กฏแรงดึงดูด  และ โยคะ
จั่วหัวมาแบบนี้ อาจจะดูงงๆ มันเกี่ยวกันอย่างไรหนอ
กฏแรงดึงดูด และ โยคะ?? 

อันนี้จะขออธิบายทีละเรื่องก่อนละกันครับ
กฏแรงดึงดูด (Law of Attraction ) เป็นเรื่องของกฏแห่งจักรวาล หรือ กฏแห่งการดึงดูดสิ่งต่างๆเข้ามาสู่ตัวราทั้งดีและไม่ดี  เป็นหนังสือของ นโปเลียน ฮิลล์ ในเรื่องของ Law of Attraction  โดยว่าเรื่องของ เราจะเป็นตามที่เราคิด   ในปัจจุบัน มีหนังสืออีกเล่มหนึ่งที่เขียนขึ้นมา โดยหยิบยืมไอเดียของ Law of Attraction นั่นคือ The Secret  ทำให้หนังสือเล่มนี้ขายดี ถล่มทลาย  

แต่แท้จริงแล้ว กฏแห่งแรงดึงดูดนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่  เรื่องที่เราจะเป็นอย่างที่เราคิด โดยในหนังสือ The Secrets ให้หลักการสั้นๆคือ
1. Ask ร้องขอ โดยส่งสัญญาณสู่จักรวาล คล้ายๆกับส่งคลื่นหรือกระแสจิตก้องออกไป
2. Believe เชื่อมั่น หรือศรัทธา ว่าเราจะได้รับสิ่งนั้นอย่างแน่นอนโดยเหมือนกับการตั้งมั่นจิตของเราออกไป
3. Receive รับผลจากการร้องขอและมีความรู้สึกว่าเราได้รับสิ่งนั้นแล้วจริงๆ

ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว  แค่การ ร้องขอ หรือ มีความศรัทธา และรอรับนั้น ไม่เพียงพอ เพราะสิ่งที่ควรมีแท้จริงแล้วคือ Action หรือการกระทำ 
แท้จริงแล้ว กฏแห่งแรงดึงดูดแท้จริงก็คือ กฏแห่งกรรมนั่นเอง เมื่อเราทำสิ่งใด และเราตั้งมั่น (อธิษฐาน---คนไทยใช้กันผิด คิดว่าอธิษฐานแปลว่า'ขอ' แต่แท้จริงแล้ว อธิษฐานเป็นการตั้งมั่น จึงมีอธิษฐานบารมีอยู่ใน บารมี 10 ทัศน์ ของศาสนาพุทธอีกด้วย)
เราย่อมได้รับสิ่งนั้นตามกฏแห่งการกระทำแน่นอน  

แล้วมันเกี่ยวอะไรกับกับโยคะ?

ก่อนอื่น ขออธิบายก่อนว่า โยคะในนิยามนี้ ไม่ได้หมายถึง การออกกำลังกายที่เรารู้จักอย่างแพร่หลาย หรือการเจริญภาวนาของโยคีอย่างเดียว มาจากคัมภีร์ ภควคีตา เป็นคัมภีร์ที่สำคัญของศาสนาฮินดู โดยผู้เขียนขึ้นมานั้น น่าจะเป็นฤาษีวยาส โดยอ้างว่า เป็นคำสอนของพระกฤษณะ บอกสอนแก่เจ้าชายอรชุน ในสงครามทุ่งกุรุเกษตร ระหว่างกษัตริย์สองตระกูลคือ เการพ(ฝ่ายอธรรม) และปาณฑพ(ฝ่ายธรรมะ) ในมหากาพย์มหาภารตะ (สามารถย้อนดูบทความเก่าที่ผู้เขียนเคยเขียนวิจารณ์ไว้ได้)

โดยเนื้อความสรุปโดยภาพรวมนั้น ภควคีตา ได้เน้นหลักการดำเนินชีวิตของมนุษย์ ด้วยการ เจริญ 'โยคะ'  โดยการ 'ทำหน้าที่ของตนให้ดีีที่สุด โดยปราศจากอุปาทาน(attachment)  กิเลส หรือ ตัณหานั่นเอง โดยการที่ อรชุนต้องรบนั้น ถือว่าเป็น 'หน้าที่' หาใช่การทำสงครามเพื่อความสะใจ ฆ่าฟันเล่นด้วยความบ้าเลือดไปเรื่อยๆ   โดยคำว่า 'โยคะ' นั้น ไม่ได้มีนัยยะเพียงแค่ เข้าคลาสในยิม นั่งบนเบาะ ใส่เสื้อกล้ามยืดตัว ยืดแขน ยืดขาตามฟิตเนสแต่อย่างใด

แท้จที่จริงแล้ว ศาสตร์ของภควคีตานั้น หากเปรียบเทียบกับทางพุทธแล้ว  ถือว่าแท้จริงก็ยังถือว่าบาปเช่นกัน เพราะ การฆ่าฟันของทหารที่ปกป้องประเทศ หรือ ทำสงครามศาสนานั้น พระพุทธองค์กล่าวว่า ไม่พ้นนรก ชื่อว่า สรชิต 
อ้างอิง  http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=18&A=7823&Z=7861

แต่เราก็สามารถนำศาสตร์แห่งโยคะ มาประยุกต์ในชีวิตในชีวิตประจำวันได้เช่นกัน (ที่ไม่เกี่ยวกับสงคราม) นั่นคือ การทำงานเสมือนการทำหน้าที่ โดยปราศจากความไม่ยึดติด หรือด้วยความโลภ

หากได้ศึกษาประวัติคนสำคัญของโลก ที่มีฐานะร่ำรวยนั้น จะเห็นได้ว่าแท้จริงเขาเหล่านั้น ไม่ได้ร่ำรวยเพราะความโลภแต่อย่างใด

ยกตัวอย่าง สตีฟ จอบส์ (หลายคนคงบอก หากินอีกละกับตานี่! เอาน่ะ แค่ยกตัวอย่าง) เขาเพียงแค่อยากประดิษฐ์คอมพิวเตอร์เล่นกันเองกับเพื่อน คือสตีฟวอซเนีย แต่นึกไม่ถึงว่าภายหลังผลิตภัณฑ์ของเขาจะขายดีจนทุกวันนี้  นี่ก็ตัวอย่างการไม่ได้ทำของเพื่อเงินในช่วงแรกๆ

เอดิสัน นักประดิษฐ์ ผู้คิดคนหลอดไฟ เขาทำหลอดไฟในช่วงแรกเพียงเพราะอยากให้บ้านเมืองสว่างไสว ท้ายสุด ถ้าเขาล้มเลิกกลางคัน เราคงไม่มีหลอดไฟสว่างที่สเถียรเช่นทุกวันนี้ การทำหน้าที่ของเขาลุล่วงตามจุดประสงค์ และสามารถขายหลอดไฟจนก่อเกิดรายได้แก่ตัวเอง และเป็นประโยชน์แก่มนุษยชาติอีกด้วย

จะเห็นได้ว่าบางครั้ง การทำงานโดยมองเห็นเป็น 'หน้าที่' โดยไม่ได้หวังผลที่เจือด้วย 'กิเลส' หรือ ใช้เงินนำ ก็เป็นหลักปรัชญาการดำเนินชีวิตที่ดีไปอีกแบบ คือ ทำให้เราไม่เคร่งเครียดกับงานจนเกินไป  เพราะผู้ที่เร่งรีบผลิตผลงานออกมาจำนวนมาก เพื่อหวังแต่ ผลประโยชน์และกำไรนั้น อาจจะได้ผลิตภัณฑ์ที่ไร้คุณภาพ  จนไม่มีใครจดจำก็เป็นได้  

การนำหลัก โยคะ ในภควคีตามาใช้ ถือว่าเป็นหลักที่ดีเหมือนกัน หากผู้ใดไม่ได้สนใจทางโลกมากนัก เพราะลำพังงานทางโลกก็เยอะอยู่แล้ว  หลักของ โยคะกรรม ก็อาจจะเป็นประโยชน์ อย่างที่มีคำกล่าวว่า  'ทำสิ่งที่ตนรัก แล้วเงินจะมาเอง'   หรือ 'ทำสิ่งที่รัก แล้วจะไม่รู้สึกว่าทำงานเลย' แบนี้เป็นต้น  แต่หากจะดีที่สุดคือ 'สิ่งที่รัก'และ 'สิ่งที่ทำ' เป็นอย่างเดียวกัน  ถือว่าคุณนั้นโชคดีสุดๆแล้ว เพราะก็คล้ายๆกับ ปรัชญาโยคะ นั่นเองไม่ต่างจากการเข้าถึงเทพเจ้า (ในที่นี้หมายถึงเป้าหมายของคุณ) แต่อย่างใด
SHARE
Written in this book
ฮินดู
ศาสนา ฮินดู และ วรรณคดีอินเดีย ความเชื่อ ปกรณัม ปรัมปรา เรื่องเล่าโบราณ  ปรัชญา
Writer
ultimaguru
Inspireations man
nothing to interested in me , just read my log

Comments