ตั๋วรถเมล์ที่ระลึกแห่งการเอาชนะความกลัว
26 เมษายน 2554 
เป็นวันที่ผมบันทึกในไดอารี่ไว้ว่า เป็นวันแรกในชีวิตที่ผมขึ้นรถเมล์ในกรุงเทพฯ

ชาวกรุงเทพฯ คงไม่รู้หรอกครับว่าการขึ้นรถเมล์นั้นยากชิบหายขนาดไหน ผมเป็นคน ตจว. ที่กลัวการขึ้นรถเมล์แบบไร้สติ ทั้งๆ ที่ผมเป็นเด็กต่างจังหวัดที่ต้องเข้ามาใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ แม้ว่าไม่ใช่ครั้งแรกที่มาเหยียบย่างเมืองหลวงแห่งนี้ แต่ด้วยความที่รถเมล์นั้นเป็นพาหนะที่เข้าใจยากสำหรับผม รถเมล์เป็นพาหนะที่แมนนวลสุดๆ ถึงจะไม่ได้ขับเองเก็เถอะ แต่เราต้องโบกเอง บอกทิศทางเอง จำตำแหน่งของสถานที่ ป้าย และเป้าหมายด้วยตัวเอง ต้องมองซ้ายขวาว่าใกล้จะถึงยังวะ ต้องจำว่าตรงนั้นซอยอะไร มีจุดสังเกตอะไร แล้วก็ต้องกดกริ่งลงเองด้วยอีกต่างหาก 

วันไหนมึนๆ ลงผิดป้าย เผลอหลับ หรือนั่งเลยป้าย หรือคนขับขับซิ่ง รถติดเพราะฝนตกก็ทำอะไรไม่ได้  ได้แต่นั่งบ่นว่าวันนี้โคตรซวย 
 
ซึ่งต่างจากแท็กซี่ครับ โอเค แม้ว่าจะมีปัญหาเรื่องว่าไม่ไปบ้างละ ป้ายไฟขึ้นว่างแต่โบกแล้วไม่จอดบ้างละ ส่งรถ เติมแก๊สบ้างละ แต่ถ้าโชเฟอร์บอกว่าไป ทุกอย่างแทบจะเป็นระบบออโตเมติก คือถ้าไม่นับว่าแพงและเรื่องมาก (รวมทั้งบางคันก็ขับอ้อมและโกงมิเตอร์) ก็แทบจะไม่ต้องทำอะไรอีก ให้พี่โชเฟอร์นำทางไปยาวๆ ส่วนเราก็นั่งมองวิวไป เพราะไม่รู้เส้นทางอะไรกับเขาอยู่แล้ว 

ทุกครั้งที่ผมเข้ามายังเมืองหลวงของไทย ผมเลยใช้บริการแท็กซี่ซะจนเคยตัวว่าเงินไม่กี่ร้อย จ่ายๆ ไปเหอะ เลี่ยงบาลีเพื่อไม่อยากจะเดินทางมั่วๆ ไปเองจนหลงทาง จนวันที่สำนึกได้ว่าเงินมึงไม่ได้พอสำหรับนั่งแท็กซี่ทุกครั้งนะโว้ย นั่นแหละผมถึงต้องเริ่มศึกษาการนั่งรถเมล์

ผมมีธุระจะต้องไปหาน้องชายที่รู้จักกันที่หน้าราม (ต้องบอกมั้ยว่าแถวๆ รามคำแหง) ผมโทรถามมัน มันก็ตอบอะไรไม่ได้เพราะมันไม่เคยนั่งรถเมล์จากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ จุดตั้งต้นของผมเพี่อจะไปรามฯ ซะด้วย ทำไงดีวะ รถไฟฟ้าก็เคยใช้แหละ แต่ไม่รู้จะใช้มันเพื่อจะไปรามฯ ยังไง โทรศัพท์ตอนนั้นก็กิ๊กก๊อกเกินกว่าจะใช้ Google Maps อยากจะถามคนแถวนั้นก็ไม่กล้า ทำไมไม่กล้าก็ไม่รู้ (กลัวเจอคนหยิ่ง กลัวโดนหลอก ฯลฯ) ได้แต่เดินดุ่มๆ วนรอบอนุสาวรีย์ชัยฯ เหมือนเดินเวียนเทียน พอผมเริ่มเวียนหัวแทนก็เลยซื้อน้ำกิน แล้วนั่งพักที่ป้ายรถเมล์ จนกระทั่ง

รถเมล์คันหนึ่งก็วิ่งเข้ามาเทียบท่าจอดที่ตรงหน้าผม ผมจึงสังเกตรอบๆ รถ ว่ารถเมล์คันนี้คือรถเมล์สาย 92 วิ่งจากคลองตัน ไปอนุสาวรีย์ชัย ซึ่งบนรถระบุด้วยว่าผ่าน ม.รามคำแหง ก็แปลว่าผ่านหน้ารามแน่ๆ (มั้ง) จริงๆ แล้วจะถามกระเป๋ารถเมล์หรือคนขับรถก็ได้ แต่ไม่กล้าถาม เลยได้แต่นั่งมองแบบลังเลในใจว่าจะเอาไงดีวะ จะขึ้นหรือไม่ขึ้น แต่ในขณะที่ลังเล ขาก็ก้าวขึ้นรถเมล์ไปแล้ว

สิบห้านาทีต่อมา รถเมล์เคลื่อนตัวออกจากอนุสาวรีย์ชัย ผมพยายามคิดว่า เออ ไม่เป็นไรวะ ถ้าจะหลง ก็ลงตรงที่เป็นย่านเมืองหน่อยก็แล้วกัน จะได้นั่งแท็กซี่กลับบ้านกันอีกซักรอบ จ่ายค่ารถเมล์ไปแล้วด้วย (ตอนนั้นยังแปดบาทอยู่เลย) จะลงกันง่ายๆ ก็ใช่ที่ ก็นั่งให้มันรู้ไปสิวะว่ามันจะพาไปถึงรามฯ มั้ย หรือมันจะพาไปไหนก็ไปกับมันด้วยเลยแล้วกัน

รถเมล์วิ่งเข้าถนนวิภาวดีรังสิต มองเห็นสำนักงานที่เรารู้จักมากมาย แต่ที่ทำให้กำลังใจที่เต็มเปี่ยมเมื่อกี๊นี้ลดเหลือศูนย์ก็คือ ถนนวิภาฯ ไม่มีย่านเมืองเลย! ชานเมืองแถวปิ่นเกล้ายังมีตึกเยอะกว่าอีก ถ้าลงตรงนี้จะมีแท็กซี่จะมาจอดรับมั้ยวะ กำลังใจเต็มเปี่ยมเริ่มเปลี่ยนเป็นภาวะ ปสด. คือเริ่มเครียดว่าจะไปถึงมั้ยวะ หรือว่าไอ้รถเมล์นี่จะพาเราออกนอกกรุงเทพฯ กันแน่

ปสด. มาได้ชั่วโมงกว่า เที่ยงแล้วด้วย หิวข้าว แถมรถยังติดเป็นพักๆ พักละนานๆ แต่ก็ยัง ปสด. กันต่อไป กรุงเทพฯ เริ่มมีวิวแปลกๆ มากขึ้นเรื่อยๆ (ก็แหง ไม่เคยมานี่หว่า) ซักพักจึงเริ่มรู้ว่าเริ่มเข้าย่านเมืองมากขึ้น มีรถไฟฟ้าใต้ดินด้วย จึงเริ่มรู้ว่าแถวนี้คือลาดพร้าว แต่ก็นั่นแหละ ไม่ไว้ใจอะไรทั้งสิ้น มองซ้ายมองขวาเหมือนคนหวาดระแวง จนกระทั่ง นั่น! 

ม.รามคำแหง เฮ้ย ความปสด. หายไปปลิดทิ้ง เหลือไว้แต่ความตื่นเต้นสุดชีวิต ผมรีบลุกจากที่นั่งมากดกริ่ง แล้วลงรถเมล์อย่างสง่าผ่าเผย มองดูรอบกายแล้วตะโกนกับตัวเองว่า มาถึงแล้วโว้ย! ผมหยิบตั๋วรถเมล์ใบนั้นขึ้นมา แล้วเก็บใส่กระเป๋าเป้ให้ดีๆ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าวันนี้เป็นวันที่เอาชนะความกลัวการขึ้นรถเมล์ได้เป็นผลสำเร็จ

ทุกวันนี้ตั๋วรถเมล์ใบนั้นก็ยังอยู่ ผมแปะมันไว้กับไดอารี่ แล้วทุกครั้งที่ผมขึ้นรถเมล์ ไม่ว่าจะสั้นหรือยาว ผมจะเก็บตั๋วรถเมล์ใส่กระเป๋าไว้เสมอ เสมือนเป็นพิธีกรรมอะไรบางอย่าง พอกลับบ้านก็เอามาใส่ไว้ในกล่องเก็บสะสมตั๋วรถเมล์

ทุกวันนี้เวลาผมเปิดกล่องแล้วหยิบตั๋วรถเมล์หลายร้อยใบออกมาดู ผมไม่ได้คิดเพื่อจะสะสมเพื่อเพิ่มมูลค่า แต่ผมเก็บไว้เพื่อเตือนตัวเองว่า ผมเคยมีความกลัวการขึ้นรถเมล์มาก่อน แต่ผมเอาชนะความกลัวนั้นมาได้แล้ว และตระหนักอีกอย่างว่า หายกลัวอย่างเดียวไม่ได้แปลว่าจะหายกลัวทุกอย่าง ทุกวันนี้ยังต้องลุ้นว่าจะได้นั่งที่นั่งหรือเปล่า ฝนตกรถจะติดมั้ย ขับรถซิ่งหรือไม่ รถเสียกลางทาง หรือเจอกระเป๋าปากหมาหรือไม่ บางทีก็มาช้า บางทีก็มาเร็ว บางทีก็แอร์ไม่เย็น หรือจะขับไปชนท้ายรถใครมั้ย แม้ผมจะชินชากับการขึ้นรถเมล์มามากแค่ไหน แต่สุดท้ายรถเมล์ก็น่ากลัวอยู่ดีแหละ

ป.ล, วันเดียวกันนั้นน้องชายที่รู้จักต้องลากผมขึ้นรถเมล์ ปอ. จากรามคำแหงไปหอพักน้องที่ลาดกระบัง ตอนมืดค่ำ ซึ่งนั่นเป็นรถเมล์คันที่สองในชีวิตที่ผมนั่ง นอกจากจะจำเลขสายไม่ได้ ที่นั่งหายากแล้ว พอวิ่งไปได้ซักพัก ไฟเริ่มติดๆ ดับๆ ซักพัก รถก็จอดนิ่ง กระเป๋าฯ เลยต้องไล่ลงให้ไปต่อคันใหม่ เสียเงินสองรอบ มืดแล้วรถก็น้อย ต้องรอนาน รถก็ติดเพราะคนรีบกลับบ้าน ตัดภาพมาในรถเมล์คันใหม่ จะเห็นพี่กับน้องนั่งทอดอาลัย สรุปคือ ขึ้นรถเมล์วันแรกก็ได้ความซวยมาเป็นประสบการณ์ ลำพังตัวน้องผมเฉยๆ คาดว่าชินแล้ว ส่วนตัวพี่ ...กูจะร้องไห้

ป.ล.สอง ทุกวันนี้ถ้าจะไปรามคำแหง ไปแอร์พอร์ตลิงค์ ลงสถานีรามคำแหง แล้วนั่ง 92 เข้าไปง่ายกว่าเยอะ

SHARE
Written in this book
ITEM
Writer
PUSH
Write/Collage/Create
เขียนเรื่องเฉพาะที่ตัวเองสนใจ และบทกวี

Comments

GirlHappin
5 years ago
เข้าใจฟีลลิ่งนะ  5555 แรกๆไม่กล้า นั่งคิดนานมากรอรถเมล์มาหลายๆคัน ไม่ก็ไปไหนอาศัยบีทีเอสกับใต้ดิน แต่พอไปได้เองนะ จะรู้สึกภูมิใจมาก แบบเห้ย เดินได้อย่างชิลเหมือนเจ้าถิ่นงี้ 


Reply
PUSH
5 years ago
ใช่ครับ พอนั่งรถเมล์ได้จะรู้สึกเหมือนว่าไปไหนก็ได้ในโลก 555
GirlHappin
5 years ago
ประมาณนั้นเลย 55555 และก็มักจะลองเส้นทางใหม่ๆ 
13-1-24
5 years ago
เข้าใจความรู้สึกนี้เลยเพราะเพิ่งประสบมาเมื่อไม่กี่วัน กับการลงรถเมย์ผิดป้าย ขึ้นผิดฝั่ง ตอนนั้นอยากจะร้องแต่ก็เอาชนะมาได้ :)
Reply
PUSH
5 years ago
ผมเคยขึ้นจากสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินผิดฝั่งด้วยละ 555 แต่ถ้ามันผ่านมาได้ ผมว่ามันก็เป็นประสบการณ์ที่ดีนะ
MINTONOHA
5 years ago
โดนเช่นกันค่ะ เขียนในบล็อคเรียบร้อย5555 เรื่องเราเศร้ากว่าคุณคือฝนตกรถติดแล้วปวดท้องห้องน้ำ 😂
Reply
PUSH
5 years ago
สยอง! 555
Adishofpizza
5 years ago
รถเมล์น่ากลัวจริงๆ ค่ะ แต่อาศัยถามคนแถวนั้นกับตามๆ เพื่อนไป ทุกวันนี้เลยยังไม่หลง
Reply
PUSH
5 years ago
โชคดีครับที่คุณเป็นคนที่กล้าเข้าไปถามคนอื่น สำหรับคนที่ไม่กล้าถามอย่างผมจะรู้สึกระแวงจนประสาทกิน 😨
Adishofpizza
5 years ago
แรกๆ ก็ไม่กล้าค่ะ แต่ไม่ได้มีเวลามานั่งสังเกตรถทีละคัน ถามเลย ไวดี