จริงเหรอที่เราเกิดมาเพื่อกิน อยู่ สืบพันธุ์ แล้วตายจากไป
จบมาแล้วจะเรียนต่อไหม
จบมาแล้วจะทำงานอะไร

ปทัสถาน หรือ บรรทัดฐานทางสังคม ที่คนในสังคมที่ "คน" ส่วนใหญ่ยึดถือเป็นแนวทางปฏิบัติ
มันตอบโจทย์ชีวิตของคนทุกคนได้มากน้อยขนาดไหนกันนะ?

เคยรู้สึกเจ็บปวดไหม เวลาใครสักคนถามว่า โตขึ้นอยากเป็นอะไร วางเป้าหมายอะไรไว้ในชีวิต
เจ็บแบบไม่รู้ว่าคำตอบคืออะไร เจ็บเพราะไม่รู้ว่าใช่คำตอบที่ควรพูดไปไหม
เจ็บทั้งๆที่ยังไม่ได้ออกแรงทำอะไรเลยด้วยซ้ำ

แล้วตามมาด้วยจุก จุกที่ทำไมต้องถูกมองแบบสายตาดูแคลน บ้างมองแบบติดตลก 
จุกด้วยคำถามที่ฟังแล้วบางทีก็ไม่รู้จะตอบออกไปยังไงดี จุกแบบไม่รู้ว่าคำตอบนี่ใช่เรื่องควรพูดไหม

อยู่มาได้ยังไงไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร
เรียนมากี่ปีไม่รู้เลยอ่อ ว่าตัวเองอยากทำอะไร
ไม่มีความฝันเหรอ

.......นั่นน่ะสิ อยู่มาได้ยังไง........

ถ้าพูดจากใจให้หยาบคือ "ทั้งจุกทั้งเจ็บเหี้ยๆ"
คำถามข้างต้นพวกนั้น คิดเหรอว่า มันเป็นครั้งแรกที่เราเคยได้ยิน 
เคยเหรอว่ามันเราเองไม่ตั้งคำถามนี้กับตัวเอง 
คิดเหรอว่าเราจะไม่อยากหาคำตอบหรือตอบคำถามด้วยตัวเองให้ได้สักที

การศึกษาในระบบมานานหลายสิบปีของคนๆนึง ที่ไม่สามารถตอบคำถามเหล่านั้นได้เลย
ใบปริญญาที่ได้รับ ก็ดีใจนะที่ได้มา ครอบครัว ครูอาจารย์ท่านส่งเราถึงขอบฝั่งแล้ว 
แต่ใบปริญญาไม่สามารถการันตีชีวิตข้างหน้าได้เลยว่าชีวิตจะอยู่หรือเป็นไปในทิศทางไหน 
แบบนี้เรียกได้ว่าสำเร็จการศึกษา แต่ล้มเหลวในทางปฏิบัติไหม?

หลายครั้งนึกอิจฉา คนที่เขาค้นพบว่าตัวเองชอบอะไร มีความถนัด มีพรสวรรค์ในด้านไหน มีเป้าหมายยังไง
พอตัดภาพมาที่เรายืนยิ้มแห้งๆอยู่หน้ากระจก ต่อให้ทำหน้าตลกยังดูไม่จืดเลย มันไมมีราศี ไม่มีออร่า ไม่มีพลัง แม้ฉากหน้าจะสามารถหัวเราะ ยิ้มแย้ม ดูร่าเริ่งแจ่มใส พูดคุย  ไม่หวั่นการอยู่ในสังคมผู้คนจอแจ

แต่ไม่เคยหยุดความสงสัยในตัวเองได้เลย พลังนั้นมันหายไปไหน
มันแย่มากเลยนะ เหมือนกับวันที่ฝนตกหนักฟ้าร้องโครมคราม แล้วเรายืนหาแท๊กซี่กลับบ้านโดยไม่มีร่ม ไม่มีที่หลบฝน 

พอจะไปสมัครงาน บริษัทเหล่านี้ก็ไม่ต่างจากแท๊กซี่ในวันฝนตก
ไม่ค่อยมีใครอยากคนที่ที่ยืนตากฝนจนตัวเปียกขึ้นรถสักคัน คนที่ดูไม่มีพลัง ไม่ราศี ไม่มีอาร่า ไม่มีจุดมุ่งหมาย ก็คงไม่มีใครอยากจอดรับ

แล้วมันจะเลวร้ายกว่านี้ไหม ถ้าเรายอมเดินแบบที่
เอาว่ะ เราจะอยู่โดยใช้ชีวิต ช่างแม่ง ช่างมัน ช่างเหอะ
หรือเราจะเกิดมา เพื่อ กิน อยู่ สืบพันธุ์ แล้วตายจากไป

หากมองภาพรวมใหญ่ๆของชีวิตมันคือ "ใช่แหละ"
เราเกิดมา เพื่อกิน อยู่ สืบพันธุ์ แล้วตายจากไป
แต่ถ้าลองซอยปลีกย่อยออกมา เราจะพบอีกหลายบทบาทหน้าที่ ความต้องการ ความจำเป็น
มากกว่าการกิน อยู่(ดำรงชีวิต) สืบพันธุ์(มีครอบครัว) แล้วตายจากไป
ระหว่างทางเหล่านี้ เราค่อยๆเติบโต เรียนรู้และออกแบบเส้นทางชีวิตกันไป 
การเรียนรู้ที่ไม่สิ้นสุดไม่ใช่คงไม่ใช่แค่ ความสำเร็จในระดับชั้นการศึกษา หรือใบปริญญา
แต่กลับเป็นการเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตในสังคม อยู่ได้อย่างมีความสุขและรับมือกับเรื่องราวที่พบเจอในแต่ละช่วงเวลา

การศึกษาในห้องเรียนอาจเป็นใบเปิดทาง หนังสือเดินทาง ไอเทมประจำตัว แต่ไม่ใช่สิ่งวัดผลความสำเร็จในชีวิตเสมอไป การเรียนรู้ที่ไม่สิ้นสุด คือ การเรียนรู้และเผชิญสิ่งต่างๆด้วยตัวเอง

เพราะเราทุกคนล้วนมีความเป็นปักเจกบุคคล บรรทัดฐานชีวิตที่คนในสังคมยึดถือปฏิบัติ
จะสามารถตอบโจทย์ ตอบคำถามในชีวิตของแต่ละคนนั้นได้ขนาดไหน ก็คงแล้วแต่บุคคลจริงๆ

ในวันที่พลังใจลดลง ลดลงต่ำที่สุด
รีบช่วยกันฉุดคนเหล่านี้ขึ้นมาได้ไหม หรือถ้าใครรู้ตัวเองว่ากำลังเป็นแบบนี้ รีบดึงสติกลับมาอีกครั้งเถอะนะ 

มีคำกล่าวนึงเคยบอกว่า "ปลามันจะว่ายน้ำเก่ง ต่อเมื่อมันอยู่ในน้ำ
แต่ถ้าคุณตัดสินความเก่งโดยให้มันปีนต้นไม้ มันจะตายไปพร้อมกับความเชื่อที่ว่า ตัวมันไม่มีอะไรดีสักอย่าง” 

แม้วันนี้ เราอาจจะยังไม่พบคำตอบว่า เป้าหมายชีวิตคืออะไร 
แต่เราขอได้ไหม ขอลองใช้โอกาส เรียนรู้ชีวิตกันไป 
อย่าเพิ่งตัดสินคนที่ไม่มีเป้าหมายอะไรว่าอ่อนหัด ว่าล้มเหลว
อย่าให้ประโยคเหล่านี้ ตัดสินว่า เขาไม่มีอะไรดีในชีวิต
ช่วยรับฟัง หรือส่งกำลังใจ คอยรอดูเราใช้ชีวิตไปด้วยกันนะ

เพราะกำลังใจ <3
คือ พลังวิเศษที่หล่อเลี้ยงหัวใจคนเราได้มากมาย 
เรามาช่วยกันอวยพร ช่วยกันสนับสนุนให้เขาเหล่านี้ เรียนรู้ชีวิต ใช้ชีวิต และค้นพบเป้าหมายในชีวิตกันเถอะนะ

สักวันนึง การใช้ชีวิตจะให้คำตอบแก่ชีวิตของเขาเอง ไม่ช้าก็เร็ว
ยิ้มหวานๆให้กันสักครั้ง เติมพลังชีวิตทั้งตัวเราและใครคนนั้น 

วันนี้เราอาจจะปล่อยให้ตัวเองตากฝน วันหน้าเราคงต้องพกร่มหรือเสื้อกันฝนสักตัว
วันนี้เราอาจจะไม่มีที่หลบฝน วันหน้าเราอาจจะรู้ว่าควรแก้ปัญหานี้ยังไง
ชีวิตนี้ไม่มีใครไม่เคยพลาด ไม่มีใครรู้ไปเสียทุกอย่าง 

พยากรณ์อากาศวันนี้บอกว่า................ ยิ้มให้กันวันละนิด จิตใจแจ่มใส :)



SHARE
Writer
Giftwasa
Dreamer
สาวใต้ ตาคม ผมยาว ติดละคร ชอบอ่านนิยาย ชอบที่สุดคือการพูด งานอดิเรกคือดูโคนัน ชีวิตประจำวันคือเป็นสาวออฟฟิศ

Comments

jicktui
4 years ago
พี่เองก็เคยเป็นเหมือนน้องค่ะ ต่างกันตรงแค่ว่าไม่มีใครมาทำให้รู้สึกกดดัน แต่ตัวเองกลับกดดันตัวเองที่ไม่รู้ว่าชอบอะไร อยากทำอะไร ด้วยความที่พี่ก็คิดเหมือนคนอื่นๆว่า คนเรามันต้องมีเป้าหมายสิ ถึงจะรู้ว่าตัวเองประสบความสำเร็จแค่ไหน เงิน, เป้าหมาย, ชื่อเสียง พวกนี้เป็นค่านิยมสำเร็จรูปที่สังคมกรอบเราไว้จนเราคิดว่ามันก็ต้องเป็นอย่างนั้น

แต่วันนึงมีคนมาบอกพี่ว่า life is a journey, enjoy it. หมายความว่า ที่จริงชีวิตเรามีอะไรกว่าแค่เป้าหมายนะ ระหว่างทางก็สำคัญ และบ่อยครั้งเรามักวิ่งไปหาเป้าหมายจนลืมทำให้ตัวเองมีความสุขระหว่างทางไป 

ใช่ค่ะ ถ้ายังไม่รู้ว่าอะไรคือเป้าหมายก็ต้องค้นหา ต้องไม่หยุดลอง ต้องกล้ามั่วๆ ลองเดินหลงทางดูบ้าง แต่ต้องไม่ให้การค้นหาตัวเองเป็นเป้าหมายของเรา เพราะไม่อย่างนั้นเราจะติดกับดักจนไม่กล้าทำอะไรสักที และการค้นหาตัวเองอาจไม่สำคัญเท่ากับการสร้างคุณลักษณะให้กับตัวเอง เพื่อเราจะได้ส่งมอบคุณลักษณะที่เราสะสมขึ้นมาเพื่อสร้างคุณค่าให้กับผู้อื่นต่อไป (แลดูมิสไทยแลนด์เวิล์ดมากเลยใช่มั้ยคะ)

พี่ว่าเรื่องการค้นหาตัวเองสำหรับบางคนเหมือนกับการทดลองของนักวิทยาศาสตร์นะคะ คือสังเกตตัวเองทดลองไปเรื่อยๆ ต้องไม่ท้อ และหมั่นให้เวลากับตัวเอง ที่สำคัญคือ สนุกกับการทดลองในแต่ละครั้งค่ะ เพราะสมมติฐานที่ตัวเราตั้งไว้ในตอนแรก เช่นว่าเราคงจะชอบอาชีพนี้ๆ อาจจะไม่เป็นจริง จนกระทั่งเราได้ลงมือทำ และเมื่อพบว่าสิ่งนี้ไม่ใช่ เราก็ค้นพบตัวเองหนึ่งอย่างแล้วว่าเราไม่ได้เป็นแบบนี้ 

enjoy the journey นะคะ พี่หวังใจว่าน้องคงจะพบความสุขระหว่างทางที่น้องใช้ชีวิตอยู่ในโลก มั่นใจค่ะ เรามีดีกว่าที่เราคิดว่าเราจะมีได้ด้วยซ้ำไป เอาใจช่วยนะคะ
Reply
Giftwasa
4 years ago
ขอบคุณพี่มากนะคะ จริงๆก่อนหน้านี้ ยอมรับว่าไม่ค่อยมีความสุขเท่าไหร่ ทั้งที่แทบไม่ได้ออกแรงอะไร กิน นอน ดูทีวี เล่นเน็ตแล้ว ก็หางานทำไปเรื่อยๆ แต่ก็รู้สึกว่าเหมือนตัวเองลอยไปลอยมาอยู่ไปวันๆ ไม่มีประโยชน์ ตอนเริ่มเปิดใจกับที่บ้านแรกเรื่องการหางานทำให้ช่วงเดือนแรก ท้อมากเลยค่ะ ยิ่งพอมีคนถามเยอะๆ แล้วเราตอบไม่ได้ว่าอนาคตเราจะเอายังไง รายได้เท่าไหร่ ทำงานที่ไหน และนานาคำถาม

แบบมีแพลนในใจบ้างแล้วค่ะ แต่มันยังไม่เป็นรูปเป็นร่างแน่นอน พอบอกว่ายังไม่รู้เป้าหมาย แต่อยากลองทำอันนู้นอันนี้ไปก่อน กลายเป็นคนอื่นคิดว่าเราโลเล อยู่มาได้ยังไงไม่มีเป้าหมาย เหมือนถูกบีบคั้นทางอารมณ์ ทุกคนถามหาแต่ปลายทาง ชี้แต่ปลายทาง แต่ระหว่างแทบไม่มีใครพูดถึง 

หลายคนว่าอันนี้ อันโน้นดี ก็พยายามฟังและเปิดรับทุกอย่าง เพราะโลกหลังเรียนของน้อง ถือว่าใหม่มากจริงๆที่จะรับมือ รู้สึกตัวเองเป้นเหมือนใบไผ่ เอนลู่ลมไปซ้ายที ขวาที คนนี้ว่านี้ก็ไปทางนี้ คนนี้ว่าอื่นก็ตามเขาไปอีกอย่าง ข้อดีของการเป็นแบบใบไผ่คงเป็นเราพยายามปรับตัวอยู่กับอะไรก็ได้ แต่ข้อเสียของมัน คือเราไม่เคยรู้สึกเป็นตัวเองเลยค่ะ

ขอบคุณพี่มากนะคะ สำหรับกำลังใจและคำแนะนำ น้องจะเรียนรู้ชีวิตระหว่างทางให้มีความสุขค่ะ ตอนนี้แม้จะไม่รู้ว่าปลายทางจะเป็นยังไง อะไรที่เรียกว่าความสำเร็จ แต่ก็พยายามค้นหาเส้นทาง วิธีการเดินไปข้างหน้าต่ออยู่ดี เหมือนเหตุการณ์ตอนนั้นทำให้รู้ว่า เราจะเอาทุกคำพูด ทุกการกระทำมากดดนชีวิตเราทำไม เปลี่ยนเป็นหยิบสิ่งดีๆเลือกรับดีกว่าค่ะ อย่างน้อยก็มีความสุขขึ้นกว่าแตเก่า

ชอบประโยคนี้จังเลยค่ะ life is a journey, enjoy it.


24Hphobia7
4 years ago
จบมาเกือบสามปีแล้วฮะ จาก ม.ดังย่านบางแสน(ข่าวชอบลงแบบนี้ เหมือนไม่มีใครรู้หรอกว่าจากม.ไหน 5555) ตอนนี้ก็ยังลอยไปลอยมา แต่มีความสุขดี สมัครงานบ้างตามความต้องการของผู้ใหญ่ กดดันบ้างเวลาเค้าถามเรื่องงาน แต่ด้วยความที่เรารู้ว่าเราต้องการอะไรในชีวิต เราเลยมองผ่านเรื่องพวกนี้ ตอนนี้แค่เราได้ช่วยงานพ่อแม่ พวกงานบ้าน หาเงินใช้เองไม่ต้องขอใครเราก็พอใจแล้ว เพราะเราคิดว่า การใช้ชีวิตง่ายๆพอมีพอกิน ไม่ต้องสะสมอะไรไว้มาก แต่มีเวลาเหลือเฟือได้อยู่กับครอบครัวทุกๆวัน มีเวลาทำในสิ่งที่อยากทำ มีเวลาให้ความคิดตกตะกอน โอเคกว่าการขวนขวายหางาน ในเมืองใหญ่ ค่าใช้จ่ายเยอะ เหลือเก็บเดือนละไม่กี่พัน กับเวลาที่ไม่เหลือให้ใครแม้แต่ตัวเองได้ใช้เลย เราว่าแบบนั้นมันไม่โอเค จริงๆเราอยากทำหลายอย่างมาก เริ่มไปบ้างแล้ว แต่ก็ยังไม่เป็นรูปเป็นร่างสักอย่าง แต่ว่าอย่างน้อยก็ได้เริ่มได้ลงมือทำ วันหน้าก็ทำต่อไป ไปเรื่อยๆ จนกว่ามันจะผลิดอกออกผล 😊
ใช้ชีวิตแบบนี้เหมือนจะชิลด์ๆแต่ว่าจริงๆแล้วต้องเข้มงวดกับตัวเองมากนิดนึงคับ ไม่งั้นจะเหลวไหลเพราะไม่มีระบบอะไรมากระตุ้นเรา เราต้องกระตุ้นตัวเอง อย่าเข้าข้างตัวเองมาก ขอให้สิ่งที่ฝันไว้สำเร็จนะคับ เป็นกำลังใจให้คับผม😊
Reply
Giftwasa
4 years ago
ดีใจจัง มอเดียวกันเลยค่ะ อันนี้จบหมาดๆ พรุ่งนี้จะไปมอไปเอาใบจบอย่างเป็นทางการกับเขาเสียที เพื่อนในรุ่นส่วนใหญ่จบกัน 3ปีครึ่ง แต่นี่เป็นพวกส่วนน้อยค่ะเลยจบทีหลังค่ะ จบ4ปี ^^

ยังไม่มีจุดมุ่งหมายปลายทางเลยค่ะ เขาชอบใช้คำเรียกว่า เดินแตะฝุ่น นี่ก็กำลังเดินเล่นอยู่ ตอนนี้ก็ร่อนใบสมัครไปบ้าง ตามที่ผู้ใหญ่แนะนำ 
จากลูกทะเล มาเรียนมอทะเลค่ะ พอจบก็เก็บเป๋า เข้าเมืองใหญ่ ไม่รู้ว่าจะรอดไหม แต่พอเลือกแล้ว จะหันหลังกลับก็กระไรอยู่ จะว่าศักดิ์ศรีหน่อยก็อาจจะใช่ แต่ที่บ้านไม่มีสมบัติเก่า ที่ทางก็ไม่มี ไม่รู้จะทำงานอะไรจริงๆค่ะ เลยขอลองสักตั้งกับเมืองหลวง แต่ถ้าไม่ไหวยังไงก็คงต้องกลับไปบ้าน ใจจริงอยากมีร้านอะไรกับเขาสักร้าน ประสบการณ์ไม่มี ทุนไม่มี เลยคิดว่าหางานอื่นทำก่อนดีกว่า 
พอหลุดจากโลกของการเรียน ไม่มีกรอบทางเดินชีวิตเป๊ะแบบแต่ก่อน ใจแป้วเหมือนกันค่ะ แบบทำตัวไม่ถูก เหมือนแบบเรียนจบแล้วสบายใจจัง เฮ้! แบบอยากเรียนจบมาโดยตลอด แต่พอจบแล้วก็เอาไงต่อดีนะ เฮ้ย จบแล้วจริงๆเหรอ จะทำงานอะไร จะอยู่ยังไง จะมีเงินใช้ไหม วุ่นวายไปหมด 

แต่ยังไงก็ขอบคุณนะคะสำหรับกำลังใจ จะพยายามออกเดินทางไปข้างหน้าด้วยสุขกายใจที่ดี เฮ้ :D