แสงสว่างของชีวิต กับความมืดมิดที่ต้องเผชิญ..
เสียงนกร้องจากนอกหน้าต่างดังเข้ามาถึงในห้องนอน
ความงัวเงียทำให้ฉันนอนหลับตาอยู่อย่างนั้น
ก่อนที่ลมทางหน้าต่างจะพัดเข้ามาพร้อมกับแสงแดดจ้าที่บ่งบอกว่าถึงเวลาเช้า
เสียงของแม่ในทุกๆเช้าเปรียบเสมือนนาฬิกาเรือนใหญ่ของบ้าน
แปลกดีเหมือนกันตรงที่วันไหนที่แม่ไม่อยู่บ้าน
ฉันก็สามารถตื่นเองได้โดยอัตโนมัติ โดยไม่ต้องอาศัยเสียงของแม่เลยสักนิดเดียว
คงเป็น “ความอุ่นใจ” ก็ว่าได้ที่ในทุกเช้าฉันยังคงได้ยินเสียงแม่ซ้ำ ๆในทุกๆวัน

ฉันลุกขึ้นมาจากที่นอนอย่างไม่เต็มใจนัก
เป็นผู้ใหญ่แล้วจะงอแงเหมือนเด็กไม่อยากไปโรงเรียนคงไม่ได้
กิจวัตรประจำวันในแบบธรรมดาที่ไม่เคยแตกต่างไปจากเดิม
อาบน้ำ  กินข้าว เลือกชุดที่มั่นใจแล้วก็ก้าวเท้าออกจากบ้าน
“ไปแล้วนะแม่ ขอหอมทีนึง” ฉันเดินพร้อมเข้าไปจุ๊บที่แก้มแม่หนึ่งฟอดใหญ่

ฉันเดินออกจากบ้านไปอย่างรวดเร็ว
พร้อมกับยกข้อมือขึ้นมาเพื่อดูเวลา 
เข็มของนาฬิกายังคงเดินไปเรื่อย ๆไม่หยุด
ชีวิตของคนเราก็เหมือนกัน...

คุณอาจจะไม่เคยคิดว่าเช้าในวันที่สุดแสนจะธรรมดาของเรา 
อาจจะเป็นวันเดียวกันกับเช้าในวันที่เปลี่ยนชีวิตของใครบางคนไปตลอดกาล…
หากคุณตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าคนที่นอนอยู่ข้างๆในทุกคืน
ไม่มีวันที่จะกลับมาเป็นคนเดิมได้อีกต่อไป คุณจะทำอย่างไร?

‘พี่เป๊บซี่’ ผู้ชายที่ต้องเผชิญกับความจริงที่ว่าผู้หญิงที่เป็นคู่ชีวิต
มีสภาวะที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง ‘พี่หมู’ คือผู้หญิงคนนั้น...

เพราะสาเหตุของความผิดปกติในสมองทำให้พี่หมูจะต้องผ่าตัดสมอง
ส่งผลให้ความรู้สึกนึกคิด พฤติกรรมคล้ายคลึงกับเด็กอายุ 7-8 ขวบ
ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ งอแง เอาแต่ใจ คาดเดาไม่ได้ 
ความจำสั้น และที่สำคัญคือความทรงจำบางส่วนได้หายไป
เหมือนแสงของหลอดไฟที่กระพริบติด ๆดับ ๆ

แต่ที่น่าแปลกไปกว่านั้นก็คือ 
ความทรงจำที่พี่หมูมีต่อพี่เป๊บซี่...ยังคงอยู่
หลังจากที่พี่เป๊บซี่รู้ว่าพี่หมูไม่มีทางกลับไปเป็นพี่หมูคนเดิมได้อีกต่อไป
พี่เป๊บซี่เลือกที่ทำใจยอมรับในสิ่งที่พี่หมูเป็นและยังคงตัดสินใจที่จะดูแลผู้หญิงคนนี้ต่อไป
จนกว่าจะหมดลมหายใจ...

“พี่เองก็เคยคิดนะว่าถ้าเกิดเราตายก่อนแล้วพี่หมูจะทำยังไง จะอยู่ยังไง แค่คิดน้ำตาก็ไหลแล้ว สงสารเค้าเพราะเค้าจะมีอาการเดี๋ยวก็จำได้ เดี๋ยวก็ลืม เค้าก็ต้องถามหาพี่บ่อยแน่ๆ แล้วพอถามหาพี่ คนก็จะบอกว่าพี่เป็ปซี่ตายไปแล้ว พี่ หมูก็จะต้องร้องไห้เสียใจและก็คงร้องไห้วันนึงหลายๆรอบ พอคิดถึงเรื่องนี้ พี่ก็เลยหันกลับมาดูแลตัวเอง ออกกำลังกาย กินแต่ของ มีประโยชน์ คือทำทุกอย่างให้พี่ตายทีหลังพี่หมู ”
ประโยคนี้ทำเอาพิธีกรในรายการ Club Friday น้ำตาคลอไปตามๆกัน

ทุกเช้า..พี่เป๊บซี่จะตื่นขึ้นมาทำกับข้าว ทำงานบ้าน เลือกเสื้อผ้าให้พี่หมูใส่
จูงมือพี่หมูพาไปนั่งอยู่ที่ทำงานด้วยกันทุกวัน เป็นแบบนี้มาตลอดระยะเวลาหลายปี

ตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นจนถึงพระอาทิตย์ตกดิน
การดูแลผู้หญิงคนที่พี่เป๊บซี่รักคือหน้าที่หลักในทุกๆวัน
เดาว่าแสงแดดของพี่เป๊บซี่ก่อนที่พี่หมูจะป่วย
คงเป็นแสงแดดที่ไม่ได้มีความพิเศษแต่อย่างไร
ตื่นเช้ามาก็เป็นเรื่องธรรมดาที่จะต้องมองเห็น..ก็เท่านั้น 

แต่ในตอนนี้แสงแดดของทุกเช้าในทุกๆวัน 
ช่างมีความหมายต่อพี่เป๊บซี่เหลือเกิน
เพราะคงไม่มีอะไรที่มีคุณค่าเท่ากับทุกเช้าที่ตื่นขึ้นมา
แล้วพบว่าพี่เป๊บซี่ยังมีลมหายใจอยู่
อยู่...เพื่อทำหน้าที่ ‘ดูแล’ คนรัก

ในขณะที่พี่หมูสูญเสียหลายๆอย่างในชีวิตในช่วงที่เผชิญกับโรคร้าย
แต่สิ่งที่ได้รับจากผู้ชายคนนึงมีค่ามากกว่านั้น
ช่วงเวลาที่มืดมิดที่สุดในชีวิตของผู้หญิงคนนึง
กลับมีแสงสว่างจากผู้ชายคนที่พร้อมจะดูแลในยามที่เธอสูญเสียความทรงจำ
และเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดเป็นสิ่งที่บ่งบอกได้ดีว่า
ในยามที่ชีวิตมืดมิดอย่างที่สุด แสงเพียงนิดเดียวที่ลอดฝ่าความมืด
ทำให้เราก้าวเดินต่อไปได้อย่างไม่กลัว

ฉันไม่รู้ว่าแสงแดดมีวันพักผ่อนไหม? พอๆกับที่ไม่รู้ว่ารักแท้มีอยู่จริงหรือเปล่า?
แต่ฉันรู้ว่าคุณค่าของการมีชีวิตอยู่นั้นมีอยู่จริง

--------
ฉันเปิดหนังสือ
ค่อยๆละเมียดอ่านในทุกตัวอักษรบนกระดาษ
สายตาของฉันหยุดนิ่งให้กับประโยคที่เห็นอยู่ตรงหน้า

“เรามีชีวิตในแสงสว่างชั่วแวบเดียว เมื่อสายัณห์มาเยือน
ราตรีก็มืดมิดตลอดกาล”

-จากหนังสือ Awareness คนไม่รู้จักตัวเอง
เขียนโดย  Anthony de Mello

ฉันปิดหนังสือเล่มนั้นลงอย่างช้า ๆ
ครุ่นคิดถึงชีวิตของตัวเอง
ที่ผ่านมาเราได้รับอะไรมาบ้าง
ที่ผ่านมาเราสูญเสียอะไรไปบ้าง 
แล้วก็ค้นพบว่าคนเราจะเห็นคุณค่าและความงามของทุกสิ่ง
ก็ต่อเมื่อแสงสุดท้ายในชีวิตมาถึง
 มันสว่างวาบแล้วก็หายไปอย่างรวดเร็ว
รู้ตัวอีกทีคุณก็ต้องเผชิญความมืดมิดแบบไม่ทันตั้งตัว

เข็มสั้นของนาฬิกาบนหน้าปัดชี้ไปที่เลข 6
ฉันหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา
กดไปยังเบอร์ที่คุ้นเคย
“ฮัลโหล”
“ว่าไงลูก”
“ วันนี้กลับเร็วนะแม่ งานไม่เยอะเท่าไหร่  
เดี๋ยวจะไปกินข้าวที่บ้านด้วย  รักแม่นะ"
------


SHARE
Writer
StoryCollector
experience hunter
เกิดจากความช่างสังเกตุผู้คน สิ่งรอบตัว จนกลายเป็นนักสะสมเรื่องราว ชอบที่จะบันทึกประสบการณ์ที่ได้เจอ ทั้งจากตัวเอง จากเพื่อน จากคนรอบตัว หรือแม้กระทั่งคนแปลกหน้า มีความเชื่อว่าทุกคนมีเรื่องเล่าในแบบของตัวเอง.. Follow me : https://www.facebook.com/storycollectorsince2018/

Comments