Album Review: Radiohead – A moon shaped pool

- INTRODUCTION
 
- ตั้งแต่ The king of limbs ออกเมื่อปี 2011 ก็ไม่มีทีท่าว่าเรดิโอเฮดจะออกชุดใหม่ แฟนๆ ก็ตั้งหน้าตั้งตารอ ส่วนทางวงนอกจากจะออกทัวร์คอนเสิร์ต สมาชิกวงแต่ละคนก็ออกไปมีผลงานเดี่ยวของตัวเองบ้าง อย่างเช่น Thom Yorke หัวหน้าวง กับ Nigel Godrich โปรดิวเซอร์ประจำวง ผละออกจากวงไปทำวงดนตรีชั่วคราว Atoms for peace มีเพื่อนร่วมวงการมาร่วมแจม เช่น Flea มือเบสจาก Red Hot Chili Peppers ได้ผลงานเพลงแนวทดลองจ๋ามาหนึ่งอัลบั้มที่ชื่อว่า Amok

- หลังจากนั้น ธอมก็ปล่อยงานเดี่ยวชุดที่สอง ในชื่ออัลบั้ม Tomorrow's Modern Boxes ทำแปลกด้วยการขาย MP3 และไฟล์มิวสิควีดีโอผ่าน Bittorrent

- ช่วงเวลาเดียวกันนั้น Phillip Selway มือกลองของวงก็ไปมีอัลบั้มเดี่ยวชุดที่สองของตัวเอง ในชื่อ Weatherhouse ออกแนวลึกลับ ดาร์คโคตร

- จนกระทั่งประมาณปีที่แล้ว ที่เริ่มมีข่าวหนาหูขึ้นเรื่อยๆ เกี่ยวกับการที่เรดิโอเฮดกำลังจะมีอัลบั้มใหม่ สื่อหลายสำนักก็รายงานข่าว หลายสำนักก็เริ่มทำนายทายทักว่า เพลงในอัลบั้มชุดใหม่นั้นจะมีแนวทางแบบไหน

- (ซึ่งใครมันจะไปเดาถูก ทำเพลงแต่ละอัลบั้มแบบไม่ซ้ำทางกันขนาดนี้ เลยได้ชื่อว่าเป็นวงดนตรีอัจฉริยะไง)

- ข่าวที่หนึ่ง คือข่าวที่ว่าทางวงจะออกทัวร์คอนเสิร์ตน้อยลง เพื่อปันเวลาเข้าสตูดิโอเพื่อทำและซ้อมเพลงใหม่ๆ

- ข่าวที่สอง เรดิโอเฮดเอาเพลงใหม่ที่ไม่เคยได้ยินในอัลบั้มไหนไปเล่นในคอนเสิร์ตต่างๆ อาทิ Identikit, Present tense, Desert island disk เป็นต้น ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นที่ไม่เหมือนในอัลบั้มใหม่ รวมถึงการนำเอาเพลง True love waits ที่มีแต่เวอร์ชั่นแสดงสดมาทำใหม่

- ข่าวที่สาม หลังจากไม่มีผลงานใหม่ๆ ในนามของวงออกมาเนิ่นนาน เรดิโอเอดก็ทำเซอร์ไพรซ์ในวันคริสต์มาสเมื่อปีที่แล้ว โดยเผยว่าเคยได้รับการทาบทามให้ทำเพลงประกอบภาพยนตร์สายลับเจมส์บอนด์ ภาค Spectre แต่เพลงชื่อเดียวกันนั้นกลับไม่ได้ใช้ กลับไปใช้เพลง Writing in the wall ของเจ๊แซม สมิธ แทน ก็เพราะไม่ได้ใช้นี่แหละที่ทางวงเลยเอามาปล่อยให้ดาวน์โหลดเป็นของขวัญคริสต์มาส

- ข่าวที่สี่ สมาชิกทั้งห้าร่วมกันก่อตั้ง DAWN CHORUS LLP (LLP – Limited Liability Partnership) บริษัทห้างหุ้นส่วนจำกัดแบบจำกัดความรับผิดชอบ ที่มีสมาชิกทั้งห้าเป็นหุ้นส่วน ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงว่าบริษัทนี้จัดตั้งมาเพื่อ “อัลบั้มใหม่” รวมถึงการไปอัดเสียงถึงสตูดิโอไกลถึงฝรั่งเศส

- ข่าวที่ห้า สื่อออนไลน์ของเรดิโอเฮดทั้งหมดปิดทำการ โดยเฉพาะเว็บไซต์และแฟนเพจบนเฟสบุ๊ค ปิดไปได้ไม่นานมากนัก ก็กลับมาเปิดตัวพร้อมวีดีโอทีเซอร์ที่ตัดมาจากเอ็มวีเพลง (ที่คาดว่าน่าจะเป็น) ซิงเกิลแรกของอัลบั้มใหม่ สื่อออนไลน์ของวงกลับมาทำงานอีกครั้ง พร้อมทั้งการมาของสื่อออนไลน์ตัวใหม่ที่ชื่อ Instragram (เรดิโอเฮดเล่นไอจี...)

- ข่าวสุดท้าย ทางวงเปิดเผยชื่อสตูดิโออัลบั้มลำดับที่ 9 ชื่อว่า A moon shaped pool พร้อม Tracklist 11 เพลงใหม่ พร้อมประกาศวันจำหน่ายทั้งทาง ITunes ซีดี และแผ่นเสียง รวมถึงมีแบบ Special edition ประกอบไปด้วยแผ่นเสียง 12 นิ้ว 2 แผ่น ซีดี 2 แผ่นพร้อม Bonus track อีก 2 เพลง พร้อมด้วยสมุดภาพ 32 หน้า และแถมชิ้นส่วนเนื้อเทปมาสเตอร์ (Master tape – เทปสำหรับบันทึกต้นฉบับเพลง) ความยาวครึ่งนิ้ว บรรจุในสมุดภาพไว้ให้เป็นที่ระลึก

- ในวิกิพีเดีย ระบุว่าอัลบั้มนี้มีแนวเพลงคือ Art rock และ Electronic

- ส่วนตัวผมเองนั้นก็ซื้อในรูปแบบไฟล์ดิจิตอลผ่าน iTunes หลังจากได้ฟังจนครบแล้ว ความรู้สึกแรกเลยคือ “เย็นๆ ดีแฮะ” อาจจะเพราะว่าอัลบั้มนี้ไม่มีเพลงเร็ว มีแต่จังหวะกลางๆ ลงไปถึงช้า ต่างจากอัลบั้มที่แล้ว The king of limbs ที่มีเพลงเร็วมากกว่าเพลงช้า รวมถึงการเพิ่มเติมของซาวนด์อิเล็กทรอนิกส์ ทั้งซินธิไซเซอร์ กลองไฟฟ้า เปียโน และดรัมแมชชีน ต่างจาก The king of limbs ที่เน้นเครื่องดนตรีจริงๆ แบบเพียวๆ มากกว่า ส่วนที่ Beyond ไปอีกคือความแกรนด์ของเครื่องดนตรีคลาสสิค และในบางเพลงก็มี Choir (ประสานเสียง) จาก London Contemporary Orchestra and Choir ที่ผสมผสานอย่างที่ไม่เคยมีในอัลบั้มก่อนๆ มาเพิ่มความแกรนด์ขึ้นไปอีกขั้น ทำให้อัลบั้มนี้เป็นอัลบั้มที่ Beyond ไปไกลเกินกว่าที่จินตนาการของคนฟังจะหยั่งถึง

- Tracklist หรือการเรียงลำดับเพลงทำได้ค่อนข้างดี มีจังหวะเร็วสลับช้า ซึ่งทำได้ลื่นไหลดีทั้งอัลบั้ม ซึ่งน่าจะเป็นเรื่องบังเอิญ เพราะลำดับ Tracklist ของอัลบั้มนี้ ไม่ได้เรียงตามใจ แต่เรียงตามลำดับตัวอักษร

-TRACK-BY-TRACK

Burn the Witch 
 
- ซิงเกิลแรกของอัลบั้มที่เปิดตัวพร้อมทีเซอร์สั้นๆ ในไอจีที่น่ารักผิดความคาดหมาย แต่พอไปดูเอ็มวีที่เป็น Stop motion แบบเต็มๆ กำกับโดย Chris Hopewell ที่เคยกำกับเอ็มวี There There มาแล้วจะพบว่า นี่แหละเรดิโอเฮด!

- เพลงนี้มีประวัติสืบไปได้ถึงอัลบั้ม Kid A และลากยาวมาถึง In rainbows แต่ก็ถูกปัดออกทุกครั้ง

- ทั้งเพลงประกอบไปด้วยเสียงไวโอลินและกลองไฟฟ้าที่นำมาเป็นพระเอก กระแทกกระทั้นเป็นจังหวะที่ผสมผสานกลิ่นอายกอธิคเล็กๆ น้อยๆ ผสานเสียงร้องของธอมที่โหยหวนอย่างที่แฟนๆ คุ้นหู

- ช่วงกลางเพลงเสียงกลองไฟฟ้ามีแอบลักจังหวะเป็นโพรเกรสซีฟนิดๆ ทำให้เพลงนี้เต็มไปด้วยความหลอนๆ เซอร์ๆ และจบด้วยจังหวะที่กระแทกกระทั้น ดิบร้าวขึ้นจนจบเพลง

- Pitchfork เว็บไซต์ข่าววงการเพลงชื่อดัง เคยตีความเนื้อเพลงนี้ว่า น่าจะสื่อถึงนัยยะการต่อต้าน Groupthink (พวกมากลากไป - กลุ่มคนส่วนใหญ่ที่มีความคิดสอดคล้องกัน ที่มีอิทธิพลกลบความคิดเห็นอื่นๆ ที่มีสมาชิกส่วนน้อยกว่า) และ Authoritarianism (ลัทธิอำนาจนิยม – ระเบียบทางสังคมที่คนกลุ่มเล็กๆ มี่อำนาจเหนือคนส่วนใหญ่ - ก็อำนาจแบบเผด็จการที่เราคนไทยคุ้นเคยนั่นแหละ...)

- ขนาดนั้น...
Burn the witch
Burn the witch
We know where you live

- Burn the witch -

 Daydreaming

- ซิงเกิลที่สองของอัลบั้มนี้ นอกจากจะได้พี่ธอมมาเล่นเองแล้ว ยังได้ผู้กำกับ Paul Thomas Anderson ที่เคยกำกับหนังเรื่อง There will be blood มากำกับเอ็มวีให้ และฉายฟิล์มต้นฉบับ 35 มม. ในโรงภาพยนตร์บางโรงด้วย

- หนัง There will be blood ที่แอนเดอร์สันกำกับ มีเครดิตคนทำสกอร์ประกอบหนังเรื่องนี้คือ Jonny Greenwood มือกีตาร์เรดิโอเฮด

- เป็นบัลลาดแนว Ambient ล่องลอยบิดเบี้ยว มีเลเยอร์หลายๆ เสียงล่องลอยมาจากทุกทิศทาง เป็นเพลงที่ยาวที่สุดและเย็นเยียบที่สุดในอัลบั้ม

- ตอนท้ายเพลงมีเสียงของธอมที่ถูกรีเวอร์ส บิดและยืดเสียงคล้ายจะเป็นเสียงคำราม (หรือเสียงกรน?) มีข้อความดังนี้ “Half of my life", "I've found my love", "Every minute, half of my love” 
Dreamers
They never learn
They never learn
Beyond the point
Of no return
Of no return.

- Daydreaming - 

Decks Dark
 
- เปิดด้วยเสียงดรัมแมชชีน และเปียโน มีเสียงกรุ๊งกริ๊งเป็นเบื้องหลัง จังหวะเร่งเร้าขี้นมาจาก Daydreaming

- แล้วลากเข้าจังหวะสโลว์ร็อคพร้อมเสียง choir โหยหวน และตามด้วยเสียงกีตาร์สากๆ แต่เนิบช้า

- ชอบเสียงเบสที่รับจังหวะและช่วยเสริมตัวเพลงให้มีความ groove ได้เป็นอย่างดี

We are helpless to resist
In your darkest hour.
- Decks Dark - 

Desert Island Disk
 
- เพลงนี้ ธอมเคยเล่นแสดงสดด้วยกีตาร์โปร่งมาแล้วในคอนเสิร์ตที่ปารีส ปี 2015 ซึ่งมีเพลงที่อยู่ในฐานะ “เพลงที่ไม่ได้อยู่ในอัลบั้มไหน” 3 เพลง ซึ่งถือว่าเป็นการเล่นเพลงใน “อัลบั้มใหม่” ครั้งแรกในโลก

- ในอัลบั้มจังหวะเร็วกว่าเวอร์ชั่นแสดงสด และมีการเคาะจังหวะท่ามกลางเสียงแอมเบียนท์ที่ล่องลอยไปมา

- ช่วงกลางเพลงมีการเปลี่ยนจังหวะกลายเป็นแจ๊สที่มีเสียงกีตาร์โปร่งเป็นพระเอกนำ

Waking up, waking up from shutdown
From a thousand years of sleep
Yeah you, you know what I mean
You know what I mean

- Desert Island Disk - 

Ful Stop
 
- งานทดลองเต็มขั้น! ปกติงานเรดิโอเฮดจะไม่เชิงว่าเป็นเพลงแนวทดลอง (ยกเว้นงานเดี่ยวของพี่ธอม และวง Atoms for peace) งานเรดิโอเฮดเป็นงานที่ออกไปทางอาร์ตร็อค อัลเทอร์เนทีฟร็อคมากกว่า ถ้ามองในแง่ความที่เปลี่ยนสไตล์ไปทุกๆ อัลบั้มก็นับว่าทดลองได้ แต่ถ้าเทียบกับแนวเพลงทดลองจริงๆ ก็ไม่ได้ขนาดนั้น...อันนี้คือคิดส่วนตัวนะ

- เปิดหัวด้วยเสียงดรัมแมชชีนลูปวนจังหวะแปร่งปร่า ตามด้วยเสียงกีตาร์สะบัดเสียงร้าว และเสียงซินธิไซเซอร์ที่ทับซ้อนไปมา มีความไซคีเดลลิคที่ออกไปทางไซไฟ

- แอบมีกลิ่นอายงานเดี่ยวพี่ธอมเหมือนกันนะ

- ช่วงอินโทรยาวมากซะจนตอนแรกที่ฟังนึกว่าเพลงบรรเลง...ตกลงอัลบั้มนี้ไม่มีเพลงบรรเลงนะ

- และถือว่าเป็นเพลงเร็วที่สุดในอัลบั้มด้วย

- แต่วิธีร้องของธอมก็น่าสนใจมาก เพราะว่าเป็นเทคนิคใหม่ที่แปลกหู ไม่เคยเจอในเพลงไหนมาก่อน

- ช่วงก่อนเข้ากลางเพลงเพิ่มเสียงกลองและกีตาร์บางๆ บรรยากาศเริ่มวุ่นวายและอึมครึม มีการ Overdub เสียงร้องของธอมไว้หลายๆ แทร็คให้ซับซ้อนและเวิ้งว้าง ก่อนจะทิ้งช่วงท้ายด้วยเสียงกีตาร์ก่อนจะเฟดเอาท์ นับว่าเป็นเพลงที่ประหลาดที่สุดเพลงหนึ่งของเรดิโอเฮดก็ว่าได้ 
Why should I be good if you're not?

- Ful Stop - 

Glass Eyes
 
- เทคนิคทำเสียงบิดเบี้ยวกลับมาอีกครั้งในเพลงนี้ หลังจากโผล่มาเล็กน้อยใน Daydreaming

- พร้อมด้วยเสียงไวโอลิน เชลโลที่บรรเลงอยู่เบื้องหลัง

- เพลงนี้ค่อนข้างเรียบง่ายที่สุดในอัลบั้มแล้ว (ถ้าไม่นับ true love waits ที่เรียบง่ายกว่า) แต่แอบมีความเรดิโอเฮดอยู่เล็กๆ น้อยๆ

- แถมเพลงนี้ยังสั้นที่สุดในอัลบั้มด้วย แค่ 2:52 นาที

- เหมือนเป็นการจูนอารมณ์ให้กลับมาสู่ Daydreaming อีกครั้ง แต่ดาร์คกว่า 
Panic is coming on strong
So cold, from the inside out

- Glass Eyes -   

Identikit
 
- เพลงนี้เคยนำไปเล่นสดๆ ที่ Austin City Limits (รายการดนตรีแสดงสดในอเมริกา แนวประมาณรายการ “ดนตรีกวีศิลป์” ในไทยพีบีเอส หรือ Big Boom Box ใน Voice TV) ในปี 2012 โน่น ช่วงประมาณ The king of limbs

- ส่วนตัวผมชอบเวอร์ชั่นสดมากกว่านะ เพราะว่ามันเรียบง่าย ค่อนข้างสะอาดหู แน่นๆ ไม่ได้ล่องลอยอะไรมาก

- ส่วนเวอร์ชั่นในอัลบั้มก็ไม่ใช่ว่าไม่ดี แต่ว่ามีความทับซ้อนของแต่ละแทร็ค มีอินโทรพร้อมเสียงร้อง แต่ก็ปรากฏว่า มันเป็นแอมเบียนท์ซะงั้น จนกระทั่งแทร็คเสียงร้องจริงๆ จะโผล่มา มันเป็นความรู้สึกเก้อหน่อยๆ ทุกครั้งที่ได้ฟัง

- โดยรวมๆ ก็ถือว่าไม่ได้แย่กว่าเวอร์ชั่นสด แต่มีรายละเอียดเยอะ มีประสานเสียงพร้อมเสียงซินธ์ที่ต่างจากเวอร์ชั่นสด ส่วนตัวผมชอบเสียงซินธ์ในอัลบั้มเวอร์ชั่นมากกว่า มันมีมิติกว่า ล่องลอยกว่า เมาๆ มากกว่า

- ในเวอร์ชั่นสด จอห์นนี่ไม่ได้โชว์กีตาร์มากนัก แต่ในอัลบั้มจะได้โซโล่ปิดท้ายอย่างบ้าคลั่งจนกระทั่งเพลงจบ
When I see you messing me around
I don't want to know

- Identikit - 

The Numbers
 
- เล่นครั้งแรกในโลกในคอนเสิร์ตที่ที่ปารีส ปี 2015

- เพลงนี้เป็นเพลงโปรดเพลงหนึ่งของผมในอัลบั้ม อาจจะเพราะเป็นตัวแทนของความไซไฟที่ค่อนข้างชัดเจนที่สุดในอัลบั้ม อธิบายง่ายๆ คือ เป็นเพลงในอัลบั้มที่มีความอิเล็กทรอนิกส์มากที่สุด

- และเพลงนี้มีลายเซ็นเรดิโอเฮดค่อนข้างชัดทีเดียว ประมาณว่าเอาไปอยู่ในอัลบั้ม OK Computer ยังได้เลย

- การใส่เสียงแอมเบียนท์ ซินธิไซเซอร์กรุ๊งกริ๊ง เสียงลูปวนไปมา หลังจากนั้นเริ่มต้นด้วยเสียงกีตาร์โปร่ง เสริมด้วยดนตรีคลาสสิคกระหึ่ม และมีเสียงหัวเราะตอนท้าย ทำให้เพลงนี้เต็มไปด้วยความไซไฟที่ล่องลอย และมีความดิจิตอลพังค์ (ซะจนแอบคิดถึงหนังเรื่อง The Matrix เลย 555)

- เพลงนี้เป็นเพลงหนึ่งที่ปล่อยวีดีโอทีเซอร์ในไอจีแล้ว แต่ยังไม่ปล่อยเอ็มวีตัวเต็ม ก็ภาวนาว่าขอให้ปล่อยตัวเต็มออกมาซะที แค่เห็นทีเซอร์ก็อยากดูจะแย่แล้ว!

- เพลงนี้เคยมีชื่อเดิมว่า “Silent Spring”
We are of the earth
To her we do return
The future is inside us
It's not somewhere else

- The Numbers - 

Present Tense 
 
- เคยเล่นแสดงสดด้วยกีตาร์โปร่งมาแล้วในคอนเสิร์ตที่ปารีส ปี 2015 อยู่ใน set list เดียวกับเพลง The numbers และ Desert Island Disk

- เป็นอคูสติกง่ายๆ จังหวะกลางๆ ที่มีเสียงกลองที่ตีด้วยไม้นวมอยู่เบื้องหลังพร้อมเพอร์คัสชั่น หายไปและกลับมาช่วงท้ายเพลงจนจบ

- และนำด้วยเสียงกีตาร์ ประกอบด้วยเสียงแอมเบียนท์ที่เป็นเสียงธอมที่ใส่เอฟเฟคอยู่เบื้องหลัง overdub ไปมาจนกลายเป็นแอมเบียนท์ประหลาดๆ

- ช่วงกลางเพลงมีการแอบเปลี่ยนจังหวะด้วยเสียงกลอง ทำให้ตัวเพลงกลายเป็นอีกจังหวะหนึ่งไปเลย

- เป็นเพลงที่มีรายละเอียดเยอะมาก ซึ่งจะดีมากหากฟังเพลงนี้ด้วยเครื่องเสียงหรือหูฟังดีๆ 
I won't turn around when the penny drops
I won't stop now
I won't slack off
Or all this love
Will be in vain

- Present Tense - 

Tinker Tailor Soldier Sailor Rich Man Poor Man Beggar Man Thief 
 
- ตอนเห็นชื่อเพลงนี้ใน Tracklist ในเว็บ amoonshapedpool.com ผมอุทานขึ้นในใจว่า “ทำไมชื่อเพลงมันยาวเป็นบ้าเป็นบอขนาดนี้วะ”

- เป็นเพลงที่มีความประหลาดล้ำอีกเพลงหนึ่ง และเป็นเพลงที่ผมชอบด้วย คล้ายๆ ว่าจะหลุดมาจากยุค Kid A

- ไซไฟเหมือนเดิม ที่เพิ่มเติมคือ มีความเรดิโอเฮด

- เสียงกลองไฟฟ้าถือเป็นพระเอกหลักที่นำเด่นขึ้นมา และเสียงเปียโนที่ดัดแปลงเสียงแต่พองาม ทำให้เพลงนี้เป็นเพลงจังหวะกลางๆ ค่อนไปทางช้า ก่อนเปลี่ยนพาร์ทด้วยเสียงเปียโนทุ้มต่ำและ cymbal (เสียงฉาบ)

- เพลงนี้มีเสน่ห์ขึ้นด้วยเสียงไวโอลิน และเสียง Choir ที่โหยหวนหวีดหวิวจนกระทั่งจบเพลง ถือเป็น Climax ของเพลงนี้ (และน่าจะทั้งอัลบั้มนี้) เลยก็ว่าได้

- ท้ายเพลงลากยาวด้วยเสียงเอฟเฟคเพื่อเชื่อมต่อไปถึงเพลงสุดท้าย...
Honey, come to me before it's too late

- Tinker Tailor Soldier Sailor Rich Man Poor Man Beggar Man Thief - 

 True Love Waits 
 
- ปรากฏตัวครั้งแรกในอัลบั้มบันทึกการแสดงสด I Might Be Wrong: Live Recordings ในปี 2001 โดยไมได้ปรากฏอยู่ในอัลบั้มไหนเลย จนมาถึงอัลบั้มนี้ก็ 15 ปี หรือถ้านับไปถึงต้นกำเนิดจริงๆ ก็ตั้งแต่ปี 1994 ประมาณ 22 ปีโน่น...

- เวอร์ชั่นแสดงสดนั้นมีแต่เสียงกีตาร์โปร่งอย่างเดียว แต่เวอร์ชั่นอัลบั้มนี้เปลี่ยนเป็นเสียงเปียโน ซึ่งไม่ใช่เปียโนเพียวๆ แต่มี Overdub เสียงเปียโนอีกแทร็คเป็นเบื้องหลัง เสริมความเป็นไซไฟและเวิ้งว้าง

- ถือเป็นเพลงที่เรียบง่ายที่สุดในอัลบั้มนี้

- เสริมด้วยเสียงเบสที่ก้องกังวานในหู พร้อมกับเสียงเปียโนที่กรุ๊งกริ๊ง เปลี่ยนแปลงรูปร่างไปมาในหู ไม่มีรูปร่างที่ชัดเจน จนกระทั่งจบแบบเรียบง่าย ถือเป็นเพลงรักในแบบเรดิโอเฮดที่ฟังแล้วไม่เลี่ยน ไม่หวานจัด ไม่โรแมนติก ไม่อะไรทั้งสิ้น แต่มีมนต์ขลังที่สามารถทำให้อยากจะฟังซ้ำๆ อีกเรื่อยไป 
I'm not living, I'm just killing time
Your tiny hands, your crazy-kitten smile

- True Love Waits-  

- SUMMARY
  
- รอคอยมานานถึง 5 ปี แน่นอนว่ามันเป็นเรื่องที่น่าชื่นใจ ที่ได้ยินซาวนด์ใหม่ๆ จากวงอัจฉริยะที่ไม่มีใครคาดเดาพัฒนาการทางด้านดนตรีของพวกเขาได้ ที่น่าชื่นใจกว่าคือ พวกเขาสามารถหาทางออกใหม่ๆ ให้ตัวเองได้ ท่ามกลางวงดนตรีและเพลงที่ผุดขึ้นนับไม่ถ้วนในแต่ละวัน

- ชุดนี้ผมอยากให้จำกัดความว่าเป็น “อัลบั้มเพลงไซไฟ” เพราะมีความทันสมัย มีความแปลก แม้จะค่อนข้างลดทอนเสียงกีตาร์ไฟฟ้า เสียงกลองชุดลงไป (คล้ายๆ กับตอน Kid A) แต่ชุดนี้ก็มีเสียงซินธิไซเซอร์ กลองไฟฟ้า ดรัมแมชชีน พร้อมด้วยดนตรีคลาสสิคและการร้องประสานเสียงเข้ามาสร้างสีสันให้อัลบั้มนี้ยิ่งใหญ่และเยือกเย็น

เสมือนว่ากำลังพาผู้ฟังดำดิ่งลงไปในสระว่ายน้ำรูปดวงจันทร์

PUSH
050616 0145 


- อ้างอิง
 
www.amoonshapedpool.com 
(เว็บไซต์อย่างเป็นทางการของอัลบั้มนี้)

https://www.youtube.com/watch?v=v-G99OetoiU 
(ลิงค์ YouTube รายการ Austin city limits ที่เรดิโอเฮดไปเล่นเมื่อปี 2012 แบบเต็มๆ ใน Session นี้ วงเพลงใหม่ๆ ที่ยังไม่ได้มีการเผยแพร่ที่ไหนถึงสามเพลง เช่น The Amazing Sounds of Orgy (ยังไม่ได้เผยแพร่ที่ไหน) Staircase (เป็นซิงเกิลแยกต่างหากที่ออกหลังจาก The king of limbs) และ Identikit ที่ได้เอามาทำใหม่และบรรจุในอัลบั้มนี้แหละครับ)

http://pitchfork.com/thepitch/1140-radioheads-a-moon-shaped-pool-the-5-most-important-things-to-know/
(บทความของ pitchfork ที่ว่าด้วย 5 เรื่องที่ควรรู้เกี่ยวกับอัลบั้มนี้)

https://en.wikipedia.org/wiki/A_Moon_Shaped_Pool

https://en.wikipedia.org/wiki/Burn_the_Witch_(Radiohead_song)

https://en.wikipedia.org/wiki/Daydreaming_(Radiohead_song)

SHARE
Written in this book
MUSIQUE
Writer
PUSH
Write/Collage/Create
เขียนเรื่องเฉพาะที่ตัวเองสนใจ และบทกวี

Comments

ชอบเพลง burn the witch
มากดชอบในฐานะคนฟังวงนี้
Reply
PUSH
5 years ago
ขอบคุณครับ เป็นอีกแทร็กที่ชอบเหมือนกัน
เวลาว่าง
ผมนี่กดเลือก creep, high and dry just ฟัง
PUSH
5 years ago
ผมอาจจะฟังยุคหลังเยอะหน่อย แต่ถ้ามีโอกาสก็กลับไปฟังยุคแรกๆ เหมือนกัน