ขาขาด
โต๊ะหินอ่อนหน้าอาคารวิทยาศาสตร์ เรียกได้ว่าเป็นสถาบันกวดวิชาขนาดย่อมของเหล่านักพนันในวัยมัธยมปลายก็ไม่แปลก จะเรียกว่านักพนันก็ไม่ใช่เสียทีเดียวเพราะเราไม่มีเงินทองเป็นหลักฐานในการกระทำความผิดทาง “กฎหมาย” แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมี “กฎไม้(เรียว)” ของฝ่ายปกครองก็ยังเป็นข้อยืนยันในความผิดอยู่ดี

“ขาขาด” คือคำที่เอาไว้ใช้บ่อยๆในการเชิญชวน (เชิงบังคับ) ให้ผู้ที่อยู่ในสภาวะปลอดจากกิจกรรมทั้งปวง เข้ามาสู่สนามประลองไหวพริบ และโชคชะตา ตั้งแต่รู้จักกระดาษทั้ง 52 ใบมา ผมได้ยินคำว่าขาขาด มานับมากกว่าร้อยหน หากไม่ชวนด้วยคำว่าขาขาด ก็จะมีการเปรยมุขประมาณว่า “วันนี้ พากูไปหาหมอหน่อย” ซึ่งเมื่อถอดส่ายตาไปมองที่ร่างกายก็ยังคงแข็งแรงดี หากมองไปรอบๆบริเวณนั้นแล้วเจอไพ่สำรับถูกวางไว้ให้เห็นก็คงเดาได้ชัดว่า “วันนี้ หมอคงอดรักษาคนไข้ไปหนึ่งรายเป็นแน่นอน”

คุณเคยอยากอยู่เฉยๆไหม อาการเหล่านี้ถูกเรียกว่า ความเฉื่อยชา 
 
ในช่วงวัยทำงาน ความเฉื่อยชามักเข้าสิงร่างกายราวกับเป็นผีสาง สภาวะเฉื่อยชาทำให้ความฝันไม่อาจเกิดปฏิกิริยากับความมุ่งมั่นได้ดียิ่งนัก หลายคนมีสิ่งที่อยากจะทำอยู่แล้วในใจ แต่เมื่อกำลังเริ่มที่จะทำก็รู้สึกไม่อยากจะทำ ช่างเป็นความรู้สึกที่ดูหน่วงๆ จะเริ่มก็ไม่เริ่ม พออยู่เฉยก็ดันเบื่ออยากจะหาอะไรทำเสียอย่างนั้น สภาวะนี้เป็นอะไรที่สร้างความปั่นป่วนให้กับชีวิตเราไม่น้อยเลยทีเดียว

ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ชีวิตผมไม่ค่อยมีอะไรน่าตื่นเต้นเท่าที่ควรนัก ไม่ออกไปเที่ยว ไม่อ่านหนังสือที่ตั้งรอไว้บนหัวนอน ทำเพียงแต่เลื่อนหน้าจอโทรศัพท์ไปเรื่อยๆอย่างไร้จุดหมาย มันช่างเป็นชีวิตที่แสนจะน่าเบื่อสิ้นดี


จนกระทั่งวันหนึ่งเพื่อนชวนออกไปเที่ยว ซึ่งแน่นอนผมปฏิเสธไป ด้วยการที่อยากอยู่เฉยๆ แต่เหมือนวันนั้นความเฉื่อยชาทำหน้าที่ได้ไม่ค่อยดีนัก ในบ่ายวันนั้นผมกลับเปลี่ยนใจ ขอติดรถไปด้วยกับเหล่าเดอะแก๊งค์ เราไปกันใกล้ๆเพียงแค่หัวหิน กว่าจะถึงพระอาทิตย์ก็ใกล้เวลาจะเลิกงานแล้ว เราจึงเลือกสถานที่เหมาะๆไปนั่งจับกลุ่มกัน ภายใต้โต๊ะทำงานของดวงจันทร์แทน

วันนี้กระดาษทั้ง 52 ใบ ไม่ได้ถูกนำมาร่วมเที่ยวกับทริปนี้ ซึ่งมันก็เป็นข้อดีที่ทำให้เราได้นั่งทำกิจกรรมที่ไม่เสี่ยงต่อการถูกจับ

การพูดคุย กันดูจะเป็นกิจกรรมที่เหมาะสมที่สุดในเวลาที่มีเสียงคลื่นทะเลคลอเคลียกับแก้วหูทั้งสองข้าง หัวข้อตั้งแต่สารทุกข์ สุขดิบ เรื่องราวของชีวิตในอดีต จนถึงปัจจุบัน การให้คำปรึกษาชีวิตราวกับเป็นคลับฟลายเดย์ หรือแม้แต่แหกปากร้องเพลงที่ดูจะเข้ากับอารมณ์ในช่วงนั้นๆ มันช่างเป็นช่วงเวลาที่เรียกได้ว่า หากขาดใครไป คงไม่ต่างอะไรจากการเล่นไพ่ที่ขาดคน

โชคดีที่ผมไม่ได้พกความเฉื่อยชามาด้วย การมานั่งรอดูพระอาทิตย์ตอกบัตรเข้าทำงาน จึงเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ในเช้าวันนั้น

ผมได้แต่เดินถ่ายรูปไปเรื่อยๆ ทบทวนสิ่งที่อยากทำ หากกลับมาผมจะมาต่อสู้กับเจ้าความเฉื่อยชาได้เช่นไร

บางทีก็คิดว่าความฝัน หรือ สิ่งที่อยากทำ ก็ต้องการผู้เล่นอยู่เช่นกัน มันคงจะเรียกร้องว่า 
“ขาขาด” หรือ “วันนี้ พากูไปหาหมอหน่อย” 


ผมลืมไปเลยว่าผมรู้สึกสนุกกับสิ่งเหล่านั้นขนาดไหน จนกระทั่งได้มานั่งทบทวนตัวเอง การอยู่กับตัวเองจึงเป็นสิ่งที่ทำให้เราขับเคลื่อนชีวิตไปได้มากอยู่เช่นกัน เจ้าหมาตัวที่อยู่ริมทะเลก็คงอยากได้ขาที่หายไป มาช่วยให้มันเดินหน้าได้ง่ายกว่าที่เป็นอยู่

หลังจากกลับมา ความเฉื่อยชาก็ยังคงปฏิบัติตัวได้อย่างคงเส้นคงวา มาเสมอ

ผมยังพยายามต่อสู้กับมันอยู่ ซึ่งแน่นอนมีหลายครั้งที่ผมรู้สึกตัดสินใจทำสิ่งต่างๆได้ง่ายกว่าที่เคยเป็นมา

ถ้าหากเพื่อนมาจอดรถ แล้วกล่าวกับผมว่า “วันนี้ ขาขาดวะ” ผมคงจะกระโจนขึ้นรถไป นอนป่า นอนเขา กันสักคืน



“เว้นเสียแต่ว่ากระเป๋าตังค์ผมจะขาดในเดือนนั้น”
 
SHARE
Writer
Dinsor
writer
A litter word for the big world

Comments