น้ำ ต า แ ห่ ง ค ว า ม เ ข้ ม แ ข็ ง . . .
วันนี้ฉันมีภารกิจต้องทำหลายอย่าง ฉันตื่นแต่เช้าไปลงทะเบียนเรียนสาย หลังจากนั้นก็ไปดูแลน้องๆคณะในวันสอบสัมภาษณ์ มันเป็นงานที่สนุกอะ ได้คุยกับพี่ๆน้องๆหลายๆคน งานก็ไม่ยากมาก แค่มันร้อน555 แต่เราร้อนไม่เป็นไร กลัวน้องร้อนดีกว่า น้องน่ารักมากๆเลยอะ เราก็ไม่ค่อยรู้เรื่องงานหรอก ไปช่วยงานเพื่อนตามที่เพื่อนบอกเท่านั้นเอง จบงานสัมภาษณ์ก็มาวัดตัวสั่งชุดนิสิตให้น้องต่อ สบายมาก ก็ยังไม่มีอะไร ทำงานเสร็จ ก็ทานข้าวแล้วพักซักแปปค่อยไปออกกำลังกายต่อ ออกไปเกือบสองชั่วโมง แต่สนุกนะ ออกกำลังกายสำหรับเราคือไม่ใช่ยาขมเลย 

แล้วเราก็กลับบ้านก็มาคิดว่าวันนี้จะช่วยทำอาหารอะไรดีนะ แต่ระหว่างนั้นขอพักกินโยเกิร์ตแปป มันรู้สึกร้อนๆในปากยังไงก็ไม่รู้ แต่ระหว่างเรากินโยเกิร์ตนั่นเอง เราเห็นแม่แบกเสื้อผ้าหนักๆไปตาก กำลังคิดในใจ จะโดนบอกว่าเห็นแก่ตัวอีกไหมน๊อ ซักพักแม่ก็บอกว่า เดี๋ยวนี้ไม่ไปช่วยปะป๊ากวาดใบไม้แล้วหรอ
เราก็คิดว่า เออทำไมเราไม่กวาดใบไม้นะ คิดไปคิดมา 
อ๋อ แค่นี้งานมันก็เต็มวันแล้วอะ เพราะเรามัวแต่ช่วยหม่าม๊าล้างจาน ตากผ้า พับผ้า ทำอาหาร
แล้วปะป๊าล่ะ ปะป๊าเขากวาดไม่ไหวแล้วนะ
แต่ว่าปะป๊าเค้าไม่บ่นอะไรเลยนะ เมอยากช่วยคนที่ไม่ไหว เมเห็นหม่าม๊าบ่นเรื่องงานบ้านทุกวันเลย ก็เลยช่วยหม่าม๊ามากกว่า
อะไรหม่าม๊าบ่นที่ไหนน
ฉันเริ่มเสียงสั่นโดยไม่รู้ตัว
ก็เมเห็นหม่าม๊าบ่นว่า ร้อน! เมื่อยขา! โอยเข่าจะเสื่อมไหมเนี่ย ดูสิแม่ต้องเดินขึ้นๆลงๆ...
ไม่มีนะเม 
มีสิหม่าม๊า
เมกำลังupsetอยู่รึเปล่า เสียงสั่นๆแบบนั้น เมไม่อยากทำล่ะสิ
ไม่ใช่นะ ทำได้สิ แต่เวลาที่หม่าม๊าบ่นเวลาที่เมไม่ช่วยงาน เมไม่สบายใจอะ
อ่ะๆงั้นแล้วแต่เมนะ งั้นเมไม่ต้องช่วยก็ได้
โอ้ย ช่วยได้อยู่แล้วน่า ไปละๆ^_^
อืม ฉันรู้สึกว่าฉันเสียงสั่นเพราะกำลังกลั้นน้ำตาอยู่
แต่ฉันไม่ได้เครียดหรือแย่อะไรเลยนะ เพียงแค่ฉันเหมือนช่วยคนนู้น คนนี้ก็บอกทำไมไม่ช่วยฉัน พอช่วยคนนี้คนนี้ก็บอกแล้วอีกคนล่ะ ทำไมไม่ช่วย ช่วยไปช่วยมาก็โดนบ่นไปเรื่อยๆอะนะ ฉันออกกำลังกายเพื่อตัวเองและเพื่อแม่ เมื่อก่อนแม่ดีใจมากกกถึงกับปล่อยให้เราออกกำลังกาย ไม่ต้องมาช่วยงานบ้านก็ได้ แต่ตอนนี้ไม่ได้แล้ว เราผอมลงแม่กลับดีใจนิดเดียวเองแต่ต้องการให้เราช่วยงานอีกมากมาย วันนึงน่าจะมีสัก30ชม.จริงๆ จะได้ช่วยทุกคนได้อย่างทั่วถึงดูเหมือนว่าฉันไม่ได้อยากร้องไห้เพราะท้อแท้หรือไม่ไหว แต่เมื่อไหร่ที่ฉันทบทวนสิ่งที่ผู้อื่นต่อว่าฉันโดยที่อินไปกับมัน  ฉันจะรันทดตัวเองทุกที นี่ฉันทนมาขนาดนี้ได้ยังไง...
ฉันเริ่มขี้เกียจกลั้นน้ำตาละ
ฉันกวาดไปไม้ไป น้ำตาก็ค่อยๆเอ่อจนแสบตา
แล้วก็หยดลงบนใบไม้
ผ่อนคลายจัง
ฉันปล่อยให้มันไหลไปเรื่อยๆแล้วก็กวาดสนามหญ้าท่ามกลางแอ่งน้ำในเบ้าตาไปเรื่อยๆ
น้ำตานี้คือความเข้มแข็ง
น้ำตานี้จะช่วยชโลมใจให้มีพลัง
มันแตกต่าง
มันไม่ใช่น้ำตาแห่งความท้อแท้
ฉันกำลังปลดปล่อยให้ความทุกข์ระเหยไปพร้อมกับน้ำตา
ฉันมีความสุขกับทุกวินาทีของชีวิตเหลือเกิน
เพราะฉันมั่นใจว่าฉันทำเต็มกำลัง เต็มใจ แม้คนอื่นอาจคิดว่าเรายังไม่ดีพอ
สักพักได้ยินเสียงแม่มาช่วย
ฉันรีบยกแขนเสื้อปาดน้ำตาให้เกลี้ยง
หายใจเข้าลึกๆจนเสียงหายสั่น
พร้อมกับพูดคุยทั่วไป ร่าเริงและเบิกบาน^_^
ฉันเริ่มลืมความรู้สึกสะเทือนใจไป ราวกับว่าตัวเองร่าเริงออกมาจากข้างในจริงๆ
ความทุกข์มันระเหยได้จริงๆ
แล้วแม่ก็หายสงสัยแล้วว่าฉันจะร้องไห้รึเปล่า
จากนั้นฉันก็ลืมความทุกข์ไปหมดอย่างง่ายดาย
เพราะน้ำตานี้จะให้แม่เห็นไม่ได้
เห็นทีไรแม่มักจะใจอ่อนและเป็นกังวล
ฉันอยากให้แม่บ่นเท่าที่อยากบ่น โดยไม่ต้องสงสัยว่าเราจะเสียใจไหม
เพราะปกติตัวเองรับได้ทุกคำบ่นอยู่แล้ว 
มีแต่พ่อเท่านั้นที่เข้าใจว่า น้ำตาของฉันคือความแข็งแกร่งจริงๆ ไม่เหมือนคนจมทุกข์ 

งานเยอะจนตัวเป็นเกลียวน่ะ มันเรื่องจิ๊บจ๊อย
เพราะฉันสนุกกับงานทุกอย่างมากเลย และฉันทำมันอย่างดี เต็มที่ เต็มใจ
แต่ถ้าหากบอกว่าฉันเห็นแก่ตัว
(แบบว่างานบางอย่างมันทำบนมือถือเนอะ ทำให้คนเขานึกว่าเราเล่น หรือเมิน ไปใส่ใจแต่มือถือ)
ก็คงเสียใจนิดหน่อย
แต่ว่า เสียใจนิดหน่อยน่ะ มันไม่ได้
ต้องไม่เสียใจเลยต่างหาก
ต้องแบ่งเวลาให้ดีกว่านี้
ต้องช่วยทุกคนเท่าๆกันกว่านี้
ต้องอย่าลืมดูแลตัวเองด้วย
และต้องแข็งแกร่งยิ่งๆขึ้นไป
วันนี้ก็มีเรื่องเล่าเท่านี้
เป็นวันดีๆวันนึงที่ได้เห็นน้ำตาแห่งความเข้มแข็งอีกครั้ง






SHARE
Writer
Mayki
Student
<a href="https://www.freepik.com/free-vector/hand-drawn-brains_796679.htm">Designed by Freepik</a>

Comments