:: พระอาทิตย์สามวัน ::
ความผิดที่ผมเคยทำลงไป มันไม่มีอะไรแก้ตัวได้ สิ่งเดียวที่ผมทำได้คือ “ชดใช้”

29 ธ.ค. 2548
บ่าย

พ่อโทรมาตอนบ่ายเพื่อต้องการจะคุยกับแม่ ผมจึงบอกให้พ่อรอสายก่อนแล้วผมจะไปตามแม่มาให้ แต่ตอนนั้นแม่ไม่อยู่ ไม่รู้ว่าไปไหน แล้วพอผมยกหูอีกทีเพื่อจะบอกพ่อ แต่ในปลายสายนั้นว่างเปล่าไม่ได้ยินเสียงอะไร

“ไหนบอกว่าจะรอสายวะ”

ผมกระแทกเสียงพูดด้วยความหงุดหงิด แล้วกระแทกหูโทรศัพท์ลงด้วยความรำคาญ
ทำไมผมถึงรำคาญหรอครับ ผมกับพ่อถือได้ว่าไม่ถูกกันเลยมากที่สุดในครอบครัวของผม ผมกับแม่จะสนิทกันมากกว่า เนื่องจากส่วนใหญ่เรื่องธุระจัดการหรืออะไรก็ตาม แม่จะเป็นคนออกหน้าหมด ไม่ใช่พ่อของผม ผมไม่ชอบพ่อของผมในกิริยาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการหัวเราะเสียงดังในโต๊ะกินข้าวที่เวลาหัวเราะนั้นจะคล้ายกับอาการของคนเป็นโรคหอบหืดซึ่งเป็นการหัวเราะแบบมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และเนื่องด้วยความคิดที่ต่างกันสุดขั้ว ทำให้ผมไม่ค่อยลงรอยและไม่ค่อยยอมรับในความคิดเห็นของพ่อสักเท่าไร จึงเป็นชนวนของการทะเลาะกันบ่อยครั้งที่ผมไม่อยากฟัง และทำให้ผมไม่ค่อยอยากคุยหรือสนทนากับ “พ่อ” ด้วยเหตุผลนี้ จึงมีแต่พี่ชายเท่านั้นที่เป็นตัวสื่อสารความคิดของพ่อแล้วมาเล่าให้ผมฟัง

วันนี้ก็เช่นเดียวกัน ผมนอนอยู่บนเตียง เนื่องจากอาจารย์ที่โรงเรียนปล่อยเร็ว จึงทำให้หงุดหงิดเป็นหลายเท่าตัว เนื่องจากเสียงรบกวนของโทรศัพท์ โดยเฉพาะยิ่งเป็นพ่อโทรเข้ามาด้วย ยิ่งแล้วใหญ่

เย็น
พอผมรับประทานข้าวเสร็จ แม่ผมต้องการคุยกับผมเป็นการส่วนตัว ผมจึงตามแม่ไปที่ห้องนอนของผม ทุกอย่างปิด ม่าน ประตู หน้าต่าง ลงกลอนอย่างดี เปิดเครื่องปรับอากาศ และอย่าเพิ่งให้พี่ชายเข้ามาในห้องนอนก่อนที่แม่จะพูดธุระเสร็จ

“ทำอะไรลงไปรู้ไหม”

แม่ถามย้อนผมกลับ แต่ผมไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น

“พ่อเขาโกรธเรามากที่ทำกิริยาแบบนั้นที่กระแทกหูโทรศัพท์ใส่ แล้วพ่อเขาต้องการคุยกับแม่เรื่องสำคัญ ไปทำใส่พ่อแบบนั้นได้ยังไง”

ผมเริ่มรู้สึกชาไปทั่วทั้งตัว ไม่เคยเห็นแม่อยู่ในสภาวะเครียดหรือโกรธจัดแบบนี้มาก่อน เพราะแม่ผมเป็นคนอารมณ์ดี มีอารมณ์ขัน แต่วันนี้แม่ดูแปลกไป

“ก็ปลายสายไม่เห็นมีเสียงอะไรนี่ แม่”

ผมสวนคำพูดกลับไปหาแม่

“แต่พ่อเขาถือสายรออยู่จริงๆ แล้วพ่อเขาได้ยินเสียงที่ลูกพูดประโยคนั้นด้วย ทำให้พ่อเขาไม่พอใจ แล้วพาลมาดุแม่ว่า คุณเลี้ยงลูกยังไงปล่อยให้ลูกเป็นแบบนี้ มากำเริบกับฉันแบบนี้”

แม่ผมกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ที่ได้ยินคำพูดนี้จากพ่อ ซึ่งถือได้ว่าเป็นคำพูดที่รุนแรงและเจ็บปวดที่สุดที่แม่เคยได้รับ แม่ร้องไห้ออกมาต่อหน้าผม ผมได้แต่บอกว่า “ผมขอโทษ” เพื่อให้แม่สบายใจและเรื่องทุกอย่างจบ แต่ในใจผมกลับไม่ยินดียินร้ายกับคำพูดนั้น แถมยังชังน้ำหน้าพ่อขึ้นอีกหลายเท่า ก็ผมไม่ได้ยินเสียพ่อ ไม่ได้ยินอะไรเลย เลยวางหูไป พ่อพูดแรงเกินไป จนผมพูดได้เต็มปากว่า

“ผมเกลียดพ่อ”

30 ธ.ค. 2548
เช้า

ผมยังค้างคาใจกับเมื่อวานในสิ่งที่พ่อของผมต้องการคุยกับแม่ แต่ผมยังจำไว้ในใจได้ไม่มีวันลืมคือ คำดุของพ่อที่ดุแม่เรื่องของผม ผมไม่ใส่ใจกับคำพูดนั้นอีกต่อไป และผมสัญญากับตัวเองว่า จะเป็นปรปักษ์ทางความคิดของพ่อตัวเองต่อไป ผมเตรียมตัวไปเรียนในตอนเช้า ซึ่งผมต้องนั่งรถรับส่งไปเรียน โดยรถรับส่งมารับเช้ามาก ผมต้องออกมาที่หน้าหมู่บ้านเร็วเพื่อรอขึ้นรถ การออกมาหน้าหมู่บ้านเร็วทำให้เห็นแสงแรกของวันที่กำลังโผล่พ้นเมฆและความมืดสะท้อนเจิดจ้าออกมา แต่ผมรู้สึกไม่ค่อยชอบแสงจากดวงอาทิตย์นั้นเพราะมันแยงตาผมเหลือเกิน เนื่องจากผมไม่สามารถปรับม่านตาให้เข้ากับสภาพแสงนั้นได้เพราะความง่วงที่ต้องตื่นแต่เช้า

เที่ยง
ดวงอาทิตย์เจิดจ้าทอแสงแรงจนทำให้ผมรู้สึกร้อน จึงต้องเอาหนังสือเรียนจากคาบชีววิทยาเมื่อชั่วโมงที่แล้วมาบังแดดไว้ เพราะแสงในตอนเที่ยงเรียกได้ว่าแรงทีเดียวในตอนนั้น ผมหลบเข้าโรงอาหารของโรงเรียนที่ถือได้ว่าเก่ามาก ร่องรอยความเก่าสามารถพบได้จาก โต๊ะไม้และกรงขึ้นสนิมที่ผ่านการใช้งานมานาน ผมรีบสั่งและรีบกินอาหารให้เสร็จ เพราะในคาบบ่ายผมต้องเตรียมรายงานวิชาพระพุทธศาสนา

หลังจากเพื่อนผมและผมได้อาหารถูกใจแล้ว เรานำอาหารไปกินกันตรงโต๊ะปูนใต้ต้นมะขามด้านนอก ต้นมะขามต้นนี้แดดส่องมาไม่ถึง ทำให้ลมพัดสบายไม่ร้อนจนเกินไป ซึ่งเป็นบรรยากาศที่เหมาะสมแล้วสำหรับการกินข้าวที่นี่ ผมหิวจึงกินอาการด้วยความรวดเร็วและหมดก่อนเป็นคนแรก ผมนั่งพักผ่อนรอเพื่อนให้กินเสร็จก่อนและรีบขึ้นห้องไปเตรียมตัวรายงาน แต่ตอนนั้นเอง ผมกลับได้ยินเสียงไม่คาดคิดที่ผมไม่เคยได้ยินมาก่อน

“นาย รวี และ นาย ภาสกร ส่องแสงสูรย์ กรุณามาที่ห้องประชาสัมพันธ์โรงเรียนด่วนค่ะ”

ร้อยวันพันปีจะมีคนเรียกชื่อผมและพี่ชายผม ให้ไปพบที่ห้องประชาสัมพันธ์ เพราะห้องประชาสัมพันธ์มีไว้สำหรับให้ผู้ปกครองมาติดต่อเท่านั้น แล้วใครกันล่ะ... ที่มาติดต่อให้ผมและพี่ชายไปที่นั่น

ผมคาดว่าผมน่าจะไปถึงที่ห้องประชาสัมพันธ์ก่อน เป็นจริงดังคาด ยังไม่มีวี่แววพี่ชายมาปรากฏตัว ผมเดินเข้าใกล้ห้องประชาสัมพันธ์ พลางนึกว่าใครจะมาพบผมกันแน่...ผมเดาไม่ออกเลยสักคน

ผมใกล้เข้าไปเรื่อยๆ ภาพห้องเริ่มแจ่มชัด สิ่งที่ผมเห็น ผมเห็นเป็นผู้หญิงคนหนึ่ง รูปร่างออกท้วม ผมดำยาวเกินครึ่งหลัง เสื้อที่ใส่เป็นลายทางยาวสีชมพูสลับเขียวอ่อน พร้อมกับกางเกงสีน้ำเงินดูสุภาพ นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้รับรองโดยนั่งหันหลังให้ ผมจำผู้หญิงคนนี้ได้ แม่!!! ทำไมแม่มาพร้อมกับชุดพนักงานห้างฯ แล้วนี่มันเวลางานแม่ไม่ใช่หรอ เกิดอะไรขึ้น?

ผมเดินเข้าไปใกล้มากขึ้น มากขึ้น แต่สิ่งที่เห็นตรงหน้าทำให้ผมอึ้งไปชั่วขณะ แม่เป็นคนที่แต่งหน้าจัดมากเพราะต้องอาศัยหน้าตาในการทำงาน แต่ตอนนี้ไม่เหลือเค้าหน้านั้นแล้ว กลับเป็นคราบน้ำตาเข้ามาแทนที่เครื่องสำอางสวยๆ เหล่านั้น
“กร” แม่เรียกผม พร้อมกับโผเข้ากอดผมทั้งน้ำตา
“พ่อตายแล้วลูก” สิ่งที่ผมได้ยินทำให้ผมแข็งไปทั่วทั้งตัว ทุกอย่างดูเหมือนหยุดนิ่งราวกับไม่มีอะไรเคลื่อนไหว มีแต่แม่และผม 2 คนเท่านั้นที่ตกอยู่ในช่วงเวลาแห่งความเศร้านี้
“วี พ่อตายแล้วลูก” พี่ผมมาพอดี สิ่งที่แม่บอกกับพี่ชายผม ทำให้ผมคาดการณ์อาการของพี่ได้ไม่ยาก

บ่าย
“จะทำยังไงต่อไปดีล่ะ ฮะ เราจะทำยังไงต่อไปดี”
แม่ย้ำประโยคนี้หลายครั้ง แต่ผมไม่สามารถตอบได้ เพราะความรู้สึกผมตอนนี้ชาไปหมดแล้ว พี่ก็ได้แต่ร้องไห้ เนื่องจากพี่ชายสนิทกับพ่อมาก น่าจะใจหายอยู่ไม่น้อยที่สูญเสียพ่อไปกะทันหัน ผมได้แต่ยืนปลอบแม่อยู่ไม่ห่าง แต่ตอนนี้ผมก็ต้องการคนมาปลอบผมด้วยเช่นกัน...
สภาพของคนทั้ง 3 คนในตอนนี้ ไม่สามารถมีใครปลอบใครได้ทั้งนั้น

แม่ผมทำเรื่องขอผมและพี่ออกจากโรงเรียนก่อนเวลาเลิกเรียน เพื่อจะไปรอศพพ่ออยู่ที่วัด แม่บอกผมว่า เนื่องจากพ่อขับรถของบริษัทแล้วเบรกมันไม่ดี แล้วตรงนั้นเป็นทางลาดต้องชะลอ ทำให้รถพ่อชะลอไม่อยู่เสียหลักคว่ำบนเกาะกลางถนนที่ประจวบฯ แล้วเขาชันสูตรพลิกศพ เกิดจากซี่โครงหักทิ่มปอด เนื่องจากอกอัดกระแทกกับพวงมาลัย ทำให้เสียเลือดมาก หมอไม่สามารถยื้อชีวิตไว้ได้ และเสียชีวิตในเวลาต่อมา

สภาพของพ่อที่แม่ได้ยินจากเพื่อนร่วมงานของพ่อที่ไปดูศพและเล่าให้แม่ฟังอีกทีนั้น ทำให้ผมไม่อยากเห็นพ่อในสภาพแบบนั้น พี่ชายของผมถึงกับไม่อยากฟังกับสิ่งที่เกิดขึ้นและยังร้องไห้ไม่หยุด ผมก็ได้แต่ปลอบพี่ชายของผมและทั้ง 3 คน แม่และลูกชายอีก 2 คนขึ้นรถเพื่อนร่วมงานของพ่อพร้อมที่จะกลับบ้านและเตรียมไปวัด เราทั้งสองนั่งตรงกระบะท้ายเนื่องจากของที่อยู่ตรงเบาะหลังวางอยู่ระเกะระกะ

แม่นั่งอยู่ที่ข้างคนขับ ไม่พูดไม่จาอะไรได้แต่นั่งนิ่ง จากที่ผมสังเกตอยู่ที่กระบะหลังผ่านกระจก พี่ชายผมตอนนี้ลดระดับจากร้องไห้กลายเป็นสะอื้นแทน ตอนนี้สติคงกลับมาอยู่กับตัวแล้ว
“รู้ไหม...วันนั้นที่พ่อโทรมาคุยกับแม่รู้ไหม เรื่องอะไร” พี่ชายผมถามผมขณะที่ผมมองออกไปด้านนอก
“เขาโทรมาสั่งแม่ว่า...วันที่ 31 เขาจะกลับมาจากประจวบฯ แล้วจะทำอาหารกินเลี้ยงกัน ฉลองปีใหม่ และก็ฉลองที่แกได้เกรดเฉลี่ยที่ 3 ของห้อง” ผมได้แต่อึ้งกับสิ่งที่พี่พูด
จากที่พี่สะอื้นและกำลังจะเงียบ ผมกลับร้องไห้ขึ้นมาแทน ผมเสียใจกับการกระทำที่ผมทำไปเมื่อวานก่อน ภาพต่างๆ ทั้งเมื่อวานและก่อนหน้าที่ผมได้ทำกับพ่อลงไปถือเป็นความผิดที่ผมไม่สามารถกลับไปแก้ไขได้ ผมรู้สึกว่าผมชนะพ่อมาตลอด แต่วันนี้ผมกลับรู้ซึ้งแล้วว่า ผม “แพ้” พ่อหมดทุกอย่าง มันไม่มีอะไรแก้ได้

“คุณค่าและความงามของสิ่งนั้นเรามักจะมองเห็นได้เมื่อมันจากไป” อยู่ดีๆ พี่ชายของผมก็พูดประโยคนี้ออกมา ใช่ ผมเพิ่งรู้ว่าคุณค่าและความงามของพ่อนั้น ท่านทำมาโดยตลอด แต่เราไม่เห็น กลับเมินเฉยมัน สุดท้ายแล้วเมื่อพ่อจากไป ผมกลับเพิ่งเห็นคุณค่าและความงามของพ่อนั้น สุดท้าย... มันสายไปเสียแล้ว

ผมเห็นดวงอาทิตย์โผล่มาจากซอกตึกแยงตาผม ทำให้ผมคิดถึงดวงอาทิตย์ที่เคยแยงตาผมในตอนเช้าว่าที่จริงมันไม่ได้น่ารู้สึกน่ารำคาญแต่อย่างใด มันกลับทำให้เราตื่นตัวในตอนเช้าพร้อมที่จะเริ่มรับวันใหม่อย่างสดใส รวมถึงให้เราคลายจากอาการง่วง หงาวหาวนอน แต่สุดท้าย...คุณค่านั้นผมเพิ่งมองเห็น

ดวงอาทิตย์ตระหง่านอยู่บนโลกใบนี้ดวงเดียวก็เพียงพอแล้ว แต่ดวงอาทิตย์อย่างผมกลับอยากจะชิงดวงดวงอาทิตย์ดวงนั้นอยู่ตลอด แต่สุดท้าย...ต่างฝ่ายต่างปวดร้าวใจสลายไปทั้งคู่
ตอนนี้ดวงอาทิตย์อย่างผม...ชิงดวงได้สำเร็จแล้ว ตระหง่านอยู่บนฟ้าไกลได้สมใจ แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือ การตระหง่านอยู่เพียงผู้เดียว ไร้เงาของใคร ถึงอยากที่จะเปลี่ยนแปลงทุกอย่างให้กลับมาเหมือนเดิม แต่ความเป็นจริงมันกลับทำไม่ได้ ผมกลายเป็น “ดวงอาทิตย์ที่แสนเดียวดาย” บนผืนฟ้าผืนนี้ที่ตัวเองอยากครอบครอง

31 ธ.ค. 2548
เช้า

ความร้อนจากดวงอาทิตย์ดวงนั้นได้หลอมละลายความในใจผมทุกสิ่งหายไปหมดแล้ว ตอนนี้ผมอยากจะตอบแทนดวงอาทิตย์ดวงนั้นเพื่อชดใช้ในความผิดที่ผมทำลงไป โดยบวชหน้าไฟให้เป็นครั้งสุดท้าย ตอนนี้ช่างตัดผมร้านประจำของผมกำลังโกนหัวให้ผมเพื่อเตรียมพร้อมที่จะบวชหน้าไฟให้กับดวงอาทิตย์ดวงนั้น
ขณะช่างกำลังโกนหัวให้ผมอยู่ ผมอยากหาอะไรทำฆ่าเวลา ผมหยิบหนังสือพิมพ์ที่อยู่บนโต๊ะกระจกขึ้นมาดู เห็นข่าวพ่อลงอยู่ในหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ พร้อมกับรูปขนาดเล็กของพ่ออยู่ตรงมุมขวาด้านบน

“รถพลิกคว่ำ ผู้บาดเจ็บระนาวบนถนนเพชรเกษม ขาล่องใต้...ที่ถนนเพชรเกษม กม. 347-348 เกิดอุบัติเหตุรถบรรทุก 6 ล้อ อีซูซุสีแดง ทะเบียน 80-4665 ปทุมธานี ของบริษัทไทยน้ำทิพย์ พุ่งชนต้นไม้ร่องกลางถนน มีผู้เสียชีวิต 1 ศพ คือ นายอาทิตย์ ส่องแสงสูรย์ อายุ 44 ปี และมีผู้บาดเจ็บ 2 ราย...”

“พ่อ...” ผมพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ก่อนจะวางหนังสือพิมพ์นั้นลง
“ดวงอาทิตย์” ดวงนั้นได้พักผ่อนลงอย่างสงบแล้ว

ขอบคุณภาพจาก : http://www.freeimages.com/photo/sunshine-sun-sundown-1550101
SHARE
Writer
Youthtumz
Princess of Content
เจ้าหญิงแห่งวงการคอนเทนต์

Comments

imonkey7
3 years ago
TT
Reply
เขียนได้ดีนะครับ ไม่เวิ่นเว้อด้วย
แต่อยากให้เพิ่มรายละเอียดปมขัดแย้งของตัวเอกกับพ่อ เช่น เพิ่มเหตุการณ์ในอดีตอะไร ที่พ่อ/ลูกคู่นี้ถึงไม่มองหน้ากัน และ สิ่งใด/ปัจจัยใดที่เป็นพื้นเพให้พระเอกต้องตะคอกใส่พ่อ
ดีครับดี
Reply
PsychoPlay
3 years ago
ทิ้งไว้แต่ความทรงจำ
Reply
SelenaPrang
3 years ago
TT
Reply
nat_busters
3 years ago
เป็นเรื่องน่าเศร้าใจมากๆครับ
Reply