สภาวะการเฝ้ารอ: โรคร้ายที่คล้ายการมโน?
เมื่อก่อนฉันเคยคิดว่าการใช้เวลาในวันว่าง ๆ ทั้งวันไปกับการทำอะไรบางอย่างเพียงอย่างเดียวเป็นสิ่งที่ไม่ควรปล่อยให้เกิดขึ้นกับแต่ละวันของมนุษย์ที่มีค่ายิ่ง แต่พอเวลาเปลี่ยน เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ผ่านมาให้ฉันเผชิญก็ทำให้ฉันเปลี่ยนความคิดนั้นไป เปลี่ยนแม้กระทั่งความรู้สึกที่เคยหยามเหยียดการกระทำดังกล่าวไปโดยสิ้นเชิง ฉันกลับเข้าใจเหตุผลและความรู้สึกของคนที่ใช้เวลาทั้งวันหมกมุ่นอยู่กับการทำอะไรเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะอย่างยิิ่งคนที่ใช้เวลาไปกับการเฝ้ารอ

การเฝ้ารอในทัศนะของฉันแม้จะมีอยู่หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการเฝ้ารอของบางสิ่ง การเฝ้ารอคำตอบบางอย่าง หรือการเฝ้ารอคนบางคน แต่ไม่ว่าจะเป็นการเฝ้ารอในรูปแบบใดก็ตาม มักจะมีผลลัพธ์ได้เพียงสองรูปแบบเท่านั้น คือ รอแล้วได้พบ กับ รอแล้วไม่ได้พบ หากไม่เลิกรอไปก่อน (ซึ่งคงจะเป็นไปไม่ได้ หากเข้าสู่สภาวะการเฝ้ารอที่แท้จริง)

ในช่วงระยะเวลาที่เข้าสู่สภาวะการเฝ้ารอ อาจจะไม่ได้เกิดจากการทำอะไรบางอย่างเพียงอย่างเดียวดังที่กล่าวไปข้างต้น แต่คงจะต้องมีการกระทำ อารมณ์ และความรู้สึกนึกคิดเป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะทำให้เกิดสภาวะการเฝ้ารอที่แท้จริง มิใช่การเฝ้ารอที่ผิวเผินหรือฉาบฉวยอย่างที่รำพึงรำพันพร่ำพรรณนาให้คนอื่นฟัง แต่คงจะต้องเป็นการเฝ้ารอที่สละเวลาเพื่อความคาดหวังให้ได้พบ หรือในอีกแง่หนึ่งคือหมกมุ่นไม่เป็นอันทำอะไรเพื่อให้ได้พบเช่นกัน อย่างไรก็ตามองค์ประกอบดังกล่าว เมื่อผสานกลมกลืนกันเป็นเนื้อเดียวแล้ว ก็นับว่าเป็นสภาวะการเฝ้ารอ ซึ่งคือการกระทำอย่างเดียว

เมื่อเข้าสู่สภาวะการเฝ้ารอที่แท้จริงแล้ว ร่างกายจะต้องแสดงสิ่งผิดปกติออกมาให้เห็นอย่างเด่นชัด อาทิ รู้สึกเหนื่อยง่ายขึ้นทั้งที่ทำกิจกรรมแบบเดิม ๆ อย่างที่เคยทำมาก่อน ไม่สบายอกสบายใจในทุกเรื่อง เบื่อหน่ายและเป็นกังวลต่อสิ่งรอบข้าง กล้ามเนื้ออ่อนแรงและเลื้อยไปมาไม่อยู่กับที่เหมือนสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง เข้าสู่ภาวะซึมเศร้าอย่างไม่มีสาเหตุ อย่างการอยากเสพสื่อเศร้า ๆ เหงา ๆ หรือแม้จะเสพสื่อโลกสวย ก็ยังเกิดอารมณ์เศร้าอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน เกิดอาการเครียดเนื่องจากเป็นกังวลต่อการที่ยังไม่ได้พบ ฯลฯ สิ่งผิดปกติที่แสดงออกมาเหล่านี้อาจไปคล้ายกับอาการป่วยที่บ่งถึงโรคบางโรค จึงควรจะพิจารณาให้ดีว่าเป็นอาการที่บ่งถึงโรคทางกายภาพ หรือโรคทางจิตใจกันแน่ อย่างน้อยก็เพื่อให้แน่ใจว่า จะได้ไม่ต้องไปโรงพยาบาลเพื่อหาหมอและสั่งจ่ายยาแพงหูฉี่

หลังจากเข้าสู่สภาวะการเฝ้ารอไปสักระยะ (โดยเฉพาะการเฝ้ารอคำตอบบางอย่างจากคนบางคน) จะมีภาพความทรงจำเก่า ๆ ทยอยฉายวนซ้ำ ๆ เหมือนละครเพลงบรอดเวย์ที่แสดงมาแล้วไม่รู้กี่รอบ อย่าง The Lion King หรือ The Phantom of the Opera เพื่อกระตุ้นเตือนให้ครุ่นคิดและคำนึงถึงการเฝ้ารออย่างไม่สิ้นสุด และการทวีขึ้นของสิ่งผิดปกติจะยิ่งแสดงให้เห็นเด่นชัดถึงสภาวะการเฝ้ารอที่เข้าขั้นภาวะวิกฤติของคุณ

ความทรงจำอันดีงามและน่าทบทวนจะเร้าให้คุณยิ่งอยากจะชื่นชมมันซ้ำ ๆ ด้วยการฉายภาพในสมองของคุณเป็นอย่างแรก ต่อจากนั้นจะยิ่งรบเร้าให้คุณสร้างแบบจำลองสถานการณ์เดิมนั้นขึ้นมา และท้ายที่สุดมันจะอยากกระโจนออกมาปรากฏแบบเดิมอีกครั้งให้คุณได้สัมผัสด้วยสองตาและหนึ่งใจ พร้อม ๆ กับการที่คุณต้องเผชิญกับการเฝ้ารอในภาวะวิกฤติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้หรือถอนตัวไม่ขึ้น

ในขณะเดียวกัน ความทรงจำอันเลวร้ายที่คุณอยากจะลืม ๆ มันไปเสีย ก็จะทยอยกลับมารบกวนใจคุณเช่นกัน เหตุการณ์ในปีนั้น เดือนนั้น วันนั้น ชั่วโมงนั้น นาทีนั้น วินาทีนั้น กระทั่งเสี้ยววินาทีนั้น คุณจะสามารถระลึกได้เหมือนเพิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อสักครู่ เป็นสักครู่ที่คุณตัดสินใจอะไรบางอย่างผิดไป ทั้งที่ตระหนักว่ามันจะส่งผลต่ออนาคตของคุณ อีกทั้งจะต้องถูกบรรจุเข้าไปในลิ้นชักส่วนความทรงจำอันเลวร้ายโดยอัตโนมัติ แต่คุณก็ยังเลือกที่จะทำแบบนั้นในตอนนั้น ซึ่งความรู้สึกในตอนนี้อาจจะแตกต่างออกไป (แน่นอนว่ามันต้องแตกต่าง ไม่อย่างนั้นคงไม่อยู่ในส่วนที่เป็นความทรงจำอันเลวร้ายหรอก)

คนที่เผชิญกับการกลับมาของความทรงจำอันเลวร้าย มีการปฏิบัติไปในทางเดียวกัน คือ การจินตนาการภาพที่ตรงกันข้าม คุณจะพยายามเปลี่ยนเหตุการณ์ในความทรงจำอันเลวร้ายให้ตรงกันข้าม พยายามเปลี่ยนคำตอบให้ผิดแผกไปจากคำตอบเดิม เปลี่ยนกิริยาท่าทางที่ตนแสดงเพื่อผลลัพธ์ที่ดีกว่า อย่างไรก็ตามมันเป็นการพยายามกลับไปเปลี่ยนอดีต ซึ่งเป็นสิ่งที่เหนืออำนาจของปุถุชนคนธรรมดา(ที่อ้างว่าตนมีเสรีภาพที่จะทำอะไรก็ได้)อย่างไม่อาจปฏิเสธได้ อีกทั้งคุณยังต้องฝืนทนกับการลุกฮือขึ้นมาหลอกหลอนอย่างน่าหวาดกลัวของความทรงจำอันเลวร้ายนี้อีกด้วย

การเยียวยารักษาสภาวะการเฝ้ารอขั้นวิกฤติคงจะแตกต่างกันไปตามแต่รสนิยมส่วนบุคคล จะเรียกได้ว่าเป็นการรักษาที่แตกต่างไปตามปัจเจกก็คงจะได้ บางคนอาจหายจากภาวะดังกล่าวด้วยวิธีการที่ง่ายดายเสียยิ่งกว่าการปอกกล้วยเข้าปาก (โถ! เป็นการเปรียบเทียบที่เป็นขนบเหลือเกิน) เช่น การเหล่มองคนหน้าตาดีที่เดินผ่านขณะนั่งดูดช็อคโกแลตครีม ชิพ แฟรบปูชิโน่ อยู่ในสตาร์บัคส์ แต่คงจะหายในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ ไม่ได้หายเป็นการถาวรอย่างที่ต้องการ หรือจริง ๆ แล้ว การเป็นอัลไซเมอร์ก็อาจจะช่วยได้! การเยียวยารักษานี้นักวิชาการและแพทย์ยังคงไม่มีการพิสูจน์ให้แน่ชัดและยังไม่สามารถทำเป็นโบรชัวร์ออกมาแจกให้อ่านเพื่อหายขาดได้

สภาวะการเฝ้ารอจะเกิดขึ้นกี่รอบก็ได้ในช่วงชีวิตของคนคนหนึ่ง หรืออาจจะไม่เกิดขึ้นเลยก็เป็นได้สำหรับคนบางคนซึ่งเลือกที่จะไม่เริ่มการเฝ้ารอ และจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาไหนของชีวิตก๋็ได้ คนบางคนอาจจะเผชิญและรับมือกับสภาวะนี้เพียงช่วงระยะเวลาสั้น ๆ แต่สำหรับคนบางคนอาจจะต้องใช้เวลาตลอดชีวิต เพราะการเฝ้ารออาจจะเป็นสิ่งที่คุ้มค่าที่สุดในชีวิตของเขาที่พึงกระทำได้


#ความรักก็เช่นกัน
SHARE
Writer
Jiramath
Albino Bird & Reader
Jiramath is not happy! Jiramath is not happy!

Comments