ทั้งหมดเกิดขึ้นในหัว 24.05.16


เย็นวันนี้เป็นวันที่ 2 ที่ออกไปขี่จักรยานรอบหมู่บ้าน
อา เมื่อวานเดิน ส่วนวันนี้ขี่จักรยาน


ตลอดเวลาสั้นๆที่ออกไปขี่จักรยาน สมองเราดูจะทำงานอย่างหนักหน่วง คิดอะไรไปเรื่อย จนเราอยากจะเอาสมุดมาจดไปพร้อมๆกับขี่จักรยานจริงๆ แต่ก็ทำได้แค่หลังขี่จักรยานก็รีบคว้าไอโฟนมาจดคีย์เวิร์ดอะไรที่พอจะนึกออกมาให้หมด

เพราะว่าบางความรู้สึกมันก็หายไปเร็วเกินไป ถ้าไม่อยากลืม การจดดูจะเป็นทางเลือกที่ดี


วันนี้เป็นวันที่ 2 ที่ป้าเราลากเราออกมา
 
ป้าเราเก็บมะม่วงจากต้นที่บ้านได้ถุงนึงบอกว่าแวะเอาไปให้ป้ามณฑาหน่อย


ป้าเราเรียกเค้าว่าป้า แต่เราก็เรียกเค้าว่าป้าเหมือนกัน ดูไม่เมคเซ้นส์เลย

ป้าเค้าเรียกป้าเราว่าลูก แต่ก็เรียกเราว่าลูกเหมือนกัน ดูไม่เมคเซ้นส์เลย


เราขี่จักรยานไปถึงหน้าบ้านป้ามณฑา บ้านปิด ไม่มีคนอยู่
เรากับป้าจอดส่องๆอยู่แปปเดียว วินมอไซค์ที่พ่วงป้ามณฑาก็ขับมาจอดหน้าบ้านพอดี

'ป้าไปศิริราชมาลูก ไป 6 โมงเช้าได้กลับ 6 โมงเย็น เหนื่อยมากเลย'

ป้าเราก็ถามไถ่ว่าเป็นอะไรไปโรงบาล นู่นนี่ตามปกติ แต่สมองเราไม่ได้ประมวลผลตรงนั้นเท่าไหร่หรอก


ป้ามณฑาเค้าไปโรงบาลในกรุงเทพคนเดียวยังไงนะ คงไม่ได้นั่งมอไซค์ไปจนถึงใช่มั้ย คงจะไปส่งที่ท่ารถตู้ล่ะมั้ง


ป้ามณฑาบอกว่าเดี๋ยวจะไปขี่จักรยานด้วย หมอสั่งให้ออกกำลังกาย
โอย มะม่วงเยอะแยะ ป้ากินไม่หมด เดี๋ยวแบ่งไปให้ป้านิด้วย ป้านิชอบกินมะม่วงดิบๆ เดี๋ยวป้าเอาอันสุกๆไว้ นู่นนี่นั่น

ป้ามณฑาให้เราเข้าไปนั่งรอในบ้าน
บ้านแกดูโล่งๆดีนะ ดูสะอาดน่าอยู่

ป้ามณฑาเทน้ำฟักทองที่แกทำเองมาให้เรากับป้าคนละแก้ว ป้ามณฑาถามว่าชอบมั้ย เดี๋ยวทำไปฝากอีก หลังจากนั้นก็เอาขวดน้ำเปล่ามาให้บอกให้กินล้างปาก หลังจากกินเสร็จเราก็ช่วยยกแก้วกับขวดน้ำไปเก็บ เราเปิดตู้เย็นพยายามจะหาว่าขวดน้ำนี้ควรจะอยู่ตรงช่องว่างตรงไหน เรามองหานานเหมือนกัน สุดท้ายก็เจอรูนึงที่ดูจะฟิตพอดีกับขวดน้ำขวดใหญ่

'เอ้อ เก็บตรงนั้นแหละลูก เก่งมาก เก่งมาก'

อายุ 18 ใช่วัยที่ควรได้รับคำชมว่าเก่งมากจากการเก็บขวดน้ำใส่ตู้เย็นได้ถูกที่หรอ 

สมองเรายังคงประมวลผลต่อไป


ถึงตรงนี้ อาจจะคิดว่าเรากับป้ามณฑาเป็นเพื่อนบ้านที่เราสนิทตั้งแต่เด็กๆรึเปล่า คำตอบคือ เราจำไม่ได้
ตอนแรกเรานึกว่าเค้าคือคุณป้าอีกบ้านนึงซะอีก
ความทรงจำล่าสุดคือ ครั้งที่แล้วที่เรากลับบ้าน เราออกมาขี่จักรยานกับป้าเราแล้วเจอป้ามณฑารดน้ำต้นไม้อยู่หน้าบ้านแล้วป้าเราก็จอดชวนคุยอยู่แปปนึง
เราว่าเรารู้จักป้ามณฑาครั้งแรกตอนนี้นะ

ป้าเราบอกว่าป้ามณฑาแกก็มีลูกหลานนะ อยู่แถวนี้เหมือนกัน ส่วนลุงแฟนแกเสียไปหลายปีแล้ว แต่ป้าแกชอบอยู่สงบๆ ไม่ค่อยอยากรบกวนลูกหลานตัวเอง มีเบอร์แท็กซี่กับวินมอไซค์เจ้าประจำ เวลาจะไปไหนมาไหนก็โทรเอา
แต่เราก็ยังสงสัยอยู่ดี ไปโรงบาลที่กรุงเทพเองคนเดียวเลยหรอ


เรา 3 คนขี่จักรยานไปบ้านป้านิเพื่อเอามะม่วงไปให้ คุณลุงแฟนป้านิเพิ่งกลับจากการขี่จักรยานพอดิบพอดี เราก็ทักทายสวัสดีตามมารยาท
ป้านิแกขี่จักรยานไม่ไหวแล้ว ได้แค่เดินเล่นสั้นๆช้าๆ
เมื่อวานเราออกมาเดินพร้อมป้าแล้วก็เจอป้ามณฑากับป้านิเนี่ยแหละ ป้านิโวยวายใส่ป้าเราใหญ่เลยว่าไม่เห็นจะมารับไปเดินซะที หลายวันแล้ว นู่นนี่พร้อมทำท่างอนๆ เราแยกกันตรงสนามเด็กเล่นเพราะป้านิเดินไม่ไหวแล้ว ป้ามณฑาเลยพาไปนั่งพักก่อน
วันนี้ป้ามณฑาเลยบอกว่าให้ป้านิพักก่อน เมื่อวานเดินเยอะแล้ว พรุ่งนี้ค่อยมาเดินด้วยกัน
เราก็รู้จักป้านิครั้งแรกเมื่อวานนะแหละ


แล้วเรา 3 คนก็ขี่จักรยานกันต่อ
ตอนแรกเราก็ยังอยู่ในบทสนทนา แต่รู้ตัวอีกทีเราก็ขี่นำมาไกล ในหัวก็คิดอะไรไปเรื่อย แล้วเราก็เริ่มร้องเพลง

I see the landscape change before my eyes. The features I've been navigating by. No noth--

ป้าตะโกนเรียกเรา บอกว่าป้ามณฑาจะกลับเข้าบ้านแล้ว เราเลยต้องหยุดร้องเพลงและหยุดจักรยานรอป้าๆขี่ตามมา เราส่งป้ามณฑาที่บ้าน ป้าแกก็ขอบคุณเรื่องมะม่วง แล้วเรากับป้าก็ออกเดินทางกันต่อ


ตั้งแต่เราขี่จักรยานมาวันนี้ เรารู้สึกไม่คุ้นกับชีวิตที่นี่เลย ในหมู่บ้านไม่มีตึกสูงๆ มองไปข้างหน้าไม่ต้องเงยหน้าก็เห็นท้องฟ้าแล้ว เพิ่งรู้สึกว่ามันสวย เป็นเหตุผลที่เราร้องเพลงนั้นขึ้นมา เพราะว่า I see the landscape (หรอ เกี่ยวมั้ยวะ 5555555)

แต่ที่ไม่คุ้นไม่ได้แปลว่าเพราะเราหลงแสงสีอะไรในกรุงเทพหรอกนะ เราก็ไม่ได้ใช้ชีวิตเด็กกรุงเทพเท่าไหร่หรอก ก็แค่เด็กที่ไปอยู่หอตอน ม.ปลาย แล้วก็น่าจะต้องอยู่หอต่อไปตอนเรียนมหาลัย
แต่เราเลิกขี่จักรยานและใช้ชีวิตตอนเย็นรอบหมู่บ้านไปตั้งนานมากแล้ว 
ไม่ใช่แค่หลังจากขึ้น ม.ปลาย
แต่เราเลิกไปตั้งแต่ ป.4-ป.5 แล้วมั้ง 
หลังจากขึ้น ม.ปลาย บ้านก็กลายเป็นที่อยู่ชั่วคราว เราอยู่หอนานกว่าอยู่บ้าน
จนมาตอนนี้ที่ปิดเทอมหลายเดือนก็ไปๆกลับๆ เลยได้กลับมาขี่จักรยานรอบหมู่บ้านอีกครั้ง

เราเพิ่งเคยเดินรอบหมู่บ้านคนเดียวเมื่อครั้งที่แล้วที่กลับบ้านเองนะ อยู่มาเป็นสิบปีไม่เคยเลย มันดีนะ ได้เก็บรายละเอียด แล้วก็คิดอะไรเรื่อยเปื่อย


ระหว่างทางที่เหลือเรากับป้า เราไม่ค่อยได้พูดอะไรกันเท่าไหร่

สมองเราเลยประมวลผลของเราต่อไป


ระหว่างขี่จักรยานเราคิดเรื่องอะไรอีกนะ

ใช่ เรารู้ว่ามีเพื่อน ม.ต้น คนนึงอยู่หมู่บ้านเดียวกัน เราเคยฝากมันเอาของที่ลืมไว้ที่โรงเรียนให้เอากลับบ้านมาให้ แต่เราไม่เคยรู้เลยว่าบ้านมันคือหลังไหน 

ที่นึกถึงขึ้นมาก็เพราะว่าเมื่อวานป้าๆน้าๆหยุดจับกลุ่มคุยกันตอนที่เราเดินผ่านไปพร้อมกับป้า และแล้วก็มาถึงทอปปิคยอดฮิต 'หนูเรียนอะไรลูก' 

'ลูกบ้านนั้นก็ติดเหมือนกันนี่ ถัดไป 2 หลัง ที่แม่เป็นพยาบาล...'

เอ เค้าพูดถึงเพื่อนเราคนนั้นรึเปล่านะ มันสอบติดคณะเดียวกับเราแต่คนละที่ คงจะใช่ แต่เออ บ้านมันหลังไหนนะ ไม่เคยรู้เลย


เจอผู้ใหญ่มากมายชื่มชมในคณะที่เราสอบได้ มีแต่คนถามว่าจะเรียนสาขาไหนต่อ เรายังไม่ทันได้ก้าวเข้ารั้วมหาลัยเลย คงยังตอบไม่ได้หรอกมั้ง
ในใจอยากจะตอบไปว่า "ถ้าค้นพบตัวเองทันปีหน้า หนูอาจจะซิ่วน่ะค่ะ" หรือไม่ก็ "ไม่รู้ว่าจะโดนไทร์ซะก่อนรึเปล่านะคะ"
แต่เราก็ไม่ได้ตอบไปหรอก

ใช่แหละ เราก็ว่ามันน่าภูมิใจที่สอบติด แต่ยิ่งคิดยิ่งรู้สึกนึกภาพตัวเองโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความสุขกับอาชีพนี้ไม่ออก แค่ตอนนี้ก็อึดอัดจะแย่แล้วเวลามีคนพูดถึงอนาคตอันสดใสของเรา


ใช่ การเจอผู้ใหญ่มากมายในหมู่บ้านทำให้เราคิดว่าเราจะได้ใช้ชีวิตคูลๆแบบที่เราคิดไว้มั้ยนะ ชีวิตตอนโตจะเป็นยังไง เราจะมีเวลามานั่งชื่นชมเด็กน้อยที่เพิ่งสอบติดมั๊ยนะ หรือเราจะเป็นคนไม่มีสังคม ไม่รู้จักเพื่อนบ้านซักคน
เราคงเป็นคนธรรมดาๆ แต่จะมีไลฟ์สไตล์จะเป็นยังไง เห้อ ได้แต่คิดแล้วก็สงสัย

อยากจะมีชีวิตคูลๆ แต่ชีวิตคูลๆคืออะไรล่ะ


พอนึกถึงป้ามณฑากับป้านิ

ตอนแก่เราจะมีชีวิตเป็นยังไงนะ?

อยู่บ้านสงบๆต่างจังหวัด หรืออยู่กรุงเทพไปอยู่บ้านลูกหลาน หรืออาจจะขึ้นคานอยู่กับยายแก่อีกคนที่ขึ้นคานเหมือนกัน เป็นคนแก่ที่ดูใจดี เป็นคนแก่ที่ดูน่ากลัว

นั่นสินะ ตอนแก่จะมีชีวิตแบบคูลๆได้มั้ย


จริงๆมีเพื่อนตอนประถมอีกคนที่อยู่หมู่บ้านเดียวกัน
เจอครั้งล่าสุดที่สนามสอบ 7 วิชาสามัญประจำบ้าน ก็คุยๆกันบ้างแหละ แต่ก็ไม่ได้ติดตามกันว่าชีวิตแต่ละคนเป็นยังไงบ้าง

ตอนเด็กๆก่อนหน้านู้นเราก็ไม่ได้สนิทกันนะ จนวันนึงเราค้นพบว่ามันกำลังจะย้ายบ้านมาอยู่หมู่บ้านเดียวกับเรา น่าจะประมาณ ป.2 ช่วงนั้นเราเลยสนิทกันมากขึ้นอย่างรวดเร็ว ถึงขั้นที่วิชาภาษาไทยจับคู่แต่งกลอน มันเลือกคู่กับเราเลยนะ (เราจำได้ว่าเรากำลังคิดว่าจะคู่กับใครดี คุณครูเรียกตามเลขที่ ซึ่งมันเลขที่ต้นๆ เป็นเลขตัวเดียว มันตอบเลขที่เราไป เราเลยไม่มีสิทธิ์คิดต่อว่าจะอยู่กับใครดี)

จำได้เลย
ครูให้แต่งกาพย์ญาณี 11 เรื่องวันพ่อ

วันนี้เป็นวันพ่อ
ฉันไปรอที่ประตู
ฉันนั้นแอบไปดู
ว่าคุณครูคุยกับใคร
รูปร่างคล้ายคุณพ่อ
เราก็รอพ่อจับใจ
ฉันนั้นวิ่งลงไป
พูดจากใจว่ารักพ่อ

ให้ตายสิ เราจำกลอนที่เราแต่งตอน ป.2 ได้ เรามั่นใจว่าถ้ามันมีผิดเพี้ยน ไม่เกิน 3 คำแน่นอน

นอกจากนั้นเราก็เคยแชร์ความฝันกันด้วยนะ
แบบ เราฝันเหมือนกัน
ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจริงรึเปล่า

ตอนนั้นเราฝันว่ามันแต่งงานกับเพื่อนในห้องคนนึง เป็นสาวที่มันชอบตอนนั้น แล้วเราก็ไปร่วมงาน (แน่นอน ในฝัน เรา เพื่อนเรา และเจ้าสาวของมัน ยังคงอยู่ในไซส์เด็ก ป.2)
เช้าวันต่อมา มันก็มาเล่าให้ฟังเขินๆว่ามันฝันว่ามันได้แต่งงานกับคนที่ชอบ
เราก็แบบเห้ย เมื่อคืนเราก็ฝันแบบนั้นเหมือนกัน
แล้วมันก็บอกว่าในฝันมัน ในงานก็มีเราด้วยเหมือนกัน

แปลกจังที่บางความทรงจำก็ดูจะติดแน่นทนนาน ในขณะที่บางความทรงจำเลือนลางจนแทบจะไม่รู้ตัวแล้วว่าเคยมีความทรงจำนั้นอยู่


หลังจากนั้นเราก็ขี่จักรยานไปเรื่อยๆ

มองเห็นสระว่ายน้ำของหมู่บ้านที่ตอนนี้รกร้างมีป้ายแปะประกาศขายของธนาคาร
เมื่อวานเราเดินขึ้นไปดู มีช่วงนึงมันเคยโดนเอาไปทำเป็นบ่อเลี้ยงปลาดุกด้วยนะ แต่เมื่อวานมันก็เป็นแค่สระแห้งร้างๆ ไม่มีคนสนใจ
ไม่อยากจะเชื่อว่าตอนเด็กๆเราเคยมาว่ายแทบทุกวัน


เราขี่จักรยานผ่านคนนู้นคนนี้ ถ้าป้าเราทัก เราก็ไหว้ทุกคนน่ะแหละ

วันนี้เจอพี่วันชัย คนงานพม่าที่เคยมาทำงานอะไรซักอย่างที่บ้านเราตอนเด็กๆ ตอนนั้นเราชอบเดินไปอ่อยพี่เค้าให้มาเล่นด้วย แปลกใจนิดหน่อยที่พี่เค้าจำเราได้ เรียกชื่อเราถูกด้วยนะ อาจจะเพราะเรามากับป้า แต่ยังไงเราก็มีพี่สาวอีกคนนึง แต่เค้าก็ดูมั่นใจว่าเราคือใคร ไม่มีสับสนกับพี่สาวเราเลย
หลังจากไหว้พี่วันชัย เราก็ขี่จักรยานต่อไป


แล้วเราก็คิดขึ้นมาว่าวัย 18 ของเราคงจะเป็นวัยที่ไม่ต้องคิดมากเรื่องการยกมือไหว้ใคร เจอใครที่ดูแก่กว่าก็ไหว้ไปเถอะ 
ตอนโตกว่านี้ ซัก 30 เรื่องนี้จะเป็นเรื่องที่ต้องลำบากใจมั้ยนะ
อย่างเราเห็นเวลาญาติๆมาเยี่ยม เค้าก็ไหว้พ่อกับแม่เรานะ ถึงตอนนั้นเราต้องไหว้พี่สาวเราจริงๆเรอะ

แต่เราก็มาคิดว่าเรากำลังจะเข้าสู่ความลำบากใจเหมือนกัน ลำบากใจในการเรียกพนักงานเซเว่น

พี่ หรือ น้อง

พนักงานพาร์ทไทม์เอ็มเคบางคนอาจจะอายุเท่าเรา หรือน้อยกว่าเราแล้วก็ได้นะ เราควรจะเรียกเค้าว่าพี่หรือน้องดี
เมื่อก่อนก็เรียกทุกคนว่าพี่ แต่อีกไม่นานอาจจะต้องเริ่มเรียกบางคนว่าน้องแล้วหรอ
เรากำลังจะเข้าสู่ความลำบากใจแห่งช่วงอายุแล้วสินะ


ทุกช่วงอายุคงมีความน่าลำบากใจของมัน


น่าเบื่อจังการเติบโต







SHARE
Written in this book
ขอให้นี่เป็นไดอารี่
I'm free to say whatever I like if it's wrong or right it's alright
Writer
sweetshit
a piece of shit
เพื่อนเรามีชื่อเป็นสัตว์ \ ขอให้นี่เป็นไดอารี่

Comments

fururune
4 years ago
ป้าๆ ข้างบ้านคุณสวีทชิทน่ารักจังเลยค่ะ
Reply
sweetshit
4 years ago
นั่นสินะคะ 55555
Pencilerlee
4 years ago
ชอบจังงง
อ่านแล้วคิดถึงตัวเอง แปลกมั้ย 5555
Reply
sweetshit
4 years ago
งือออ ขอบคุณนะคะ ดีใจจังมีคนอ่านแล้วชอบด้วย
แล้วทำไมอ่านแล้วคิดถึงตัวเองล่ะ 55555
Pencilerlee
4 years ago
บางอย่างเราอาจจะเคยคิดคล้ายๆกันมั้งคะ 5555
xxxxxxxxx
4 years ago
กลอนคิ้วมากค่ะ
Reply
sweetshit
4 years ago
นานมากแล้วยังไม่ลืมเลยค่ะ 55555