"หัวใจของหมาจร"(storyteller 2016)
 
     น่องไก่ชิ้นหนึ่งปลิวตกลงบนพื้นคอนกรีตเดือดระอุ ไอร้อนของถนนช่วยอุ่นเนื้อไก่ให้สุก กลิ่นของมันโชยมาแตะจมูกเรียกให้ฉันสะดุ้งตื่นขึ้น ฉันเงยหน้าขึ้นปรับสายตาให้คุ้นชินกับแสงแดดจ้า น่องไก่สีน้ำตาลชิ้นนั้นเนื้อขาดแหว่งไปเกินครึ่งเห็นกระดูกสีขาวขุ่นติดเอ็นสีดำอย่างชัดเจน ฉันสงสัยเสียจริงว่ามันหล่นมาจากไหน 

     เสียงจ๊อบแจ๊บดังมาจากทางซ้าย แม้จะส่งเสียงเพียงเบาๆแต่ก็ไม่อาจหลุดรอดจากหูคู่นี้ได้ ฉันหันควับไปตามต้นตอของเสียง ชายร่างผอมกำลังดูดนิ้วมือสลับกันไปมา ดูท่าทางน่าอร่อย เขาเอามือปัดกางเกงก่อนพยุงตัวลุกขึ้น เหมือนรู้ว่าฉันแอบมอง เขาหันมาทางฉัน ปากของเขาขยับพะงาบๆ น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำเหมือนเคย

“เอ๊าไอ้ดำ จะกินก็กิน!” เขากำลังพูดอะไรบางอย่างซึ่งฉันไม่เคยเข้าใจ น้ำเสียงของเขาแห้งกรังเช่นเดียวกับนิสัยอันหยาบกร้าน เขาใช้เท้าเตะน่องไก่กระดอนมาทางฉัน อันที่จริงปล่อยมันไว้เฉยๆฉันก็ลุกขึ้นไปกินเองได้ ฉันไม่ชอบมารยาทของเขาเอาเสียเลย

     ในทุกๆวัน เขามักจะโยนเศษอาหารที่ไม่กินแล้วมาให้ฉันเสมอ บางครั้งมันก็ยังกินได้ แต่บางครั้งก็ส่งกลิ่นเน่าบูด ถึงอย่างนั้นฉันก็ต้องกินเพราะไม่มีอะไรจะให้กิน บางครั้งในวันที่อากาศร้อนเขาก็จะเทน้ำใส่แก้วพลาสติกวางไว้ให้ แต่บางครั้งเขาก็แกล้งเตะแก้วให้น้ำหกและจ้องมองสีหน้าอันผิดหวังของฉัน บางวันเขาจะเดินเข้ามาทักทายลูบหัว แต่บางวันก็ทำเหมือนไม่เคยรู้จักกัน เขาเป็นคนไม่แน่นอนเช่นนี้ นั่นทำให้ฉันไม่ไว้ใจเขาเลย บอกตามตรง ฉันไม่กล้าเผลอหลับในขณะที่เขายังอยู่ใกล้ๆ เพราะไม่รู้ว่าเขาจะทำอะไรแผลงๆขึ้นมาอีก

     หากถามว่า ถ้าเขาเลวร้ายขนาดนี้แล้วทำไมฉันถึงไม่ย้ายไปอยู่ที่อื่น คำตอบเดียวที่ฉันให้ได้นั่นคือ เพราะฉันไม่มีที่อื่นให้ไปแล้วนะสิ หลังจากที่ฉันถูกปล่อยให้ออกจากบ้านอันแสนอบอุ่นที่เต็มไปด้วยความหวัง ใช่แล้ว ฉันไม่ได้เป็นสุนัขจรจัดโดยกำเนิด แต่ฉันถูก“ปล่อย”ออกจากบ้านต่างหาก ก็เหมือนกับไอ้เสือที่อาศัยอยู่หน้าหมู่บ้านทางโน้นนั้นแหละ มันเองก็เคยมีเจ้าของมาก่อน ซึ่งมันจะหัวเราะทุกครั้งเมื่อได้ยินฉันพูดเช่นนั้น มันบอกว่าฉันถูก“ทิ้ง”ต่างหาก 

     ขณะที่กำลังจ้องมองซากน่องไก่ชิ้นนั้นอยู่ก็มีอีกเสียงหนึ่งดังขึ้น คราวนี้เป็นเสียงแหลมสูงซึ่งเป็นโทนเสียงที่ฉันฟังแล้วรู้สึกสบายใจมากกว่า ฉันมองตามเสียงไปจึงเห็นผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่เบื้องหน้าชายสวมหมวก พวกเขากำลังคุยกัน พอดีเลย ฉันจะได้งาบกินน่องไก่ตรงหน้าได้เสียที เพราะถ้าเขายังจ้องอยู่ฉันคงกินไม่ลง ระแวงเหลือเกินว่าเขาจะทำอะไรที่คาดเดาไม่ได้อีก

     มีเสียงกรุบๆดังขึ้น คราวนี้เป็นเสียงของฉันเอง แม้จะมีเนื้อติดอยู่บ้างเพียงน้อยนิดแต่ก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรกินเลย ฉันเคยกินน่องไก่ที่มีเนื้อเต็มแน่นมาก่อน รสชาติของมันหอมหวานมากพอๆกับตับไก่ปิ้ง “เธอ”มักจะซื้อกลับมาฝากฉันทุกวัน ทันทีที่นึกถึงหัวใจของฉันก็บีบตัวหดแน่นอย่างฉับพลัน ทำให้เกิดความรู้สึกเจ็บแปล๊บขึ้นมาเหมือนกับมีมีดเสียบแทงเข้าแทงออกอยู่อย่างนั้น จนกว่าใบหน้าของ“เธอ”จะจางหายไปจากสำนึก รู้ทั้งรู้ว่าไม่ควรคิดถึงแต่ดูเหมือนสมองจะบังคับหัวใจให้ทำเช่นนั้นไม่ได้ ฉันก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าจะต้องให้หัวใจแหลกสลายอีกกี่รอบถึงจะพอ

     เสียงฝีเท้าเดินเข้ามาใกล้ เจ้าของเสียงหวานนั่นกำลังเดินเข้ามาหา

“ว่าไงจ๊ะ...” หล่อนก้มตัวลงจ้องหน้าฉัน ทำเอาหยุดชะงักเพราะไม่แน่ใจว่าหล่อนมาดีหรือมาร้าย แต่แววตาอันอ่อนโยนคู่นั้นส่งสัญญาณแห่งความเป็นมิตร ฉันรู้สึกดีใจเพราะนานๆทีจะมีคนยิ้มหวานให้ อย่างน้อยก็ช่วยให้หัวใจอันแห้งเหี่ยวนี้พอชุ่มชื่นขึ้นมาบ้าง 

“...นี่หมาของพี่หรอคะ?” ฉันรู้สึกได้ว่าหล่อนยังคงจ้องฉันอย่างไม่ละสายตา

“ไม่ใช่ของผมหรอก ผมไม่ค่อยชอบหมา” รสชาติอันจืดชืดของกระดูกเตือนให้ฉันตระหนักว่า ชีวิตของฉันก็จืดชืดไม่แพ้กัน

     แล้วหล่อนก็เดินจากไป เหลือแต่ชายสวมหมวกที่ยังคงนั่งใกล้ๆจนฉันรู้สึกอึดอัด ไม่นานนักหล่อนก็เดินกลับมาพร้อมกลิ่นบางอย่างโชยออกมาจากถุงพลาสติกที่ถืออยู่ในมือ เดี๋ยวก่อนนะ กลิ่นนั้นคุ้นๆ 

     ฉันยกคอตั้งขึ้นสูดดมกลิ่นให้แน่ใจ ใช่แล้ว กลิ่นของตับไก่ปิ้งนี่เอง ฉันเผลอดีดตัวลอยขึ้นทันทีด้วยความตื่นเต้น ดีใจเหลือเกินที่จะได้ลิ้มรสชาติอันหอมหวานปนเค็มนิดๆ น้ำลายของฉันหยดลงพื้น ฉันก้าวเท้าไปข้างหน้าทำเอาหล่อนผงะไปข้างหลัง แต่ยิ่งหล่อนถอยหลังฉันก็ยิ่งกระโจนไปข้างหน้า 

     ชายสวมหมวกใช้มือคลำไปตามลำตัวของฉันก่อนกดสะโพกลง “นั่ง นั่ง!”เสียงทุ้มของเขาเปล่งออกมาเป็นคำนี้ ฉันไม่เข้าใจความหมายของมันหรอก แต่ก้นของฉันก็ติดราบไปกับพื้นด้วยแรงกดของเขา

“นั่งดีๆสิวะ จะตะกละอะไรขนาดนั้น” เขายังคงกดสะโพกของฉันค้างเอาไว้อยู่ ถ้าเขาปล่อยหละก็ฉันพุ่งกระโจนเข้าไปทึ้งถุงพลาสติกนั้นแน่ กลิ่นหอมอันเย้ายวนทำให้ฉันตื่นเต้นจนลืมเรื่องเศร้าหมองไปชั่วครู่ หล่อนรีบดึงตับไก่ออกจากไม้เสียบ ตับไก่สามชิ้นนั้นค่อยๆหล่นลงพื้นอย่างช้าๆ

“กินเลยเจ้าดำ!” ฟังจากน้ำเสียงแล้วหล่อนท่าทางใจดี ฉันเริ่มสงสัยแล้วว่าหล่อนจะใจดีเทียบเท่า “เธอ”ได้ไหม แต่ฉันจะยังไม่คิดถึงเรื่องนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับตอนนี้คือ ตับไก่กลิ่นหอมฉุยนี่ต่างหาก

     ทันทีที่ตับไก่หล่นกระทบพื้น ก้นของฉันก็กระดกขึ้นอยู่ในท่ายืนโดยอัตโนมัติ ฉันก้มลงกัดตับไก่เข้าปาก เนื้อของมันช่างนุ่มนวลไม่ต้องออกแรงเคี้ยวก็ละลายในปาก รสชาติเค็มปนหวานนิดๆติดกลิ่นไหม้หน่อยๆ อร่อยเสียจนลืมกระดูกแห้งกรังชิ้นนั้นไปเลย

     เพียงชั่วพริบตาตับไก่ก็หายวับไปอย่างรวดเร็ว ท้องร้องกิ่ว ฉันเงยหน้าสบตาหล่อนพร้อมเลียปาก

“โห กินแป๊บเดียวหมดเลย หิวใช่ไหมจ๊ะ?” หล่อนก้มโค้งสบตาฉันแล้วส่งยิ้มหวาน ไม่รู้หรอกว่าหล่อนพูดอะไรแต่มันก็ทำให้ฉันรู้สึกดีขึ้น หล่อนรูดตับไก่อีกสี่ไม้ที่เหลือลงบนพื้น ฉันก้มหน้าก้มตากินอย่างตั้งใจ

“หมาตัวนี้หลงมาจากไหนหรอคะ?”

“ผมก็ไม่รู้หรอก…” ภาษามนุษย์ที่ฉันไม่เข้าใจอีกตามเคย “...คุณชอบหมาหรอ?”

“ชอบมากค่ะ โดยเฉพาะหมาจรจัด คือหมาพวกนี้น่าสงสารนะคะ ต้องมาตากแดดตากฝนรถราก็เยอะ คนใจร้ายก็เยอะ น่าจะเมตตากันบ้าง เอาจริงๆเราก็เป็นสัตว์ไม่ต่างจากเขา อยู่ร่วมโลกใบเดียวกันก็น่าจะช่วยเหลือกัน” เสียงสนทนาดังแว่วมา ทำไมน้ำเสียงของหล่อนทำให้ฉันสบายใจได้อย่างนี้

“คุณนี่ดีจังเลยนะ ผมขายล็อตเตอรี่อยู่ตรงนี้มานาน ยังไม่เคยเห็นลูกค้าคนไหนใส่ใจซื้อของกินให้มันเลย”

     ฉันแอบมองหล่อนยิ้มอยู่เป็นระยะจนฉันเผลอยิ้มตาม “เป็นอะไรก็ไม่รู้ค่ะ นี่ในรถก็มีอยู่สองตัวเพิ่งได้มาจากสมุทรปราการ ไปเดินตลาดแล้วมันเดินตามตลอด อดสงสารไม่ได้เลยจับขึ้นรถซะเลย น่าสงสารมาก เป็นโรคเรื้อนทั้งคู่” เสียงของหล่อนฟังดูแล้วอบอุ่น หัวใจของฉันเต้นเป็นจังหวะเท่าๆกันอย่างสงบ

“มีคนแบบคุณเยอะๆก็คงจะดีนะ หมาพวกนี้จะได้ไม่ต้องลำบากเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายอยู่ข้างถนน” ฉันอยากเข้าใจบ้างว่าพวกเขาสนทนาอะไรกัน ปากของฉันยังคงเคี้ยวต่อไป

“ตกลงสองใบนี้คิดเท่าไหร่คะ?”

“อ๋อ เนี่ยหรอ ไม่เป็นไรผมลดให้ราคาพิเศษ นานๆจะเจอคนดีสักที”


     ฉันเลียพื้นจนมั่นใจว่าไม่มีตับไก่หลงเหลืออยู่แล้วจึงเงยหน้าขึ้นมองหญิงสาวอีกครั้ง หล่อนสบตาตอบ รอยยิ้มนั้นทำเอาขากรรไกรฉันตก หัวใจของฉันพองตัวเหมือนมีใครเอาน้ำมารดบนใจที่แห้งกรัง หล่อนอาจจะดูไม่ออก แต่ฉันได้เผลอส่งยิ้มไปให้แล้ว
 
     “ไปก่อนนะจ๊ะ” หล่อนหันมาบอกฉัน ฉันโหยหาความอ่อนโยนแบบนี้เหลือเกิน ไม่เคยมีใครส่งยิ้มให้ฉันแบบนี้มานานมากแล้วนับตั้งแต่“เธอ” หัวใจของฉันกลับมาชุ่มชื่นอีกครั้งนับตั้งแต่ครั้งที่จาก“เธอ”มา เอาเข้าจริง ชั่วขณะนี้ฉันเกือบลืม”เธอ”ไปแล้ว หญิงสาวที่ยืนอยู่ตรงหน้านี้ทำให้ใจของฉันสงบ น้ำเสียงและแววตาของหล่อนทำให้ฉันรู้สึกอุ่นใจ กลิ่นไอของความใจดีหลั่งไหลออกมาจนฉันสัมผัสได้ ฉันอยากจะให้หล่อนอยู่ตรงนี้อีกสักพัก อยากฟังเสียงของหล่อนให้นานกว่านี้ อยากจะสบตากับหล่อนให้นานกว่านี้

     หล่อนหันหลังกลับไปแล้ว ฉันต้องรีบคิด จะตัดสินใจอย่างไรดีเจ้าดำ จะนอนจมปรักอยู่ที่เดิมและคร่ำครวญถึง“เธอ” ที่ไม่มีวันได้เจอกันอีก หรือจะเอาความหวังเป็นเดิมพัน เดินตาม“หล่อน”ไป เอาวะ! นี่เป็นคนแรกในรอบหลายปีที่ทำให้ฉันรู้สึกอบอุ่นใจได้ขนาดนี้ จะขอลองเสี่ยงดูสักตั้ง

     ฉันตัดสินใจเดินตามหล่อนไป เป็นครั้งแรกที่ฉันยอมปล่อยอดีตทิ้งไว้เบื้องหลัง และยิ้มรับความหวังใหม่ที่กำลังจะเข้ามา




     หล่อนหันหลังมามองฉันแล้วยิ้มให้ ฉันเดินฝ่าฝูงคนเพื่อพยายามเดินตามหล่อนให้ทัน บางทีถ้าฉันเดินตามไปเรื่อยๆอย่างนี้อาจพอมีหวัง ฉันคิด หล่อนหันมามองแล้วยิ้มให้แต่คราวนี้จังหวะก้าวเท้าเปลี่ยนไป ฉันเร่งฝีเท้าเพื่อให้ตามหล่อนทัน บางทีหล่อนอาจจะพอมีผ้านุ่มๆให้ฉันได้ล้มตัวลงนอน จังหวะเดินของหล่อนเร่งเร็วขึ้นอีก บางทีหล่อนอาจจะมีน้ำสะอาดและอาหารดีๆให้ฉันได้กิน หล่อนเดินไขว้ไปมาระหว่างผู้คนจนฉันเริ่มสับสน บางทีหล่อนอาจจะพอมีเวลาเหลือมาวิ่งเล่นกับฉัน เดินพ้นออกจากฝูงคนมาแล้วตอนนี้เหลือเพียงฉันที่เดินตามท้ายหล่อน บางทีหล่อนอาจจะอาบน้ำและช่วยดูแลเห็บหมัดที่น่ารำคาญพวกนี้ให้ฉัน หล่อนหันมามองฉันและยิ้ม แต่รอยยิ้มนั้นแคบลงเรื่อยๆ บางทีหล่อนอาจจะเป็นที่พักพิงให้ฉันได้ เท้าสองข้างหยุดเดิน ฉันหยุดตาม

     หล่อนยืนหยุดอยู่หน้ารถคันหนึ่ง และหันหลังกลับมามองฉัน ฉันรู้ดีว่าในสถานการณ์เช่นนี้ฉันต้องนั่งให้เรียบร้อย หล่อนเปิดประตูรถออกทำเอาฉันเผลอยิ้มออกมา สิ่งต่อไปที่หล่อนจะทำคือชวนฉันขึ้นรถอย่างแน่นอน เราจ้องตากัน แต่แล้วสายตาคู่นั้นก็ดูแปลกไป

     รอยยิ้มกว้างนั้นไม่หลงเหลืออยู่บนใบหน้าของหล่อนอีกแล้ว แววตาอ่อนหวานคู่นั้นเปลี่ยนเป็นแข็งกระด้างราวกับไม่ใช่หญิงสาวคนที่ฉันพบเห็นเมื่อครู่

     หล่อนยื่นแขนข้างหนึ่งและสะบัดมือไปด้านหน้า

“ชิ้วๆ!” ฉันรู้ดีว่าเสียงนี้มีความหมายอย่างไร แต่นั่นก็ไม่ทำให้ฉันรู้สึกเสียใจเท่ากับการที่หล่อนกระทืบเท้า ตุ๊บ! ตุ๊บ! หล่อนไล่เท้าเข้ามาใกล้ฉันมากขึ้น เหมือนว่าหากเหยียบโดนฉันก็ไม่สนใจ ฉันต้องก้าวถอยหลังมาสองสามก้าว แต่ก็ยังนั่งคอยต่อไป

“ไปสิวะ กูจะรีบกลับบ้าน...” ขณะที่หล่อนเปิดประตูรถออก หมาตัวหนึ่งกระโจนลงจากรถ
 
“กะทิลูกแม่!” หล่อนสะดุ้งตกใจ หมาตัวนั้นหน้าตาของมันสะอาดสะอ้าน ลมพัดผ่านขนอันเงางามจนได้กลิ่นหอมสดชื่น มันดูมีความสุขจนฉันอิจฉา มันวิ่งพรวดเข้ามาดมตัวฉันอย่างไม่ทันตั้งตัวจนฉันเผลอคำรามขู่ไปด้วยความตกใจ

“ว๊าย มานี่ลูก มานี่ อย่าเข้าไปใกล้เดี๋ยวโดนกัด!” หล่อนรีบคว้าหมาตัวน้อยแล้วจับมันโยนขึ้นรถ ตอนนั้นฉันเห็นหมาอีกตัวกำลังจะกระโดดตามออกมา แต่หล่อนคว้าตัวไว้ได้ทัน

“โอ๊ย แค่อีสองตัวนี้ก็จะแย่อยู่แล้ว มึงจะตามมาทำไมอีกเนี่ย...” หล่อนสอดตัวเข้าไปในรถแล้วถอนหายใจ “...แต่ก็ยังดีที่ได้หวยถูกๆมาสองใบ” 
 
     หล่อนปิดประตูรถแล้วติดเครื่อง ฉันยังคงนั่งเหม่อลอยอยู่ตรงนั้น หล่อนกำลังจะจากไปแล้วทั้งๆที่ยังไม่ได้ชวนฉันขึ้นรถเลยด้วยซ้ำ หัวใจของฉันเต้นเป็นจังหวะแผ่วเบาอย่างหมดแรง ความหวังของฉันมาไกลสุดได้แค่นี้จริงๆ รถเคลื่อนถอยหลังมาเกือบชิดร่างเรียกเอาสติของฉันกลับคืนมา ฉันรีบลุกแล้วเดินหลบไปด้านข้าง รถค่อยๆเคลื่อนตัวไปด้านหน้า หัวใจของฉันมันเจ็บแปล๊บขึ้นมาอีกครั้ง เหมือนมีมีดมาทิ่มแทงซ้ำแผลเดิม ความเจ็บรีดเค้นน้ำตาให้ไหลออกมาหนึ่งหยด แต่ก็คงไม่มีใครเห็น แล้วฉันก็มองดูรถแล่นจากไปพร้อมหมาหน้าตาตื่นเต้นสองตัวที่จ้องมองฉันจากเบาะหลัง 

     แดดตอนนี้เป็นสีส้มแสดแสดงว่าใกล้สิ้นแสงอาทิตย์แล้ว ฉันเดินคอตกกลับทางเดิม ความรู้สึกผิดหวังแสดงทะลุผ่านสีหน้าอย่างชัดเจน ฉันทำอะไรผิดไปทำไมถึงมีแต่คนไล่ ทำไมถึงมีแต่คนไม่ต้องการ ครั้งแรกก็“เธอ” พอมาครั้งนี้ก็“หล่อน”

     ฉันเดินผ่านที่ๆไอ้เหลืองโดนรถทับเมื่อสัปดาห์ก่อน ฉันก็น่าจะยืนอยู่อย่างนั้นให้หล่อนถอยรถทับบ้างจะได้ตายๆไปเสีย แม้จะไม่ได้ถูกรถทับร่างอย่างที่ต้องการ แต่หัวใจของฉันก็ถูกบดขยี้จนแหลกสลายไปแล้ว
 
     ฉันเดินผ่านไอ้เสือ แม้ไม่ได้สนทนากันแต่แค่มองตาก็รู้ใจ มันคงสังเกตจากท่าทางการเดินและหน้านิ่วคิ้วขมวดของฉัน มันแลบลิ้นหนึ่งแปล๊บหวังว่าหน้าตาตลกๆของมันจะทำให้ฉันยิ้มออก แต่นั่นก็ไม่ได้ช่วยให้ฉันรู้สึกดีขึ้น

     เดินมาถึงจุดที่ฉันจากมาเมื่อตอนกลางวัน ชายสวมหมวกกำลังซ้อนเก้าอี้เก็บเป็นสัญญาณว่าเขากำลังจะกลับบ้าน ฉันถอนหายใจเฮือกหนึ่งแล้วเดินเข้าไปนั่งที่ประจำ ท่อนไม้ยาวของเขาแตะถูกสีข้างของฉัน แล้วเสียงทุ้มที่ฉันคุ้นเคยนั้นก็ดังขึ้น

“อ้าวไอ้ดำ! กลับมาแล้วรึ? ฉันนึกว่าแกไปกับแม่สาวคนนั้นแล้ว...” น้ำเสียงของเขาน่ารำคาญเหมือนเดิม แต่แทนที่ฉันจะโกรธ กลับรู้สึกเฉยๆ

“...จริงด้วย หล่อนเพิ่งไปรับหมาจรจัดมาหนิ สงสัยที่คงจะเต็ม” การเคลื่อนไหวแบบเก้ๆกังๆของเขาก็น่ารำคาญไม่แพ้น้ำเสียง ลมพัดมาวูบหนึ่งอย่างแรงทำเอาหมวกของเขาปลิวตกหล่นตรงหน้าฉัน

     เขาโน้มตัวลงพร้อมใช้ฝ่ามือคลำหาหมวก ในตอนนี้เอง เป็นครั้งแรกที่ฉันสังเกตเห็นดวงตาของเขา มันปิดสนิทไม่เหมือนดวงตาของคนอื่นๆที่ฉันเคยเห็น แล้วฉันก็คิดได้ว่า คงเพราะอย่างนี้เขาจึงซุ่มซ่ามเตะแก้วน้ำของฉันหกอยู่บ่อยๆ และการที่เขาทักฉันบ้างไม่ทักบ้าง ก็เพราะเขามองไม่เห็นนี่เอง

ฉันรู้สึกเห็นใจเขาในขณะเดียวกันก็รำคาญกับท่าทางก้มหาหมวกอันเงอะงะ จึงส่งเสียงเห่าหนึ่งทีเพื่อให้เขารู้ว่าหมวกอยู่ตรงหน้า

“ขอบใจมากไอ้ดำ…” เขาหยิบหมวกแล้วสบัดเบาๆ ก่อนสวมกลับที่เดิม “…พรุ่งนี้เจอกันใหม่” เขาค่อยๆใช้ท่อนไม้แกว่งไปด้านหน้าแล้วเดินจากไป


     ฉันนอนมองกระดูกแห้งกรังเมื่อตอนกลางวันที่ตอนนี้แห้งกรอบกว่าเดิม ลมเย็นตอนกลางดึกพัดแทรกขนอันหรอมแหรมทำเอาหนาวสั่นเล็กน้อย ฉันคิดทบทวนถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนี้ หัวใจของฉันที่ในตอนแรกแหลกสลายเมื่อ “เธอ”ไล่ฉันออกมาเมื่อหลายปีที่แล้ว และโดยไม่รู้ตัว หัวใจของฉันก็กลับมาสมานกันใหม่ จนวันนี้มันมีเรี่ยวแรงพอที่จะหวังอีกครั้งกับ“หล่อน” แต่แล้วก็กลับมาผิดหวังอีกรอบ เจ็บแสบทิ้มแทงซ้ำรอยแผลเก่า 

     นึกไปก็ขำไป วัฏจักรของหัวใจคงเป็นแบบนี้เองสินะ มันผิดหวัง มันเศร้าหมอง มันสมานแผล และกลับมาหวังใหม่อีกครั้ง แล้วก็ผิดหวังอีกรอบ วนกันเป็นวงจรซ้ำไปมาอย่างนี้ไม่จบไม่สิ้น ฉันนึกโทษความโหดร้ายของโลกใบนี้ ที่คอยแต่จะจ้องทำลายหัวใจเล็กๆธรรมดาๆ และถึงแม้จะวิ่งหนีไปไกลแค่ไหน แต่ก็ไม่อาจหนีพ้นจากวงจรประหลาดนี้ได้ เพราะฉะนั้นจะกังวลไปทำไม หัวใจที่แหลกสลายในวันนี้จะสมานกันใหม่ในวันพรุ่งนี้ แล้วฉันก็จะหวังอีก แล้วฉันก็จะผิดหวังอีก เป็นสิ่งจริงแท้ที่ธรรมชาติสร้างขึ้นให้ทุกชีวิตต้องเจอ
     แต่ในวังวนของความผิดหวังนี้ อย่างน้อยฉันก็รู้ว่า ชายสวมหมวกจะมานั่งอยู่ตรงนี้อีกในวันรุ่งขึ้น คอยเทน้ำให้ฉันดื่ม คอยโยนเศษอาหารมาให้พอประทังชีวิต แม้เขาจะไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดในชีวิต แต่นั่นก็ดีพอแล้วสำหรับสภาพชีวิตของฉันในตอนนี้...ซึ่งมันก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรเหลือเลย จริงมั้ย? 
 


SHARE
Written in this book
ชอด-สะ-ตอ-รี่
เรื่องสั้น ที่มันสั้นๆ ไม่ยาวนะ มันจะสั้นๆหน่อย คือแบบไม่ได้ยาวเหยียด ไม่ยาวยืดอ่ะ สั้นๆน่ารักจุ๋มจิ๋ม ไม่ใช่ยาวๆนะ สั้นๆอ่ะ ใช่ๆ สั้นๆอ่ะ
Writer
BlackTomato
Observer
มีเรื่องมากมายที่ต้องเรียนรู้ ทั้งเรื่องที่อยู่ข้างนอกตัว และเรื่องที่อยู่ข้างในใจตัวเอง

Comments

Deux
3 years ago
T^T
Reply
BlackTomato
3 years ago
โอ๋ๆ อย่าร้องน้าาาา555
Mstonhom
3 years ago
😔
Reply
BlackTomato
3 years ago
^~^