ทั้งที่อยู่ด้วยกัน ทำไมฉันจึงยังโดดเดี่ยว
หากเธอเป็นคนหนึ่งที่เคยรู้สึกสงสัย ขอให้ลองอ่านเรื่องของเราดู

หอสมุดความคิดของเราเป็นหอคอยสูงเสียดฟ้า เราคือพระเจ้าผู้มองลงมาและถ่ายทอดเรียบเรียงความคิดลงไปในหอสมุดนั้น เฝ้ามองว่าจะมีผู้ใดกล้าฝ่าฟันขึ้นมาถึงหอสมุดของเราไหม

ตำแหน่งของผู้กล้าแต่ละคนแตกต่างกัน บางคนแค่เดินทางมาถึงฐานหอคอยก็กลับล้มเลิกความคิดที่จะปีนขึ้นมา บางคนปีนขึ้นมาไม่เท่าไหร่ก็พบว่าวิธีการปีนเดียวที่เขาทำเป็นไม่ได้ทำให้เข้าใกล้หอสมุดของเรามากขึ้นแต่อย่างใด เขารับรู้เพียงเท่านั้นแล้วก็หยุดอยู่กลางคัน บางคนได้ยินเพียงส่วนหนึ่งของถ้อยความที่สลักอยู่บนหอคอยแล้วแพร่งพรายใจความส่วนนั้นออกไป ทำให้บางคนไม่อยากแม้แต่จะออกเดินทางเพียงเพราะได้ยินคำร่ำลือถึงหอคอยของเรา

ไม่มีทาง ไม่มีทางที่เราจะถ่ายทอดความคิดทุกอย่างให้ใครสักคน พร้อมทั้งรับเอาความคิดของเขาไว้ได้

แล้วเรายังต้องการสิ่งนั้นไปเพื่ออะไร

เพื่อเติมเต็มความเหงาที่แทรกตัวซ่อนอยู่ลึกลงไปในจิตใจใช่หรือเปล่า

เพื่อนร่วมห้องของเรามีนิสัยและความสนใจแตกต่างกับเราโดยสิ้นเชิง หากหยิบจับหัวข้อสนทนาขึ้นมาเมื่อไรก็ได้แต่ถามคำตอบคำเท่านั้น เราจึงไม่คิดที่จะขอร้องให้เธอลองปีนขึ้นมาข้างบนหอสมุดของเรา และไม่คิดที่จะลองฟังสารจากหอสมุดความคิดของเธอ

ทั้งที่อยู่ด้วยกัน แต่เรากลับรู้สึกโดดเดี่ยวอย่างน่าประหลาด

ถึงแม้เราจะสามารถพร่ำบอกเสียงในความคิดว่าเราอยู่คนเดียวได้ และทับถมความคิดนั้นลงไปในจิตใจชั้นแล้วชั้นเล่า แต่จิตวิญญาณก็ยังคงร่ำร้องอย่างเงียบงันอยู่ที่ก้นบึ้งที่ลึกที่สุดของหัวใจโดยที่ตัวเราไม่อาจได้ยิน

ว่าเราต้องการเพื่อน

เราเย้ยยิ้มให้กับตัวเอง ให้คำมั่นกับดวงจิตว่าไม่เป็นไร หากต้องโดดเดี่ยว ก็จะโดดเดี่ยวอย่างสง่างาม

นั่นคือตัวตนของเรา คือเอกลักษณ์ของเรา

ณ ตอนนี้เราพอใจในสิ่งที่มันเป็น แต่ก็อดตั้งคำถามไม่ได้ว่าทำไมจึงมีแต่เราที่ต้องใช้ชีวิตแบบนี้

เราผิดอะไร ?
อากาศในห้องซึ่งทวีความอบอ้าวขึ้นทุกวันกระตุ้นต่อมหงุดหงิดของเพื่อนร่วมห้องได้ผลชะงัดนัก เนื่องจากอาคารที่พวกเราพักอาศัยมีเตาผิงอยู่ที่ห้องโถงของชั้นล่างสุด ไม่ว่าจะเป็นฤดูไหน ความร้อนก็แผ่ขึ้นมาถึงห้องของพวกเราบนชั้นสองได้อย่างง่ายดาย โดยเฉพาะในช่วงที่อุณหภูมิภายนอกกำลังเพิ่มสูงขึ้นเช่นนี้

เราจึงทำเรื่องขอย้ายห้องขึ้นไปที่ชั้นบนสุด

จนถึงวันขนของ เราทั้งคู่ก็ยังก้มหน้าก้มตาเก็บข้าวของของตัวเอง ไม่มีใครปริปากส่งเสียงใด

เมื่ออยู่ในสังคม เรารู้สึกราวกับว่ามีแผ่นพลาสติกรายล้อมอยู่ทุกด้าน แต่ละแผ่นกั้นช่องตัวตนของเรากับคนรอบข้างเอาไว้

ไม่ได้แข็งแกร่งเช่นแผ่นเหล็กทึบหนา ไม่ได้เปราะบางเช่นแผ่นแก้วใส แต่เรารู้ว่าสักวันแผ่นพลาสติกนั้นก็ต้องเสื่อมสภาพ ปริหัก หรือหลอมเหลวไป จนในที่สุดแผ่นที่ปิดกั้นเรากับเพื่อนร่วมห้องก็พังทลายลง

ด้วยคำพูดของเธอที่ว่า “แล้วทำไมแกถึงไม่ลองเข้าหาคนอื่นบ้างล่ะ มันไม่จำเป็นเลยที่แกจะต้องใช้ชีวิตแบบนั้น เราอยากให้แกมองตัวเองด้วยมุมมองของผู้คนภายนอกบ้าง สภาพที่เป็นอยู่ตอนนี้เกิดจากตัวแกเองใช่ไหม มีทางปรับแก้ให้สบายขึ้นหรือเปล่า ถ้าไม่เคยลองแล้วรู้ได้ยังไงว่าทำไม่ได้ ทุกอย่างแกเป็นคนเลือกเอง

บนโลกใบนี้ ถ้าแกอยู่เฉย ๆ ไม่เข้าหาใคร ก็ไม่มีผู้ใดคิดจะลงทุนเป็นฝ่ายเริ่มเข้าหาเรา มิตรภาพต้องเริ่มต้นขึ้นจากความร่วมมือของทั้งสองฝ่ายจึงจะไปได้สวยสิ”

แล้วเราก็ได้เรียนรู้
เราโดดเดี่ยวก็เพราะความคิดที่สร้างตัวตนของเราขึ้นมานั่นเอง
 
เรารู้สึกราวกับอยู่คนเดียวบนโลก ทั้งที่เป็นเราเองที่ไม่ยอมถ่ายทอดเสียงจากหอสมุดความคิดให้ใครต่างหาก

อย่ามัวอ้างด้วยคำว่า ‘ไม่มีโอกาส’ หากมันไม่มีโอกาส เธอต้องสร้างโอกาสนั้นขึ้นมาสำหรับตัวเธอเอง

เรานึกถึงคำแนะนำที่ได้จากเพื่อนร่วมห้องขึ้นมา จึงลองเข้าไปใช้เวลาอยู่ในพื้นที่ส่วนกลางของชั้นที่ย้ายมาใหม่ดูบ้าง ทว่าสิ่งที่ได้รับคือคำทักทายตามมารยาทซึ่งเต็มไปด้วยความเกรงใจ และการทำความรู้จักเพียงผิวเผิน ไม่มีอะไรมากกว่านั้น

เรามองดูผู้คน แล้วพาลคิดว่าสังคมทั้งระบบนี้ช่างงี่เง่า

แต่เราเองที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบนั้นเล่า ก็คงงี่เง่าไม่แพ้กัน

งี่เง่าที่ยอมปล่อยตัวให้ไหลไปตามสายพานส่วนประกอบที่กำลังเคลื่อนเข้าสู่โครงสร้างของระบบนั้น งี่เง่าที่ไม่อาจหาญพอที่จะลุกขึ้นมาปฏิวัติสิ่งใด

เราเคยอยากริเริ่มสิ่งใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า แต่เมื่อเดินทางไปถึงสถานที่ที่ตามหาครั้งใด เรากลับคิดว่าเราดั้นด้นมาถึงที่นี่เพื่ออะไรกัน เพราะในความจริงเราไม่ได้อะไรกลับมาเลย

แต่ครั้งนี้มันแรงกล้ากว่าทุกครั้ง หากไม่เริ่มต้นออกเดินทางก็คงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

ในปีนั้นมีอาคารใหม่สร้างขึ้นติดกับอาคารของเรา ดังนั้นเราจึงไม่ลังเลที่จะก่อร่างโครงการสร้างสะพานง่าย ๆ เชื่อมต่อระหว่างสองอาคารขึ้นมา เพื่อให้เพื่อน ๆ ที่พักอาศัยในชั้นเดียวกันได้ลงมือทำอะไรร่วมกันสักที

ในที่สุดสะพานก็สร้างสำเร็จ

แต่ไม่บรรลุเป้าหมายเท่าที่ควร

สะพานที่พวกเราสร้างเชื่อมต่อระหว่างแต่ละห้องของสองอาคารที่อยู่ตรงกันเท่านั้น จึงกลายเป็นว่าต่างห้องก็ต่างแยกกันก่อสร้างไป โดยสะพานทั้งชั้นมีพื้นที่เกี่ยวเชื่อมกันอยู่นิดเดียว ใครไม่ได้อยากทำความรู้จักเพื่อนจากอาคารที่ติดกันก็ไม่ให้ความร่วมมือ เราที่เป็นผู้ประสานงานกับทุกคนจึงรู้สึกเหนื่อยเปล่า

ถึงแม้เราจะลองปรับตัวเข้าหาพวกเขาแล้ว แต่หากคนส่วนมากยังไม่ยอมเปิดใจ ยังไงมันก็ไปไม่รอด นั่นคือปัญหาที่เกิดขึ้น

เรารักความรู้สึกเมื่อทุกคนต่างเต็มที่กับสิ่งที่ร่วมด้วยช่วยกัน ทว่าเราไม่สามารถสัมผัสความรู้สึกนั้นได้จากสังคมนี้

หรือเราเองควรจะไป

เราเริ่มคิดจะออกตามหา แต่กลับถูกแทนที่ด้วยอีกความคิดแทบจะทันที

สังคมที่อบอุ่นขนาดนั้นมีอยู่จริงหรือ

แต่ไม่เป็นไร อย่างน้อยโครงการของเราก็ช่วยเปิดทางให้ทุกคนได้รู้จักเพื่อนใหม่จากอีกฝั่งของสะพาน

โชคดีที่ห้องฝั่งนั้นซึ่งมีหน้าต่างตรงกับเราเป็นมิตรมากและอยากทำความรู้จักพวกเราเช่นเดียวกัน เพื่อนร่วมห้องของเราค้นพบว่าเธอมีความสนใจในวงการเดียวกับเพื่อนจากฝั่งนั้น ถึงแม้พวกเธอไม่สามารถข้ามไปอยู่ในเขตของอีกฝั่งได้ด้วยสาเหตุของน้ำหนัก เธอจึงพยายามจะโน้มตัวออกไปเพื่อทำความรู้จักเพื่อนอีกฝั่งให้มากที่สุด และเพื่อนของเธอก็พยายามเอื้อมมือข้ามมาเช่นกัน

เราเองก็อยากทำความรู้จักพวกเขาให้มากขึ้น มากกว่านี้

ทว่าสิ่งที่เราคาดหวังกลับเป็นไปไม่ได้ สะพานของเราสร้างขึ้นจากวัสดุง่าย ๆ จึงไม่อาจรองรับน้ำหนักได้มากนัก หลังจากที่พวกเราใช้งานได้ไม่กี่ครั้ง สะพานที่ห้องของพวกเราก็มีรอยแตกร้าว และยังลุกลามไปถึงสะพานอื่นซึ่งเชื่อมต่อกันทั้งชั้น ในที่สุดโครงการที่พวกเราทุ่มเทกับมันก็มีอันต้องพังไป

เราเป็นผู้สร้าง และเพื่อนของเราเป็นผู้ทำลาย

โครงการนี้จบลง ล้มเหลวไม่เป็นท่า

เพื่อนที่พักร่วมชั้นต่างก็แยกย้ายไปตามทางของตนเองเหมือนที่แล้วมา ไม่มีใครสนใจพวกเราอีกต่อไป

เราคิดว่าเรื่องราวนี้ก็เหมือนกับความสัมพันธ์

หากเราเข้าใกล้กันมากเกินไป เราก็คงไม่อาจแบกรับน้ำหนักที่กดดันลงมาได้ ในที่สุดความสัมพันธ์นั้นก็ต้องแยกออก

พร้อมกับหัวใจที่แตกสลาย

เพื่อนร่วมห้องปลอบใจเรา “ไม่มีใครมัวแต่จมจ่อมอยู่กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วหรอก ถ้าจะมีก็แกคนเดียวนั่นแหละที่คิดมากกับเรื่องพวกนั้น เริ่มต้นใหม่ตอนนี้ก็ไม่มีใครว่าหรอกนะ จะพร้อมเมื่อไหร่นั่นอยู่ที่ความคิดของแก”

แต่ตอนนั้นเราตอบกลับไปว่า คงไม่มีการเริ่มต้นใหม่อีกแล้วล่ะ

เราลองคิดทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดเวลาที่เรามาอยู่ที่นี่ หลายคนผ่านเข้ามาและก็ผ่านไป แต่คน ๆ หนึ่งที่ในตอนแรกเราไม่คิดจะสุงสิงด้วยกลับยืนอยู่ข้าง ๆ เรา ไม่ไปไหน

และแล้วเราก็พบคำตอบ เราไม่จำเป็นต้องตามหาอีกแล้ว แค่ลองปรับมุมมองแม้สักนิด แล้วเราก็จะมีความสุขกับทรัพยากรเพื่อนแท้ที่มีอยู่เพียงน้อยนิดได้

แค่คนเดียวก็เพียงพอ ถึงจะถูกผู้คนรอบข้างเมินเฉยก็ไม่ต้องกังวลอีกต่อไป

พวกเราคืออิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยวอย่างแท้จริง
บทความเหงา ๆ เรียบเรียงขึ้นจากความคิดที่ไม่ปะติดปะต่อของเรา แต่ถ้าลองสังเกตดูจะเห็นโครงหลักของเรื่องซ่อนอยู่นะ

ปล.บุคลิกของตัวละครดัดแปลงมาจากเพื่อน ๆ รอบตัวเราและประสบการณ์ในชีวิตจริง :-)



SHARE
Writer
Leic
weirdo
a weirdo who interest in art • music • books • movies • photography • travel • languages • sports • ice skate and F-35

Comments