ข้าราชการที่ต้องก้าวเดินไปตามเส้นทางชีวิต
บันทึกของปลายฟ้า  ตอนที่ 8

     เวลาใกล้บ่ายสองรถตุ๊กๆ วิ่งมาจอดด้านหน้าอาคารสองชั้นหลังเล็กๆ ไม่โอ่อ่า 
     คนขับรถตุ๊กๆ บอกพวกเราว่า "ถึงแล้วครับ" 
     พี่สาวเปิดกระเป๋าสตางค์จ่ายเงินค่ารถตุ๊กๆ พร้อมกับพูดว่า "ไม่ต้องทอน ขอบคุณมากค่ะ" 

     ทุกคนก้าวลงจากรถพร้อมกระเป๋าเดินทาง ปลายฟ้ากวาดสายตาไปรอบๆ บริเวณ มีเสียงคนคุยกันจากด้านในของอาคาร ด้านหน้ามีต้นกระถินณรงค์เป็นเร่มเงาให้รถที่จอดอยู่ไม่กี่คัน หน้าอาคารด้านบนมีป้ายบอกชื่อหน่วยงานติดธงชาติไว้สองข้าง เราพากันเดินเข้าอาคารชั้นล่างด้านซ้ายบอกชื่องานการเงิน ด้านขวาบอกชื่อหน่วยงานข้างเคียง งานธุรการมีป้ายลูกศรชี้ขึ้นชั้นสอง
     ขึ้นมาถึงชั้นสองซ้ายมือมีป้ายบอกงานธุรการ ปลายฟ้าเดินเข้าในห้องโดยมีพี่สาวและคนรักนั่งรอด้านนอก ในห้องมีโต๊ะทำงานสี่โต๊ะ มีคนนั่งทำงานสองคนพี่ผู้หญิงเงยหน้ามองแล้วร้องทัก
     "อ้าวมาแล้ว.... น้องใหม่มารายงานตัวใช่ไหม" คำทักทายเหมือนการรอคอย
     "ใช่ค่ะ" ปลายฟ้าตอบพร้อมยกมือสวัสดี พี่ผู้หญิงแนะนำให้รู้จักผู้ชายวัยกลางคน
     "นี่หัวหน้าธุรการนะ" ปลายฟ้าไหว้อีกครั้ง หัวหน้าทักทายพร้อมกับบอกว่า
     "นั่งก่อนๆ รอนายเดี๋ยวนะ มากะใครล่ะเดี๋ยวรายงานตัวแล้วให้คนขับรถพาไปดูที่พัก หาซื้อของใช้จำเป็นก่อนนะ"      
ที่พัก!!! ความรู้สึกในตอนนั้นใจชื้นขึ้นเป็นกอง ที่นี่มีที่พักไม่ต้องหาบ้านเช่า เมื่อนายเซ็นหนังสือเสร็จพี่เค้าเรียกให้ไปรายงานตัวกับนาย นายกล่าวทักทายยินดี พร้อมกับบอกเรื่องการแต่งกายด้วยเครื่องแบบ มีรถตู้ของหน่วยงานรับส่งออกจากบ้านพักเจ็ดโมงเช้า เย็นออกจากที่ทำงานสี่โมงครึ่ง รถจะแวะตลาดให้ในตอนเย็นเพื่อซื้ออาหารของกิน ของใช้เข้าที่พัก ที่บ้านพักมีแต่รถสองแถวผ่านนะ ส่วนอาหารกลางวันที่ทำงานก็มีร้านด้านหลัง มีปัญหาอะไรก็ถามพี่เค้า     ปลายฟ้ารู้สึกประทับใจในความเป็นกันเองของคนที่นี่ รายงานตัวเสร็จคนขับรถพาเข้าที่พัก แวะตลาดให้ซื้อของใช้ที่จำเป็น จากตลาดแค่ประมาณห้าร้อยเมตรก็เลี้ยวเข้าประตูอาคารบ้านพักข้าราชการ ภายในมีตึกสูงห้าชั้นเรียงกันสามตึก ด้านหน้าของตึกหน้ามีสนามฟุตบอล ภายในปลูกต้นสนและต้นไม้ใหญ่ดูร่มรื่น  ปลายฟ้าได้ห้องพักตึกกลางชั้นที่ห้าแทนคนที่ย้ายเข้ากรุงเทพ ในห้องพักแบ่งเป็นสัดส่วนห้องนอน ห้องโถง ห้องน้ำ ระเบียงหลัง พี่สาวหมดห่วงดูนาฬิกาแล้วบอกว่า "ทันรถเข้ากรุงเทพพี่กลับเลยนะ ดูแลตัวเอง มีอะไรให้โทรหา" 
     เราสองคนยกมือไหว้ขอบคุณพี่สาวที่พาเรามาถึงที่หมาย
คนรักของปลายฟ้าอาสาอยู่เป็นเพื่อนแค่คืนเดียว เช้าต้องกลับไปทำงาน ตกเย็นวันนั้นพี่ข้างห้องคือพี่ที่ทักทายเราที่ห้องธุระการ จัดแจงยกที่นอน ผ้าปูที่นอน และหมอนให้ ปลายฟ้าต้องขอบคุณพี่สาวที่น่ารัก       เช้ามืดเราต้องจากกันรู้สึกใจหายกับการที่ต้องใช้ชีวิตอยู่คนเดียวในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคยแม้พี่ๆ จะให้ความเป็นกันเองกับน้องใหม่ เรากอดกันแน่นน้ำใสๆ ไหลออกจากตาเค้าเอามือลูบผมเบาๆ เอามือเช็ดน้ำตาให้บีบมือเบาๆ แล้วบอกว่าเจอกันอาทิตย์เว้นอาทิตย์นะ ประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง 
     การทำงานวันแรกปลายฟ้ายังไม่มีเครื่องแบบ แต่งกายด้วยชุดสุภาพเท่าที่นำมา ลงมารอรถตามที่นายบอก พี่คนเดิมบอกว่า "เข้าที่ทำงานก่อนนะ เดี๋ยวพาไปตัดชุดทำงานในตลาด" พี่เค้าบ้านอยู่เชียงรายมาบรรจุงานที่นี่ ได้กรุณาเป็นพี่เลี้ยงให้ทุกเรื่องทำให้ไม่เหงาที่ต้องอยู่คนเดียว
 ปลายฟ้าไม่เคยรู้ระบบราชการ สิ้นเดือนเงินเดือนไม่ออกรอตกเบิก เงินที่หาได้สะสมไว้ตอนอยู่บริษัท เราสองคนได้มอบให้พ่อจนหมดทดแทนการแต่งงานของเรา เหลือติดตัวไว้เป็นค่าใช้จ่ายเล็กน้อย ทำให้ปลายฟ้าต้องเป็นคนเดินทางกลับบ้านไปหาพี่สาวลูกของป้าขอยืมเงินเป็นค่าใช้จ่าย แม้ว่าตลอดชีวิตเราไม่เคยมีเงินใช้ฟุ่มเฟือย แต่ก็เป็นครั้งแรกของการเอ่ยปากขอยืมเงินคนอื่น พร้อมสัญญาว่าได้เงินตกเบิกแล้วจะใช้คืน      การทำงานราชการในที่ทำงานเล็กๆ ทุกคนต้องทำงานแทนกันได้ปลายฟ้าจึงได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่เจ้าหน้าที่การเงิน มีหน้าที่รับเงินนำเงินส่งคลังจังหวัด วางฎีกาเบิกจ่ายเงินเดือนและเงินสวัสดิการของข้าราชการ มีพี่ในงานนี้สามคนที่คอยช่วยสอนงานให้ เวลาผ่านไปครึ่งปีกับการสลับกันเดินทางกับคนรัก พี่ๆ ในที่ทำงานต่างรู้ว่าปลายฟ้ากับคนรักอยู่แยกกันจึงแนะนำให้สมัครงานและฝากงานให้ งานเราเกี่ยวเนื่องกันเค้าในฐานะผู้ติดต่อและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ชีวิตคู่เรามีความมั่นคงขึ้น ทำงานควบคู่กับการเรียนต่อปริญญาตรีกับมหาวิทยาลัยเปิดทางไปรษณีย์ สอบที่ศูนย์สอบในจังหวัดใกล้ที่ทำงาน และรับงานตรวจสอบเอกสารไปทำที่พักเพื่อหารายได้พิเศษ เราใช้จ่ายเงินอย่างรู้คุณค่าและเก็บออมเพื่ออนาคตเวลาผ่านไปหนึ่งปีอย่างรวดเร็วกับที่นี่ปลายฟ้ามีเพื่อน มีพี่ในที่ทำงาน มีคนรักไม่ต้องเดินทางกลับบ้านบ่อยนัก เราเริ่มมีเงินออม เริ่มอยากมีตัวเล็กๆ ไว้เป็นเพื่อนในยามเหงา ปลายฟ้าจึงปล่อยให้อีกหนึ่งชีวิตถือกำเนิดมาในครอบครัวเล็กๆ ของเรา     เมื่อช่วงใกล้คลอดเราไม่มีรถ โรงพยาบาลประจำอำเภออยู่ห่างจากบ้านพักราวสิบกิโลเมตร พี่ๆ มักจะบอกเสมอให้เรียกได้ทุกเวลาไม่ต้องเกรงใจ โดยเฉพาะพี่ชายที่พักห้องตรงกันที่ชั้น 4
ตีหนึ่งของวันที่ 3 กรกฎาคม 2535 ทำไมได้ยินแต่เสียงคนทะเลาะกัน ปลายฟ้านอนไม่หลับต้องอุ้มท้องมาเข้าห้องน้ำตลอดเวลา สุดท้ายสัญญาณแห่งการคลอดก็ปรากฎไม่รู้สึกปวดท้อง แต่ทำไมน้ำเดิน ทั้งปลายฟ้าและคนรักรีบแต่งตัวคว้าตะกร้าของใช้เด็กอ่อนที่เตรียมไว้ เคาะประตูเรียกพี่ชายห้องชั้น 4 พี่ที่แสนมีน้ำใจรีบแต่งตัวคว้ากุญแจรถพาปลายฟ้าไปโรงพยาบาล ตลอดทางได้ยินพี่บอกว่าคลอดในรถเลยไม่ต้องเกรงใจ     ถึงโรงพยาบาลทหารที่ฝากท้องไว้ พยาบาลรับเข้าห้องเตรียมคลอดพร้อมกับไล่ญาติกลับบ้านคุณพยาบาลนั่งถักโครเชเฝ้าปลายฟ้าหลังการเตรียมการคลอด โดยมีปลายฟ้านอนปวดท้องอยู่บนเตียง สลับกับการเข้าห้องน้ำถ่ายท้องตลอดเวลา พยาบาลห้ามส่งเสียงร้อง แต่ใครจนทนไหวคะ จากนอนจนนั่งบิดตัวจับเหล็กขอบเตียงแน่น ปากมดลูกไม่เปิดหัวเด็กไม่ลงต่ำ น้ำเดินจนเริ่มแห้ง พยาบาลโทรแจ้งอาจารย์หมอโชคดีที่เจออาจารย์หมอที่มีประสบการณ์ ตัดสินใจใช้อุปกรณ์ช่วยคลอดแทนการผ่าตัด เครื่องมือสูญญากาศถูกสอดเข้าไปเพื่อช่วยดึงศรีษะของเด็กออกมา เวลา 06.07 น. วินาทีที่แม่ได้ยินเสียงร้องของลูกเหมือนเสียงสวรรค์ พยาบาลบอกว่าลูกสาวนะคะ ปลายฟ้าหลับไปจนเช้าคนรักมานั่งกุมมืออยู่ข้างๆ เตียง สามคืนคุณหมออนุญาตให้กลับบ้านได้  
     พ่อพร้อมแม่เลี้ยงเหมารถมาจากต่างจังหวัด เพื่อการรับหลานกลับไปเลี้ยงให้ที่บ้านเกิด เราขอหาคนเลี้ยงเองที่นี่เพื่อให้พ่อแม่ลูกได้อยู่กันพร้อมหน้า ปฏิเสธความหวังดีของพ่อ แม่บ้านห้องตรงข้ามอาสาเลี้ยงให้ ด้วยความโชคดีของหนูน้อยลุงและป้าอยากมีลูก ทำให้รักและดูแลเหมือนลูก แม้วันหยุดหนูน้อยก็ถูกพาไปเที่ยวด้วยรถเก๋งของลุงกะป้า หนูน้อยขี่คอลุงมีป้ากระเตงตะกร้าเดินตามไปในทุกๆ ที่ แต่ชีวิตไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ปลายฟ้าต้องเจอกับอุปสรรคครั้งใหญ่ในชีวิตเมื่อลูกป่วยติดเชื้อไวรัสเข้ากระแสเลือด หนูน้อยด้วยวัยสามเดือนครึ่งตัวร้อนมากด้วยไข้ 40 องศา ดูซึมไม่ร่าเริง สัมผัสกระหม่อมของลูกรู้สึกบวมตึง เราต้องพาลูกเข้านอนในโรงพยาบาลที่คลอด หนูน้อยถูกโกนหัวจนหมด พยาบาลจับเธอนอนบนโต๊ะเข็มน้ำเกลือเล่มแล้วเล่มเล่าถูกแทงที่เส้นเลือดบนหัว  หัวใจของแม่แทบขาดเราสองคนกอดกัน แน่่นคนรักของปลายฟ้าปลอบใจให้ได้สติ "อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด" คุณหมอให้กำลังใจว่า "ไหวเอาอยู่ แต่ถ้าแม่ไม่สบายใจจะย้ายเข้าโรงพยาบาลในกรุงเทพก็ได้นะคะ" แม้ว่าคุณหมอจะเป็นหมอเด็กที่จบใหม่ แต่ก็ใส่ใจในการรักษาคนไข้ ทำให้เราผ่านวิกฤตมาได้ คุณหมออนุญาตให้กลับบ้าน แต่ต้องพาน้องฉีดยาต่ออีกสิบห้าวันต่อเนื่องที่โรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดเช้าและเย็น
     พ่อและแม่มีรถมอเตอร์ไซด์ป๊อกๆ คันเก่าสีม่วง เป็นพาหนะในการพาลูกฉีดยาตามแพทย์สั่ง ลูกของแม่กลับมาอ้วนท้วน สดใสน่ารักเหมือนเดิมอีกครั้ง โดยมีป้าและลุงเลี้ยงดูให้จนหัดเดินป้าตั้งท้องสมใจ เมื่อป้าท้องแปดเดือนเลี้ยงไม่ไหว ทำให้แม่ต้องหาพี่เลี้ยงใหม่มาอยู่ประจำโดยมีป้าช่วยดูให้ห่างๆ จนป้าคลอดและสามีของป้าต้องย้ายที่ทำงานลงใต้ทำให้เราต้องจากกัน    ชีวิตที่ไม่เคยหยุดการเดินทางของปลายฟ้า  มักจะมีความฝันเป็นลางบอกเหตุเสมอ โดยเฉพาะความฝันที่เกิดขึ้นในวันเสาร์เป็นนิมิตรที่ได้กับตัวเอง
ปลายฟ้าฝันว่าอย่างไร? การเดินทางของชีวิตจะดำเนินต่อไปอย่างไร 
โปรดติดตามต่อใน บันทึกของปลายฟ้า ตอนที่ 9




     
       
          
  
          
      

SHARE
Written in this book
บันทึกของปลายฟ้า
    บันทึกเรื่องราวชีวิตของเด็กหญิงที่ต้องกำพร้าแม่ตั้งแต่เล็ก 
Writer
plaifah
It' my life.
เศษเสี้ยวของชีวิตที่อยากเล่าให้ฟัง

Comments