดที่เราทำได้คือวันนี้ ตอนนี้

.
แล้วก็คิดขึ้นได้ storylog เรื่องหน้าคงเป็นเรื่องถึงใครสักคนที่ทำให้เราพบกับสุนทรียะแห่งความเหงา รบกวนรออ่านกันหน่อยนะคะ



SHARE
Writer
_MAYSAH_
moon
เรื่องนี้เกิดขึ้นจริง.

Comments

สะท้อน ดีชอบครับ
Reply
Borough
1 year ago
อิสระคืออ้อมกอดที่ไม่อึดอัด 👍 ตกผลึกความคิดได้ดีงามมากคะ 👏
Reply
Artkung
1 year ago
อ่านเพลิน น้ำตาไหลเลยคับ..
Reply
Aoodth
10 months ago
เขียนดีจังค่ะ เราชอบบบ
Reply
BarBie
6 months ago
ตรงใจ
Reply