โรงพิมพ์นี้มีสำนักงานนักสืบอยู่บนชั้นสอง
-Chapter 1-

"เอออ... เคยได้ยินมาเหมือนกันนะ แต่มันยังไม่เจ๊งอีกเหรอ"
"หมายถึงนักสืบหรือโรงพิมพ์?"
"ทั้งสองอย่างน่ะ ตอนนี้ใครก็ใช้ออนไลน์เอาได้ปะ"
"แกใช้ออนไลน์พิมพ์การ์ดแต่งงานได้?"
"ไม่ได้ แต่อินไวท์เพื่อนทางเฟซได้ ไม่ต้องมีการ์ดเลย...แบบ ไม่ต้องมีกระดาษเลยยยน่ะ"

...

วอแวได้ยินสิ่งที่คนสองคนคุยกันได้ถนัด แต่ไม่ได้หันมอง ไม่ได้แกล้งอ่านหนังสือพิมพ์หรือใส่แว่นดำใส่หมวกพรางตัวอะไรด้วย ตอนนี้เขาโตแล้ว ไม่ใช่เด็กๆ เหมือนอย่างตอนเอาป้าย "นักสืบ" ใหญ่บิ๊กเบิ้มไปแปะที่ชั้นสองของตึกแถวอย่างตอนนั้น

นึกย้อนไปตอนนั้นเขาเอ่ยขึ้นก่อนว่าจะเป็นนักสืบ แล้ววีวาก็ต่อทันควันว่า "นักสืบแบบเชอร์ล็อกที่มีคู่ขาเป็นหมอสมิธอ่ะนะ"

วีวาเป็นผู้หญิงที่เหมือนจะรู้ทันทุกอย่างในโลก เหตุการณ์บ้านเมือง ศิลปบันเทิง มุกเรื่องเก่าเล็กๆ น้อยๆ ทุกสิ่งทุกอย่าง วอแวชอบเธอเพราะเรื่องนี้ นอกจากเรื่องที่สะดุดตาเธอมาก่อนเมื่อครั้งเขาเปิดประตูเข้ามาโรงพิมพ์ตอนจะพิมพ์การ์ดเชิญงานบวช ตอนนั้นในตึกแถวที่เป็นโรงพิมพ์นี้มีกระดาษกับเครื่องอะไรต่ออะไรไม่รู้เยอะแยะไปหมด เขาไม่เห็นใครเลยลองเรียก "สวัสดีครับ..." ขึ้นมาลอยๆ แล้วสิ่งที่ได้พบคือวีวาเงยหน้าขึ้นจากกองกระดาษกองหนึ่ง มือขวาถือมาร์กเกอร์ ผมยุ่งๆ ของเธอรวบไว้ขยุกขยุย

วีวาไม่ได้ขานรับเสียงเรียกของวอแวทันที แค่เงยหน้าขึ้นมามองเฉยๆ จนเขากวาดสายตาไปเห็นเอง นิ่งค้างอยู่ท่าเดิมจนเขานิ่งตามอยู่สักพักค่อยพูด "คะ?" ออกมา ก่อนจะยกมือซ้ายขยับแว่นสายตาที่หล่นลงเกือบถึงปลายจมูกขึ้นให้เข้าที่

วันนั้นวอแวอกหักเรื่องทำการ์ดงานบวช เพราะวีวาบอกว่าที่นี่เลิกกิจการไปแล้ว มันเป็นกิจการของญาติเธอที่เสียชีวิตไปกะทันหัน ตอนนี้ถูกเธอยึดเป็นที่อยู่แทน แต่การอกหักจากเจ้าของพื้นที่นั้นเกิดขึ้นภายหลัง

"ก็ไม่ค่อยมีใครเข้าอยู่แล้ว โรงพิมพ์เนี่ย กับ...เผื่อมีคนรู้จักญาติเรามาถามข่าวคราวอะไรด้วยไง...แล้วก็ พวกหนังสืออะไรที่เขามาจ้างพิมพ์แต่ก่อนก็สนุกดีนะ...บางอัน"

เธอบอกเขาถึงเหตุผลที่ไม่เก็บกวาดจัดการร้านให้เรียบร้อยเมื่อทั้งคู่เริ่มได้คุยกันมากขึ้น ซึ่งเป็นหลังจากวอแวตัดสินใจเดินเลยป้ายรถเมล์ที่ต้องขึ้นกลับบ้านในวันหนึ่ง และหลังจากวันนั้นก็เริ่มเปลี่ยนจากแค่เดินเลยป้ายไปเป็นมายืนรอรถเมล์ที่ป้ายเดียวกันของสองคน

...

"ถ้ามาแล้วไม่ต้องกลับเลยก็ดีเนอะ" วอแวกล่าวขึ้นมาตอนดึกวันหนึ่งขณะยังนั่งเล่นนอนเล่นอยู่ในที่อยู่ของวีวา หลังจากรู้จักที่นี่มาเกือบปี
"อือ ก็ไม่ต้องกลับ..." วีวาเงยหน้าขึ้นจากกองกระดาษอีกกองแล้วบอกง่ายๆ "...ชั้นสองว่างอยู่นะ เช่าไหมล่ะ คิดให้ถูกๆ"
“มาจริงนะ”
“ไม่ต้องทำหน้าแบบนั้น มันมีบันไดขึ้นอีกทาง แยกเด็ดขาดออกจากร้านนี้เลยจ้ะ”

...

สองคนที่เม้าท์มอยเรื่องโรงพิมพ์กับสำนักงานนักสืบกินข้าวเสร็จจนออกจากร้านไปแล้ว วอแวเพิ่งรู้สึกตัวว่าเรื่องราวเกี่ยวกับเขาและวีวามีมากจนการคิดถึงในแต่ละครั้งต้องใช้เวลานาน เขานึกขำที่ตอนนั้นกลับมาหลอกทุกคนในบ้านว่าหางานทำได้แล้วแต่ออฟฟิศอยู่ไกลโพ้นแถมยังต้องผ่านถนนที่ทำทางรถไฟฟ้า จะไป-กลับ บ้านออฟฟิศก็คงลำบากเกินไป ต้องขอแยกไปอยู่หอดีกว่า

ตอนนั้นเขาดีใจที่จะได้ไปอยู่ใกล้ๆ วีวาจนลืมนึกถึงว่าลูกบ้านนี้พอได้งานทำกันพ่อแม่จะตัดเงินเดือนที่เคยให้

สรุปว่าวอแวต้องเอาเงินเก็บออกมาใช้และต้องรีบหางานจริงๆ ทำเพื่อจ่ายค่าเช่าชั้น 2 ของโรงพิมพ์และใช้จ่ายในชีวิตประจำวันด้วย ซึ่ง...มันก็เหมือนจะไม่ใช่เรื่องยาก แต่ก็ไม่ง่าย ปัญหาคือเขาอยากมีเงินใช้ในขณะที่ก็อยากอยู่ใกล้ๆ วีวา เขาเคยสงสัยว่าวีวามีรายได้จากอะไรในเมื่อส่วนใหญ่ก็อยู่แต่ในโรงพิมพ์ (ที่ปิดกิจการแล้ว) นี้ หรือบางทีวันธรรมดาตอนกลางวันก็ว่างๆ มีเวิร์กช็อปหรืองานเสวนาเก๋ๆ ก็เห็นไปได้ตลอด

...

“โห… นี่รู้จักกันเป็นปีแล้วเพิ่งสนใจเหรอ” เธอตอบคำถามด้วยคำถาม แล้วว่าตัวเองเรียนจบมาปีนึงแล้วตอนเจอวอแว พอจะทำงานเกี่ยวกับขีดๆ เขียนๆ วาดพ่งวาดภาพอะไรได้บ้าง แล้วพอดีมีคนรู้จักคอยแนะนำก็เลยได้งานอยู่เรื่อยๆ ก็ที่เห็นชอบจมๆ อยู่กับกองกระดาษหลายๆ ครั้งก็คือทำงานนี่แหละ
“แล้วเดี๋ยวนี่ก็จะมีรายได้เข้ามาทุกเดือนด้วย…”
“...”
“ค่าเช่าชั้นบนไง 555 จ่ายไหวป่าวน้อง เปลี่ยนใจตอนนี้ยังทันนะ” วีวาหัวเราะเสียงดัง

วันนั้นวอแวคิดในใจว่าเขาไม่ใช่ “น้อง” สักหน่อย แต่ที่แสดงออกก็แค่หัวเราะ “หึ” ออกมา
SHARE
Writer
FishingCat
Editor
FishingCat เป็นมนุษย์ขี้บ่นและขี้รำคาญ ส่วนมากรำคาญคนอื่น โดยเฉพาะเรื่องเล็กๆ น้อย เช่นบางวันได้ยินเสียงเพื่อนร่วมงานเคาะกระดาษกับโต๊ะ เพื่อให้กระดาษทั้งปึ๊งเป็นระเบียบเสมอกัน ก็รำคาญแล้ว วันดีคืนดียังพาลมารำคาญตัวเองอีก

Comments