Coeur

ผมนั่งมองละไอชื้นและหยดน้ำเล็กๆ บนกระจกร้านกาแฟมาสักพักหนึ่งแล้ว หวนคิดถึงคำพูดของใครคนหนึ่งที่เคยเดินเข้ามาในชีวิตที่บอกกับผมว่า

"ตอนฝนตก ฟ้าครึ้มแบบนี้ มันปลุกความเศร้า ความเหงา แล้วก็เปลือยความจริงแท้ในใจเราดีนักละ" 

ตอนนั้นผมหัวเราะ อาจเพราะคนพูดเป็นคนช่างฝัน หรืออาจเพราะนึกขบขันในความ 'เป็นตัวเอง' ของอีกฝ่ายก็ได้ มิวเป็นรุ่นน้องของผม เธอมีหลายอย่างที่ดู 'เพี้ยนๆ' ในความรู้สึกของพวกเรา แต่เธอก็ไม่เคยใส่ใจกับสายตาเหล่านั้น เธอบอกว่า 

"ก็แล้วยังไงเล่าพี่วิน มิวก็เป็นของมิวอย่างนี้ เปิดเปลือยความเป็นตัวเอง มิวไม่ได้โกหกอะไรใครนี่ มิวพูดตามที่มิวเห็น มิวจะโกหกไปให้ได้อะไรขึ้นมา" 

"กับคนที่รู้จักแกดีน่ะใช่ พี่ไม่เถียง แต่คนที่ไม่ได้คลุกคลีอยู่กับแกเหมือนพี่ เขาจะมองว่าแกบ้า แกเป็นโรคจิต หนักกว่านั้นคือมองว่าแกเป็นเด็กเลี้ยงแกะ" 

"เลี้ยงแกะดำไง" มิวหัวเราะพลางไหวไหล่น้อยๆ "มิวเป็นแกะดำของสังคม จะเลี้ยงแกะด้วยก็ไม่แปลก" 

ไม่รู้ว่าทำไมทุกครั้งที่คิดถึงมิว บทสนทนานี้มันถึงผุดขึ้นมาซ้ำๆ เหตุการณ์ครั้งนั้นทำมิวเซ็งและเครียดไปในครั้งแรก แต่เธอก็ปรับอารมณ์ตัวเองได้ดีเกินคาด เพราะหลังจากนั้นไม่นาน เธอก็มองสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยแววตาเฉยชา ซึ่งน้อยครั้งเหลือเกินที่เธอจะมีแววตาแบบนี้ 

ผมรู้จักมิวมานาน บ้านเราอยู่ใกล้กัน มิวย้ายมาที่บ้านหลังนั้นตอนสามขวบ ขณะที่ผมสิบขวบแล้ว เธอไม่ได้เป็นเด็กผู้หญิงจ๋า สามารถเล่นแรงๆ โหดๆ กับผมได้ ซึ่งนั่นทำให้ผมนึกชอบและรักเธอเหมือนน้องสาวแท้ๆ มิวเองก็ไม่ต่างกัน เธอเห็นผมเป็นพี่ชายมาตลอด แม้จะมีช่วงเวลาหนึ่งที่เราห่างกันไป เพราะครอบครัวของมิวต้องย้ายไปอีกจังหวัดหนึ่ง ตามการรับราชการของผู้เป็นพ่อ แต่สายใยเรายังคงแน่นเหนียว มิวก็ยังคงติดต่อกับผมเหมือนเดิม มีอะไรก็จะมาเล่ามาปรึกษาเรื่อยๆ พอมิวเข้ามาทำงานในกรุงเทพ ด้วยความที่ออฟฟิศเราอยู่ใกล้กัน การนัดเจอกันก็ง่ายขึ้น ถ้าวันไหนไม่ผมไม่ว่าง มิวก็จะส่งไลน์มาแทน ทั้งที่ถ้าโทรก็ได้ แต่มิวก็ให้เหตุผลว่า

"เอาแบบนี้ดีกว่า พี่แตงอ่านได้ด้วย  คุยกันงุบงิบๆ พี่แตงไม่รู้แล้วจะพลอยคิดมาก"

ผมอดขันกับความคิดนี้ไม่ได้ แตงเองก็พลอยขำไปด้วย อันที่จริงผมก็บอกแตงถึงความสัมพันธ์ทุกอย่างระหว่างผมกับมิว ชัดเจนและตรวจสอบได้ แตงก็เอ็นดูมิวไม่น้อย ทั้งยังสงสารที่มิวตัวคนเดียว เพราะพ่อกับแม่เสียชีวิตพร้อมกันจากอุบัติเหตุเครื่องบินตกตอนที่ไปดูงานต่างประเทศ

จนกระทั่งวันหนึ่ง มิวนัดผมออกมาที่ร้านกาแฟเจ้าประจำที่นี่ เธอไม่ค่อยมั่นใจนัก แต่ก็ตัดสินใจพูดมันออกมา

ผมไม่รู้ว่าสีหน้าของผมตอนนั้นเป็นอย่างไร แต่ผมจำสีหน้าของมิวได้ มิวหน้าเครียด มีความสับสนกังวลอยู่ในดวงตาที่ฉายแววขี้เล่นเสมอมา เธอเล่าบางสิ่งให้ผมฟัง เป็นเรื่องเหลือเชื่อที่ไม่ว่าเล่าให้ใครฟัง คนนั้นก็ต้องคิดว่ามิวเป็นบ้าหรือโรคประสาทแน่นอน ผมเองก็คิดแบบนั้นในตอนแรกเช่นกัน แต่พอเห็นหน้ามิว ผมก็รู้ว่าเธอไม่ได้พูดเล่นเลยสักนิด 

ผมไม่รู้จะปลอบว่าอย่างไร จึงทำได้เพียงให้คำแนะนำ มิวรับฟัง แต่ด้วยความไว้ใจเพื่อนหรืออย่างไรไม่ทราบได้ มิวเล่าเรื่องเดียวกันนี้ให้เพื่อนฟัง และนำมาซึ่งการ 'ทรยศความไว้ใจ' อย่างที่มิวบอกผม 

นับแต่เรื่องนั้นเกิดขึ้น มิวดูเข้มแข็งขึ้นมากในสายตาของผม เธอรักษาความเป็นตัวตนของตัวเองได้อย่างดีเยี่ยม เมื่อสามเดือนก่อนที่ร้านกาแฟแห่งนี้ ที่โต๊ะตัวนี้ มิวนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ตรงหน้าเธอมีคาปูชิโนเย็นที่ถูกดื่มไปแล้วครึ่งหนึ่งวางอยู่ตรงหน้า เธอมองผมแล้วหัวเราะเบาๆ เมื่อผมบอกความคิดของตนเองนี้กับเธอ 

"พี่วินพูดถูกแค่ครึ่งเดียวตรงที่บอกว่ามิวยังเป็นตัวของตัวเอง แต่ตรงที่บอกว่ามิวเข้มแข็งขึ้นน่ะผิดเต็มๆ มิวไม่ได้เข้มแข็งขึ้นหรอกพี่ แต่มิวสร้างกำแพงตัวเองสูงขึ้นต่างหาก

อิฐที่สร้างกำแพงมันมาจากการถูกทรยศ จะก้อนใหญ่หรือเล็ก จะหนาหรือบางแค่ไหน ขึ้นอยู่กับว่าความไว้ใจเชื่อใจที่ถูกทำลายไปมันมาจากใคร และเรื่องอะไร"

"ก็พี่เคยบอกเคยเตือนมิวแล้ว" 
"ก็รู้ แล้วมิวก็โทษตัวเองมากกว่าใคร" 

เธอว่าแล้วก็ถอนใจบางๆ และเลือกพักการสนทนานี้ไว้ชั่วคราวด้วยการลุกไปทางหน้าร้าน พักเดียวก็กลับมาพร้อมกับขนมเค้กสองจาน 

"มีเค้กกาแฟของพี่วินด้วย น้องเขาบอกเพิ่งเอามาส่ง มิวเลยโฉบมาให้" 

เธอส่งยิ้มหวานเหมือนเคยให้ผม แต่ไม่ยิ้มด้วย ยังคงมองหน้าคนที่เป็นเหมือนน้องสาวด้วยสายตาค้นหา 

"เป็นอะไร ครีมเค้กติดหน้ามิวเหรอ จ้องจัง ไม่ใช่พี่แตงนะ" 
"อย่าเฉไฉ พี่แค่อยากแน่ใจว่าแกไม่ได้ปิดบังอะไรพี่"
"เคยปิดพี่ได้หรือเปล่าล่ะ ก็ไม่" 
"งั้นพี่ขอถามข้อหนึ่ง แล้วพี่สัญญาว่าจะไม่ทำให้แกเจ็บกับเรื่องนี้อีก แกไหวไหม" 

มิวไหวไหล่ ไม่ตอบทันที แต่ตัดพายส่งเข้าปากไปสามสี่คำ ราวกับกำลังเรียบเรียงว่าควรตอบผมอย่างไรดี มิวเป็นคนที่ความคิดเร็วกว่าคำพูด ต้องให้เวลาเธอสักหน่อย 

"ใจที่มันสลาย ยังไงมันก็ไม่เหมือนเดิมหรอกพี่วิน มิวก็แค่หาทางเยียวยาให้มันยังทำงานอยู่ได้ก็พอ ยอมรับอย่างนึงนะ ถ้าไม่มีพี่วินกับ..." เธอละไว้ในฐานที่เข้าใจกันสองคน "มิวไม่มานั่งอยู่ตรงหน้าพี่แล้ว" 

ผมถอนใจออกมาเมื่อความทรงจำทำงานถึงตรงนี้ มิวพูดจริง ผมรู้ และผมก็นึกขอบคุณอะไรก็ตามที่อยู่เคียงข้างมิว 

ผมคิดถึงการพบกันครั้งสุดท้ายเมื่อสองสัปดาห์ก่อน วันนั้นฝนก็ตกหนักเหมือนวันนี้ มิวสวยขึ้นมาก มากจนผมเกือบจำไม่ได้ เธอส่งซองสีน้ำตาลขนาดเอสี่ให้ผม 

"ฝากนะพี่วิน ฝากให้พี่จัดการให้ด้วย มิวตัวคนเดียว ไว้ใจก็แค่พี่วิน" 
"ฝากอะไรของแก" ผมบ่นพลางเปิดซอง แล้วก็ถึงกับสะดุ้งกับข้อความบนกระดาษที่ดึงออกมา ผมเงยหน้าขึ้นมองมิวทันที 

"ทำให้ทีนะ" 
"อย่าบ้าไอ้มิว นึกไงทำพินัยกรรม"
"ก็ไม่นึกไง แค่มิวรู้ว่ามิวอยู่ได้ไม่นาน" 
"บ้า" 
"อือ ก็บ้ามานานละ จะบ้าอีกสักอย่างเป็นไรไป" 
"พี่ไม่ตลก เอาจริงๆ" 

มิวถอนใจแล้วยอมบอกความจริง มิวป่วยด้วยโรคร้ายมานานแล้ว ที่ผ่านมาก็พยายามดูแลตัวเองมาตลอด หากมองจากสภาพร่างกายภายนอกก็ไม่รู้เลยว่าเธอป่วย 

"พี่วินไม่ต้องบอกใครว่ามิวเป็นอะไรหรือหายไปไหน อ่อ เว้นพี่แตงกับคุณลุงคุณป้าอีกสามคนละกัน ถ้ามิวถึงเวลาไป พี่วินก็ทำให้มิวอย่างที่มิวขอไว้ในเอกสารแล้วกัน" 

มิวไม่ร้องไห้ ไม่มีท่าทีโศกเศร้า ตรงข้ามกลับดูแจ่มใสกว่าที่เคยเป็นมากมาย แวบหนึ่งที่ผมคิดว่าผมเห็น เห็นคนที่มิวพูดถึงเสมอมานั่งอยู่เคียงข้างมิว 

เธอคงพร้อมรอรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นแล้ว ถึงตอนนี้ผมเชื่ออย่างที่เชื่อมาตั้งแต่เมื่อสามเดือนก่อน มิวเข้มแข็งจริงๆ 

วันนั้น ข้อความสุดท้ายที่เธอบอกกับผมก่อนจะเดินจากกันไปตลอดกาล คือ 

หัวใจคนเรามันก็ไม่ต่างจากร่างกาย ตรงที่มันแตกสลายได้นะพี่ ถึงเวลามันก็ดับสูญไปเอง  ไม่ว่าจะด้วยความรู้สึกอย่างไรก็ตาม เพียงแต่เวลาที่มันยังคงรูปอยู่นั้น เราก็ต้องประคองมันไว้ก่อนด้วยความรัก ทั้งรักจากตัวเองและจากคนที่รักเรา 
พี่เชื่อแก เชื่อในความเป็นแกเสมอมาไอ้มิว ไม่ว่าตอนนี้แกจะอยู่ไหนกับใคร ขอให้แกรับรู้นะ 

ฝนหยุดแล้ว ผมมองแก้วคาปูชิโนเย็นที่วางอยู่ฝั่งตรงข้าม น้ำแข็งละลายไปมากแล้ว จานรองกระดาษก็พลอยชุ่มน้ำไปด้วย ผมส่งยิ้มให้กับความว่างเปล่าตรงนั้น เหมือนที่เคยทำครั้งมิวยังอยู่ ผมทำเหมือนเธอ เครื่องดื่มหนึ่งแก้วสำหรับคนสำคัญ ไม่ว่าจะอยู่ในรูปใด ไม่ว่าใครจะมองเห็นหรือไม่ แค่มีตัวตนในหัวใจเราก็เพียงพอ  


SHARE
Written in this book
Punnaphob's book
Writer
Punnaphob
Writer, Reader and etc.
คนธรรมดาที่ชอบเขียน

Comments