รีวิว : WHERE TO THE INVADE NEXT
Director: Michael Moore
Stars: Michael Moore, Krista Kiuru, Tim Walker
คะแนนรวม 8.5/10 
บท : 3/3
เทคนิคการถ่ายทำ : 2/3
การแสดง : 2/2
เพลงประกอบ : 1.5/2 

แต่นแต๊นนน! กลับมาอีกแล้ววันพฤหัสสุดสดใส หลังจากที่เมื่อคืนวันพุธ ซึ่งเป็นวันที่เหมาะแก่การดูหนังในโรงภาพยนตร์เป็นสุดเพราะเหตุผลง่ายๆ สั้นๆ นั่นคือ...ตั๋วถูกสุด!!สำหรับมนุษย์ออฟฟิศอย่างเราเมื่อหนังดีๆ เข้าโรงวันพุธคือวันที่เลิกงามยามดีที่ที่จะคว้าโอกาสนี้ไว้และโอกาสในพุธนี้ก็ไม่เลวเลยทีเดียว

จริงๆ ในหมวดนี้ตั้งใจเอาไว้ว่าจะเขียนรีวิวเฉพาะหนังรักโรแมนติกคอมมาดี้ หรือดราม่าเท่านั้น แต่คนที่เข้ามาอ่านโพสต์นี้อาจจะรู้สึกว่า เอ้ย!นี่มันรักโรแมนติกตรงไหน ตอนแรกเราก็คิดไม่ตกเหมือนกันแต่เพราะว่าเรากำลังมองข้ามอะไรบางอย่างไปจนทำให้เราเกือบๆจะไม่ลงมือเขียนรีวิวเรื่องนี้เสียแล้ว

ช่วงนี้จะเห็นว่ามีกระแสนิยมรักตัวเองเกิดขึ้นมาอย่างมากซึ่งอาจจะมีมาก่อนหน้านี้นานแล้ว แต่ผมก็เพิ่งสังเกตเห็นว่าจะเริ่มมาเป็นที่แพร่หลายในปัจจุบันมากขึ้นค่านิยมที่ว่า ใครจะอกหักรักคุดตุ๊ดเลิกคบยังไง สุดท้ายคนที่คุณควรรักก็คือตัวเองตัวเราเองเท่านั้นที่จะอยู่กับเราไปจนตายถ้าจะมีใครสักคนทำให้เรามีความสุขหรือต้องทนทรมานกับความทุกข์ต่างๆ นาๆ นั่นก็คือ 'ตัวเราเอง' นั่นแหละผมมองว่าแง่มุมนี้เป็นเรื่องที่ดีมากๆ นะครับ เพราะเหตุแห่งทุกข์ต่างๆล้วนเกิดจากความคิด ความรู้สึก และการตัดสินใจของเราทั้งสิ้น แต่เมื่อใดที่เรารักตัวเองมากพอแล้วอย่าลืมถามคำถามสำคัญนี้กับตัวเองเป็นอันขาดครับ

"เรารักผู้คนบนโลกใบนี้มากแค่ไหน"

หนังเรื่องนี้ได้เปลี่ยนแปลงเราอีกแล้วครับ(เป็นคนที่ถูกเปลี่ยนแปลงง่ายๆ จากสิ่งรอบตัวเสียเหลือเกิน)เมื่อก่อนช่วงมัธยมหรือมหาวิทยาลัย ในหัวตื้อๆ ของเรา ไม่เคยมีคำว่า ระบบการเมืองประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน เสรีภาพ สวัสดิการ สหภาพแรงงาน หรือมาตรฐานการศึกษาที่ดีไม่มีเลยถึงขนาดตอนไปแลกเปลี่ยนที่สวีเดนโปรเฟสเซอร์ถามถึงประเด็นการทำแท้งในผู้หญิงที่ไม่ได้ตั้งใจท้องกับเพื่อนสเปนเขาตอบได้อย่างคล่องแคล่ว ในขณะที่พอหันมาถามเรา งงกินหัวกินตัวกินหน้าไปหมดไม่รู้ว่าจะพูดอะไร ไม่มีข้อมูล ไม่มีความคิดเห็นใดๆ ให้แสดงออกเลย จากนั้นมาเราเลยมีความคิดกับตัวเองที่ว่าเราจะต้องออกเดินทางให้มากที่สุดเพื่อเรียนรู้สิ่งต่างๆ บนโลกใบนี้แต่เมื่อคืนหนังเรื่องนี้ก็ตบหัวเราจนหน้าแทบขม่ำ และบอกให้รู้ว่าเฮ้ย!...มันไม่ใช่ว่าแกจะแค่ออกไปเที่ยวรอบโลกแล้วกลับมาชื่นใจกับรูปและยอดไลค์ในเฟซบุ๊คบนเก้าอี้โยงตอนหน้าเหี่ยวแต่มันคือการตั้งคำถามที่ว่า แกออกไปเยือนแผ่นดินอื่นๆเพื่อให้ได้อะไรกลับมาให้กับแผ่นดินของแกต่างหาก!
#PLOT
 
หนังเชิงสารคดีของผู้กำกับมาดกวนที่ไม่มีผลงานดีๆ เสียดสีแรงๆออกมาให้เราได้ชื่มชมยาวนานถึง 6 ปี ไมเคิล มัวร์ โดยการนำเข้ามาฉายของ DocumentaryClub ค่ายหนังที่มีสารคดีดีๆมาให้ได้ดูมากมายไม่ว่าจะเป็น Finding Vivian Maier (2014), IRIS (2014),CITIZENFOUR (2014), Amy (2015) หรือ GAYBY BABY (2015) ปีนี้เขากลับมาพร้อมกับ (ประหนึ่งว่าถูกมอบ)ภาระกิจกอบกู้ประเทศชาติจากปัญหาการโจมตีโดยกลุ่ม ISIS ภาวะเศรษฐกิจถดถอย และอีกมากมายงานนี้มีกองหนุนอย่างกองทัพสหรัฐออกคำสั่งให้เขาไปทำสงครามโดยมีอาวุธสำคัญนั่นคือ 'การขโมย' ไมเคิลต้องทุ่มเทเเรงกายแรงใจในการขโมยทุกไอเดียที่เจ๋งสุดๆของแต่ละประเทศ เพื่อนำกลับมาสร้างชัยชนะให้คนกับอเมริกันก่อนจะพบว่าสิ่งที่เขาพยายามทำนั้นสุดท้ายก็ใกล้เกลือกินด่าง

#REVIEW 

-แบ่งปันความสุขให้ผู้ร่วมงาน-
 
ไมเคิลเริ่มมุ่งหน้ากองทัพไปที่เป้าหมายแรกนั่นคือ ประเทศอิตาลีที่นี่เขาพบว่าคนใช้แรงงานทุกคน ไม่ว่าจะเป็นช่างตัดเย็บเสื้อผ้า ช่างกล ตำรวจยันซีอีโอ ทุกคนมีวันหยุดต่อปีอย่างน้อย 8สัปดาห์โดยนายจ้างยังจ่ายเงินเดือนให้ปกติ นี่ยังไม่รวมวันหยุดราชการและวันหยุดทางศาสนานะ รวมถึงมีโบนัสให้พิเศษหนึ่งเดือนเต็มๆ แถมถ้าเธอเก่งพอที่จะหาคู่ร่วมชีวิตเข้าพิธีแต่งงานเธอยังได้มีโอกาสหยุดงานเพื่อไปฮานี่มูนถึง 3 สัปดาห์ ยัง...ยังไม่หยุดอยู่แค่นี้ถ้าเกิดไปฮานี่มูนแล้วบรรยากศมันดีเกินจะห้ามใจได้ป่ามปั๊มกันอย่างดุเดือดบนชายหาดทะเลที่แสนอบอุ่นในช่วงหน้าร้อนแล้วดันเกิดท้องขึ้นมาผู้เป็นแม่ก็ได้สิทธิลาเลี้ยงลูก 5 เดือนยาวๆและแน่นอน...บริษัทยังจ่ายเงินเดือนให้ตามปกติ แต่ที่เราอยากจะแหกปากออกมาดังๆแล้วเก็บกระเป๋าย้ายไปขายแรงงานที่อิตาลีก็คือ พักเที่ยง 2 ชั่วโมงต่อวัน พระเจ้า!!ทำไมสวัสดิการที่ให้กับพนักงานถึงได้ชวนหลงใหลขนาดนี้ทางตัวแทนสหภาพแรงงานอิตาลีเขาก็เผยเคล็ดลับนี้ว่ากว่าจะได้ระบุกฏเกณฑ์เหล่านี้ให้เป็นกฎหมายสำหรับแรงงานทุกคนก็ลำบากยากเย็นเหมือนกันเราต้องต่อสู้มาด้วยแรงกายแรงใจ แต่ผลลัพธ์ที่ได้ก็คุ้มค่าเจ้าของโรงงานคนหนึ่งกล่าวว่า จะรวยมากมายไปทำไม ถ้าชีวิตไม่มีความสุขการที่ได้ร่วมงานกับเพื่อนร่วมงานอย่างเป็นมิตรทุกคนมีสิทธิที่จะได้ใช้เงินที่ตัวเองหามาอย่างยากลำบากไปกับการพักร้อนเดินทางท่องเที่ยว หรือหยุดพักผ่อนจากการทำงานที่ตรึงเครียดยาวนาน ผู้บริหารมีสิทธิอย่างไรคนงานก็มีสิทธิอย่างนั้น และแน่นอน การจ่ายทั้งเงิน ทั้งสวัสดิการดีๆไม่ได้ทำให้กำไรของบริษัทตกต่ำลง ตรงกันข้ามมันกลับทำให้คุณภาพของสินค้าดีแถมยังได้งานตรงตามเป้าหมายอีกด้วย จะทำไงได้ก็คนทำงานเขามีชีวิตที่ดีเขาเลยอยากทำงานที่อยู่ตรงหน้าให้ดีที่สุด

-สุขภาพที่ดีเริ่มจากอาหารที่กิน- 

เป้าต่อไปของไมเคิลคือฝรั่งเศสเขามุ่งหน้าไปที่กองสเบียงซึ่งขึ้นชื่อว่ามีอาหารชั้นดีกักเก็บไว้มากมาย นั่นก็คือโรงอาหารของโรงเรียนเด็กประถมเล็กๆ ในเมืองนอร์มังดี ที่นี่ไมเคิลพบว่าเด็กๆจะได้เพลิดเพลินไปกับอาหารกลางวันที่ถูกเสิร์ฟให้ถึง 4 จานหลัก และแถมด้วยของหวาน ในเวลา 1 ชั่วโมงเต็มๆซึ่งอาหารนั้นก็ไม่ได้มีอะไรพิเศษมากมายนอกเสียจากเนื้อหอยเชลล์ที่ถูกปรุงด้วยกรรมวิธีอย่างดี เนื้อแกะย่างบาบีคิวขาไก่ราดซอส ชีสคนละหนึ่งก้อน น้ำเปล่าบริสุทธิ์ และคัสตาดเค้ก ต้องจ่ายค่าเทอมให้กับลูกๆเท่าไหร่กัน เด็กๆ ถึงจะได้กินอาหารหรูหราฟู่ฟ่าเบอร์นี้ คำตอบคือ ฟรี!แถมทุกมื้ออาหารยังถูกคำนวณและผ่านที่ประชุมระหว่าง พ่อครัว นักโภชนาการและเจ้าหน้าที่ชุมชนอีกด้วย เมื่อแหล่งพลังงานถูกจัดขึ้นด้วยวัตถุดิบชั้นดีจึงไม่แปลกที่เด็กๆ จะมีสุขภาพดีและมีความสุขสมวัยของพวกเขาตัดภาพมาที่ถาดหลุมตรงหน้าในโรงอาหารชั้นประถมของเราแปบ ฮัลโหล...ไทยแลนด์ นอกจากนี้ ที่นี่เขาก็มีการเปิดสอนเพศศึกษาอย่างตรงไปตรงมาเขาไม่ได้สอนให้งดการมีเซ็กซ์ หรือแม้แต่ให้มีเซ็กซ์ สิ่งที่เขาสอนคือการเมคเลิฟซึ่งถือเป็นเรื่องที่ประหลาดมาก เพราะการเปิดกว้างนี้เองที่ลดอัตราการแพร่ของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์รวมถึงอัตราการการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงศ์ในคุณแม่วัยใสอีกด้วยนี่คือเครื่องมือในการแก้ปัญหาจากต้นเหตุที่ทรงพลังที่สุดที่เราควรจะขโมยมาเป็นแบบอย่างแต่เรากำลังทำอะไรกันอยู่? เอ๊ะ...เราหรอ?

-พื้นฐานของประเทศที่ดีคือการศึกษาที่มีมาตรฐาน-

เมื่อสองสามวันนี้ เราแอบได้ยินข่าวแว่วๆ เกี่ยวกับข้อสอบอะไรๆ ผิดๆถูกๆ นี่แหละ ไม่แน่ใจว่าเสพข่าวถูกหรือเปล่าแต่ถ้าเป็นข่าวที่ว่าการศึกษาของประเทศฟินแลนด์เป็นอันดับหนึ่งของโลกนั้นไม่ผิดแน่นอนเด็กน้อยๆ ตัวเล็กจ้อยจะได้เข้าเรียนสัปดาห์ละ 20 ชั่วโมง ได้ยินไม่ผิดหรอก แถม 20 ชั่วโมงนี้รวมพักเที่ยงแล้วด้วยนะอย่าเพิ่งอุทาน ตายแล้ว!! อย่างนี้เด็กจะฉลาดได้ไง ฉันเรียนตั้งแต่ 8 โมงถึง 3 ทุ่มแทบตายแถมยังต้องกลับบ้านไปถามการบ้านเลขอีกร้อยข้อ ทำรีดดิ่งอังกฤษอีกหกเพสเสจสังคมอีกสามหน้า คัดไทยอีกแปดบทก็เพื่อจะติดมหาวิทยาลัยแนวหน้าของประเทศ แต่เด็กๆชาวฟินแลนด์เขาบอกว่า 'เรียนไปปวดหัวออกไปทัวร์ดีกว่า' พวกเขามีช่วงการเรียนในโรงเรียนต่อสัปดาห์ที่น้อยกว่าเราและแทบไม่มีการบ้านที่ใช้เวลาในการทำมากกว่า30นาทีเลย ในขณะที่เด็กไทยเอาเวลาหลังเลิกเรียนไปสถาบันกวดวิชาต่างๆเด็กฟินแลนด์ก็ออกจากบ้านเพื่อนไปเล่น ใช่แล้วทั้งเล่น ทั้งเที่ยว ทั้งกินทำทุกอย่างที่เด็กควรจะทำ บรรดาครูและพนักงานจากกระทรวงการศึกษาของฟินแลนด์เขาเชื่อว่าโรงเรียนไม่ใช่ส่วนที่สำคัญที่สุดของชีวิต การเรียนรู้ต่างหากที่ทำให้เรามีความสุขถ้าเราไม่มีความตั้งใจที่จะเรียนรู้ด้วยตัวเอง ความสุขก็ไม่เกิดการที่เด็กได้มีความสุขไปกับช่วงวัยจะทำให้เขาค่อยๆ เรียนรู้และเกิดการตั้งคำถามด้วยตัวเองการใส่ใจและใฝ่รู้ก็จะเกิดขึ้นโดยที่ไม่ต้องรอให้ ใครมาชี้นิ้วออกคำสั่งไม่มีการวัดผลกลางแอดมินชั่นแบบบ้านเราเพราะไม่ต้องแข่งขันกันเข้ามหาวิทยาลัยหรือโรงเรียนที่ดีที่สุดเพราะที่ที่ดีที่สุด คือที่ที่อยู่ใกล้บ้านของคุณ ปัญหาทุจริตข้อสอบติวเตอร์ล้นตลาดค่าจิปะทะที่ผู้ปกครองต้องจ่ายเพิ่มจากค่าธรรมเนียมการศึกษาจนน่าปวดหัวทุกปัญหาแก้ไขได้ด้วยด้วยการสร้างมาตรฐาน โรงเรียนทุกโรงเรียนที่อยู่ในประเทศเท่าเทียมและมีคุณภาพที่เท่ากันไม่มีโรงเรียนเอกชนราคาแพงๆ ที่จะมาแบ่งแยกชนชั้น ทำให้เด็กเติบโตมาด้วยความรู้สึกที่ว่าฉันเหนือกว่าเด็กโรงเรียนรัฐบาลเพราะฉะนั้นโตมาเมื่อฉันได้เป็นคนที่มีอำนาจในสังคมฉันก็จะมีสิทธิเหนือกว่าคนพวกนั้น

-22 ยังปลอดหนี้-

ไมเคิลพาไปรายการปลดหนี้ เอ้ย! พาไปถามถึงความหมายของคำว่า 'หนี้' กับชาวสโลวีเนียเมืองแห่งเทพนิยายที่ที่ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของราพันเซลและเจ้าหญิงนิทราที่นี่เด็กมหาวิทยาลัยนั้นได้เรียนฟรีแบบเต็มๆ เน้นๆและไม่ใช่แค่ชาวสโลวีเนียเท่านั้น ชาวต่างชาติที่เข้ามาเรียนในโปรแกรมภาษาอังกฤษก็ได้เรียนกันฟรีๆแถมคุณภาพการศึกษานั้นก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าใครเลยนักศึกษาควรมีสมาธิในการศึกษาอย่างเต็มที่โดยไม่ต้องพะวงหรือกังวลว่าเทอมต่อไปฉันจะยังได้เรียนที่นี่อีกหรือไม่เพราะฉันไม่รู้ว่าจะไปกู้เงินใครมาจ่ายค่าเทอมอีกแล้วเอ๊ะ! หรือไปเป็นสาวเสี่ยดีนะ?

-ยอมรับข้อเสียของตัวเองอย่างสัตย์จริงและเรียนรู้จากมันให้ได้-

ในเยอรมันนั้นถึงแม้ไมเคิลจะเปิดประเด็นที่ว่าชนชั้นแรงงานของเยอรมันมักเป็นชนชั้นกลางที่มีความสุขกับการทำงานปลอดหนี้สิ้น มีสภาพคล่อง หรือหากเครียด กดดัน จากการทำงานจริงๆก็สามารถลางานแล้วไปทำทรีเมนต์สปาต่างๆ เพื่อผ่อนคลายได้แต่ประเด็นที่โดดเด่นกว่าก็คือการที่เยอรมันสอนให้นักเรียนรู้จักกับข้อผิดพลาดครั้งใหญ่ของบรรพบุรุษของพวกเขานั่นก็คือการเป็นส่วนหนึ่งของต้นเหตุสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปอย่างมากมายเขาสอนให้นักเรียนรู้ซึ้งและมีความรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นเด็กพวกนี้อาจไม่ได้เป็นคนฆ่า ไม่ได้อยู่ในนาซี หรือไม่ได้เกิดในยุคสมัยนั้นๆแต่เด็กพวกนี้คือคนเยอรมัน เขาต้องเรียนรู้ว่าบรรพบุรุษของพวกเขาเคยทำร้ายใครและก่อความเสียหายให้กับผู้อื่นมากมายแค่ไหนเขาจะได้เห็นคุณค่าของความเป็นมนุษย์ เห็นถึงความเท่าเทียมทางการแสดงออกทางความคิดยอมรับข้อเสียของตัวเองเพื่อเป็นบทเรียนว่าในอนาคตพวกเขาต้องเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่จะไม่นำพาสิ่งเลวร้ายต่างๆเช่นนี้ไปสู่ลูกหลานของพวกเขาอีก

-ศักดิ์ศรีของความเป็นคน-

โปรตุเกสสร้างความตกใจด้วยการออกกฎหมายไม่จับกุมผู้เสพสารเสพย์ติดแวบแรกที่คิดคือ ตายแล้ว!! อาชญากรรมเกลื่อนเมืองแน่ๆ แต่ผิดคาดอัตราการก่อการร้ายจากผู้ที่ใช้ยานั้นมีน้อยมากถ้าเเทบกับสหรัฐอเมริกาเจ้าหน้าที่ชี้แจงว่าเราต่างมองกันว่าผู้ที่ใช้ยานั้นสร้างปัญหาทั้งๆที่จริงแล้วคนเหล่านั้นมีเพียงแค่ 10% ของคนที่ใช้ยาทั้งหมด นี่คือกฎหมายที่จะปกป้องสิทธิมนุษยชนของพวกเขาตราบใดที่เขาไม่ได้สร้างปัญหาให้กับใครก็ตาม

-มองคนอื่นด้วยความรัก- 

หลังจากช็อคเล็กๆ ที่โปรตุเกสแล้วไมเคิลก็บินลัดฟ้าพาเราไปถึงนอเวย์บนเกาะแห่งหนึ่ง ที่ซึ่งเป็นที่รวมตัวของฆาตกรโฉดยันหัวขโมยจอมอันตรายฟังดูน่ากลัวใช่มั้ยล่ะ แต่ภาพที่เราเห็นคือ คนพวกนี้กลับกำลังกระโดดน้ำว่ายน้ำกันอย่างสนุกสนาน ทำกับข้าวในครัวให้เพื่อนคนอื่นๆ อัดเสียงในห้องสตูดิโอมีบ้านส่วนตัว มีกุญแจห้องส่วนตัว มีห้องน้ำส่วนตัวทุกชีวิตอยู่รวมกันบนเกาะแห่งนี้ทั้งหมด 115 ชีวิตโดยที่มีผู้คุมเพียง 4 คน ไม่มีโซ่ตรวน ไม่มีห้องขังไม่มีกุญแจมือ ทั้งหมดนี้อาจฟังดูแล้วเหลือเชื่อ ก็บังเอิญว่าคุณคิดถูกเพราะเกาะแห่งนี้เป็นคุกตัวอย่างมีไว้เฉพาะนักโทษชั้นดีเท่านั้นแต่ถ้าพาไปดูเรือนจำแล้วละก็...ความสุขที่มีไม่ต่างกัน ที่นี่แม้แต่นักโทษก็ยังมีสิทธิมีเสียงในการเลือกตั้งสามารถลงครอสเรียนหนังสือ ทำอาหาร หรือเรียนศิลปะต่างๆ ได้อย่างที่พวกเขาสนใจที่นี่ไม่มีโทษประหารสำหรับใครเพราะนี่คือสิทธิของความเป็นมนุษย์ที่ทุกคนพึงได้รับแม้แต่พ่อชาวนอร์เวย์คนหนึ่งทึ่ต้องสูญเสียลูกชายของเขาไปจากเหตุสังหารหมู่บนเกาะแห่งหนึ่งก็ยังไม่มีความรู้สึกที่อยากจะรุมประชาทัณฑ์หรืออยากจะฆ่าเจ้าฆาตกรมันให้ตายเขารู้สึกว่าฆาตกรคนนั้นควรได้รับบทลงโทษเหมือนนักโทษคนอื่นๆหากที่นี่ไม่มีโทษประหารชีวิต เขาก็ไม่สมควรจะต้องตายเขาไม่มีสิทธิที่จะไปตัดสินว่าฆาตกรคนนี้สมควรตายโทษสูงสุดในนอร์เวย์ก็เลยเป็นจำคุกนาน21 ปีขอนับถือหัวใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยการให้อภัยของชาวนอร์เวย์เลยจริงๆ

-ความเท่าเทียมของสตรีในสังคม-

ที่ตูนีเซียซึ่งถือเป็นประเทศชาวอิสลามที่มีประวัติการต่อสู้เพื่อสิทธิสตรีมาอย่างดุเดือดจนสามารถออกกฎหมายคุ้มครองสตรีได้สำเร็จที่นี่ผู้หญิงจะได้รับการดูแลรักษาสุขภาพฟรี รวมถึงการทำแท้งด้วยผู้หญิงมีความเป็นมนุษย์เช่นเดียวกับเพศชายนั่นคือความคิดที่แสนแตกต่างกับวัฒนธรรมของตูนีเซียในอดีตแต่สตรีนับพันคนก็ทำให้มันกลายมาเป็นความจริงได้จนถึงทุกวันนี้ รวมไปถึงไอซ์แลนด์เองก็เช่นกันสตรีไอซ์แลนด์ต้องต่อสู้กับกฎหมายกระทั่งสามารถมีนายกหญิงคนแรกของโลกได้และตามบริษัทหรือองกรค์ต่างๆ ก็ต้องมีหลัก 40 : 60 นั่นคืออัตราเพศในสถานที่ทำงานชาวไอซ์แลนด์เชื่อว่าด้วยความอ่อนโยน เข้มแข็ง ฉลาด อดทนและจิตใจที่นึกถึงผู้อื่นของสตรี เป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจและเกือบทุกระบบในประเทศหากมีผู้หญิงประกอบอยู่ด้วยนั้น กิจการต่างๆ ล้วนแล้วแต่ดำเนินไปได้ราบรื่นอย่างเช่นวิกฤตเศรษฐกิจในช่วงหนึ่งของไอซ์แลนด์ที่แย่จนธนาคารต่างๆ ต้องดิ่งลงเหวเหลือที่อยู่รอดเพียงเจ้าเดียวเท่านั้น ซึ่งก็คือธนาคารที่มีผู้หญิงสองคนเป็นผู้ก่อตั้งหญิงสาวระดับผู้บริหารคนหนึ่งตั้งคำถามว่าคนอเมริกันกลับบ้านไปโดยที่ไม่รู้สึกอะไรเลยได้อย่างไรในขณะที่ยังมีคนอีกมากมายที่ต้องอดยากมีปัญหาอีกมากมายที่ยังไม่ถูกแก้ไข นั่นเพราะคุณไม่เคยรักใครนอกจากตัวเองอะไรที่ทำให้คุณมีความสุข คุณจะกอบโกยและหาหนทาง แต่อะไรก็ตามที่เพื่อคนอื่นๆคุณจะไม่ยอมเสียผลประโยชน์เลยแม้แต่นิดเดียว

#COMMENT
 
ดูหนังเรื่องนี้แล้วชักรู้สึกสับสนว่าธงที่ไมเคิลเอาไปปักตามประเทศต่างๆก่อนจะเอ่ยปากกับเจ้าของสถานที่นั้นๆ ว่า ผมขอขโมยไอเดียคุณกลับไปอเมริกาตกลงเป็นธงลายทางมีดาวมากมายที่มุมซ้ายหรือเป็นธงสามสีห้าแถบกันแน่ประเด็นที่ไมเคิลกลั่นออกมาแล้วเอาไปเปรียบเทียบกับบ้านเกิดตัวเองนี่มันเหมือนกับประเทศแถวๆนี้เสียเหลือเกิน

1. เคยคิดมั้ยว่า เราจะทำงานกันมากมายไปทำไมเพื่อผลผลิตที่มากขึ้นแต่คุณภาพที่ต่ำเตี้ยเลี่ยดินลงอย่างนั้นหรือทุกวันนี้เราตื่นเช้ามาเพื่อไปทำงานด้วยความรู้สึกสดชื่นเหมือนเช้าวันแดดอ่อนที่มีลมพัดผ่านเข้ามาทางบานหน้าต่างพร้อมกับได้ยินเสียงคลื่นทะเลหรือเปล่าเรากำลังทำงานเพื่อหาเงินมาใช้หนี้ ส่งลูกเรียนหนังสือ เลี้ยงดูพ่อแม่และสุดท้ายรักษาตัวเองตอนปั้นปลายชีวิตหรืออย่างไรเราไม่ได้กำลังพูดถึงการหาทางออกโดยการเป็นคนรวยที่สุดเพื่อปลดแอ้กชีวิตตัวเองแล้วเขียนหนังสือประเภทลาออกแล้วรวยหรือรวยก่อนลาออกแต่เราอยากจะแสดงมุมมองถึงผู้ประกอบการว่าถ้าคุณคิดว่าคุณอยากจะไปทะเลช่วงหน้าร้อนที่ภูเก็ตหรือขึ้นภูเขาไฟฟูจิที่ญี่ปุ่นมากแค่ไหนพนักงานของคุณก็อยากทำอย่างนั้นไม่ต่างกันวันนี้คุณอาจจะยังมองไม่เห็นประโยชน์ของสวัสดิการที่ว่าแต่ถ้าวันหนึ่งคุณได้เห็นหน้าตาที่สดใสของพนักงานที่เต็มใจจะมาทำงานให้คุณอย่างเต็มที่วันนั้นแหละที่คุณจะได้ยืนมองดูความเติบโตอย่างก้าวกระโดดของบริษัท

2. การศึกษาเป็นเรื่องที่สำคัญและถือเป็นพื้นฐานของการขับเคลื่อนสังคมลองคิดดูสิว่าปัญหาต่างๆ นั้นเกิดจากอะไร การแบ่งชนชั้น การเเก่งแย่งชิงดีกันการใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เกิดจากการเก็บเล็กผสมน้อยของสังคมในห้องเรียน เด็กคนหนึ่งควรจะได้รับสิ่งดีๆเพื่อที่จะได้เติบโตมาเป็นคนที่รักคนรอบข้างและมีจิตใจที่จะมองเห็นสิทธิมนุษยชนของคนในสังคมบ้านเรามีเรื่องแปลกมากมายเกี่ยวกับการศึกษาไม่ว่าจะเป็นการเรียนประวัติศาสตร์ในแง่ที่ว่าเราเป็นผู้ถูกกระทำและต้องเป็นผู้ชนะเท่านั้นไม่เคยสอนเลยว่าบรรพบุรุษของเราเคยทำร้ายใคร เคยรุกรานใคร เคยมีข้อเสียอย่างไรหรือเราภูมิใจในความเป็นชาติที่ไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นจนยิ่งทนงค์ไปแล้วว่าข้านี่เจ๋งที่สุดในซอยนี้เพื่อนบ้านประเทศไหนๆ เขาก็ไม่รอดเหมือนเรา ต่างก็ตกเป็นเมืองขึ้นชาวตะวันตกไปหมดเราเลยไม่มี Mind set ของความเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกันถ้าอยากรู้ว่าความยิ่งทนงค์นี้ได้แต่ใดมา ดูเรื่องนี้แล้วอาจจะคลายสงสัยไปบ้างเรามองข้ามความสำคัญของการศึกษาและตบหน้าระบบการศึกษา 12 ปีในรั้วโรงเรียนด้วยข้อสอบที่ผิดแล้วผิดเล่า เราสร้างความเชื่อจนมันกลายเป็นความจริงที่ว่าบ้านเมืองเรานั้นวัดคนจากมหาวิทยาลัยที่เรียนเป็นเรื่องที่น่าเศร้าที่คนคนเก่งแต่ไม่รวยกับคนรวยแต่ไม่เก่งแทบจะไม่มีโอกาสที่จะได้โคจรมาเป็นเพื่อนกันได้เลยในสังคมของเรา

3. บนพื้นฐานที่เคารพสิทธิเสรีภาพของทุกคนในสังคม ทำให้ทุกกฎหมายที่ออกมานั้นมีไว้เพื่อการปกป้องผลประโยชน์และการดำรงไว้ซึ่งความราบรื่นของสังคมจึงไม่แปลกที่นอเวย์จะมีคุกที่มีความเป็นอยู่ที่ดี ไม่มีโทษประหารและไม่จับคนเสพยาในโปรตุเกสเราอาจจะมองว่านี่คือการผ่อนปรนและมองข้ามความผิดชอบชั่วดีความผิดชอบชั่วดีที่มีพื้นฐานบนความเครียดแค้น ปราศจากจิตใจที่ให้อภัยและการมองข้ามการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ จะมีประโยชน์และสร้างสังคมที่ดีได้อย่างไรถ้าหากเราจะยกเลิกโทษประหารต่อนักโทษฆาตกรต่อเนื่อง นักโทษข่มขื่นแล้วฆ่านักโทษฉ้อโกง นักโทษจอมบิด หรือนักโทษใดๆ ก็ตามเราต้องเลิกระดมพลกันเพื่อต้องการลงโทษคนเหล่านี้ให้สาสมแต่เราควรจะตั้งคำถามที่ว่า เพราะอะไรกัน ทำให้คนเล่านั้นเท่าผิดได้ขนาดนี้ปัญหาการศึกษา ปัญหาการเงิน ปัญหาครอบครัว ปัญหาทรัพยากร ปัญหาประชากรล้นเมืองปัญหาการเมือง ปัญหาการเลื่อมล้ำทางสังคมหรือแม้แต่ปัญหาเล็กจิ๋วอย่างการขาดแคลนอาหาร เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยที่จะเปิดโอกาสให้คนอื่นๆในสังคมทำผิดอย่างเช่นนี้ได้อีก จุดนี้ต่างหากที่เราควรจะร่วมมือกันเข้าไปแก้ไขไม่ใช่การรุมประชาทัณฑ์คนร้ายเป็นรายๆทุกวันนี้เราเสียลิงไปกี่ตัวกับการเชือดให้ไก่ที่ไม่แม้แต่จะเหลียวมองปัญหาเหล่านี้อาจฟังดูเป็นเรื่องราวใหญ่โตแต่ความลับของมันก็คือการเริ่มจากจุดเล็กๆ อย่างเช่นตัวคุณรู้จักตัวเองให้มากที่สุด ให้เกียรติซึ่งกันและกัน รักคนอื่นให้มากขึ้น

4. การถ่ายทอดครั้งนี้ของไมเคิลค่อนข้างตรงไปตรงมาจิกกัดไอเดียดีๆของยูโรเปี่ยนประเทศกับบ้านเกิดตัวเองได้เป็นฉากต่อฉาก แถมยังเลือกตัดสลับกันซะเห็นภาพเสียเหลือเกินคุณอาจคิดว่าถ้าบรรดาคนใหญ่คนโตของอเมริกาได้ดูเรื่องนี้คงจะจุกอกอยู่ไม่น้อยแต่ไม่เลย ไอเดียดีๆชีวิตที่ดีของประเทศเหล่านี้ที่ไมเคิลสร้างกิมมิกว่าจะไปยึดขโมยมาเพื่อพัฒนาประเทศนั้นล้วนแล้วแต่มาจากไอเดียของบ้านเกิด สหรัฐอเมริกา ทั้งนั้น!! คนที่จุกหน่ะไม่ใช่พวกที่นั่งอยู่ในธรรมเนียบหรอก แต่เป็นอีตาไมเคิลเองนี่แหละเป็นตลกซ้อนตลกที่ขำลึกเชือดแรงทีเดียวแน่นอนว่าไอเดียของแต่ละประเทศที่นำเสนอนั้นล้วนแล้วแต่เป็นข้อดีที่ชวนฝันซึ่งด้านไม่ดีก็ยังมีอีกมาก แต่สำหรับหัวขโมยระดับพระกาฬย่อมต้องเลือกแต่เพชรน้ำงามเท่านั้นสารคดีเรื่องนี้จึงน้ำเสนอการเก็บเกี่ยวดอกไม้ไม่ใช่การเด็ดวัชพืช

5. เราได้อะไรจากหนังเรื่องนี้น่ะหรอ? เราได้คำถามที่ว่าทำไมมนุษย์ออฟฟิศในยุคสมัยนี้อย่างเราถึงต้องมานิ้วสั่น สมองสับสนอยู่หน้าชั้นหนังสือที่สร้างความลังเลให้กับชีวิตระหว่าง "ลาออกแล้วรวย"กับ "รวยโดยไม่ต้องลาออก" แล้วตกลงเราอยากลาออก หรือ เราอยากรวยกันแน่ไลฟ์สไตล์กับชีวิตการทำงานมันกลายเป็นเส้นขนานที่ยากจะมาบรรจบกันเราจึงมีสำนวนยอดฮิตที่มักจะเปรียบเทียบชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์กับ 'ชีวิตจริง' มาให้ได้ขบขันกันอยู่เสมอ ทำไมเราถึงต้องดิ้นรนโหยหาชีวิตที่มั่งคั่งถึงขนาดนั้นทำไมเราถึงจะมีความสุขกับชีวิตในแบบมนุษย์เงินเดือนธรรมดาๆ ไม่ได้หรือเพราะปัจจุบันเราเข้าถึงเรื่องราวของคนอื่นมากเกินไปเราเห็นผู้คนมากมายออกเดินทางไปสถานที่ต่างๆ ไปร้านอาหารอร่อยๆเข้าครอสเสริมความงาม ซื้อสิ้นค้นแบรนด์แนม ทุกคนที่ออน์ไลน์ล้วนแล้วแต่เป็น Perfect one สิ่งเหล่านี้หรือเปล่าที่หล่อหลอมให้เราต้องการต้องได้ ต้องมี อย่างคนอื่นๆและกระบวนการทางจิตวิทยานี้ก็ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ในวงกว้าง เพราะฉะนั้นถ้าคุณอยากจะอยู่รอดในสังคมนี้คุณต้องเป็นสายแข็ง คุณต้องค้นหาความต้องการของชีวิตคุณเองให้เจอ อย่าไปเออออกับชีวิตของใครแล้วมโนว่าฉันอยากจะเป็นอย่างเขาถ้าจริงๆ แล้วคุณไม่ได้อยากเป็นอย่างนั้นจงใช้ชีวิตอย่างมีความสุขเพื่อตัวคุณเองและคนรอบข้างไม่ใช่เพื่อโพสต์ลงโซเชียลเน็ตเวิร์กแล้วนั่งรอดูยอดไลค์

ถึงแม้จะเป็นสารคดีที่ค่อนข้างยาวแต่ก็เป็นหนังที่ดูง่าย เข้าใจง่าย เมื่อคุณได้รู้หนึ่งเรื่องที่เจ๋ง คุณก็จะอยากรู้เรื่องต่อไปที่เจ๋งกว่า ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่เปิดรับอะไรใหม่ๆ มีใจที่เปิดกว้างและต้องการทำให้โลกใบนี้น่าอยู่ แนะนำให้ดูเรื่องนี้ และหากหลังจากดูจบแล้วคุณรู้สึกเหมือนตัวเองเปลี่ยนไป คันไม้คันมืออยากจะไปขโมยไอเดียดีๆ ที่ไหนสักที่ในโลกใบนี้เพื่อกลับมาทำให้อะไรๆ ให้มันดีขึ้น ก็ลงมือเลย อย่าให้เวลาฆ่าความคิดดีๆ ของเราไปอย่างเปล่าประโยชน์
You're just saying that cause the camera's on.
No. 
 

SHARE
Writer
MOSCHAN
Euphorian
I just write things from mind.

Comments