ด้วยรัก และความหวัง อันแหลกสลาย
“เธอจะเอาแต่โทษวัยเด็กของเธอไม่ได้หรอกนะ หัดเรียนรู้และก้าวเดินต่อไปสิ!”
 
อดีตเพื่อนสนิทที่ทุกวันนี้ไม่ได้คุยกันอีกแล้วเคยบอกผมในลักษณะนี้ ผมจำคำพูดของเขาไม่ได้แล้ว ตอนที่ผมต้องการคำปรึกษาเรื่องปัญหาชีวิตจากเขา จำได้ว่าตอนนั้นผมไม่ค่อยจะยอมรับกับคำตอบแบบนี้สักเท่าไหร่ รู้สึกว่าเพื่อนคนนั้นไม่ได้ช่วยแบ่งเบาความรู้สึกไม่สบายใจเลย บางทีก็กลับมาคิดแล้วก็เดาว่าเขาคงรำคาญเวลาผมบ่นเรื่องปัญหาในวัยเด็กของตนเองมากกว่า

และที่สำคัญ ผมไม่ชอบคำพูดเหล่านี้เพราะคำพูดนั้นกลับยิ่งตอกย้ำความเกลียดชังต่อตัวเองให้เพิ่มมากขึ้นอีก และนอกจากความเกลียดตัวเองแล้วก็ไม่เชื่อมั่นในตัวเอง ไม่ภูมิใจในตัวเอง บางทีก็คิดว่าเราทำอะไรก็ไม่สำเร็จซะด้วยซ้ำ

ที่มาที่ไปของความรู้สึกนี้คงเกิดจากความทรงจำไม่ดีในวัยเด็ก ขวบวัยแห่งความทุกข์ทรมาน เจ็บปวด กล้ำกลืน ฝืนทน ดิ้นรน และไม่อาจจะย้อนกลับไปแก้ไขได้อีกแล้ว

เรื่องเกิดขึ้นตอนผมเรียนอยู่ชั้นประถม

สมัยนั้นผมมักจะถูกเพื่อนแกล้งเสมอ เพราะว่าผมจะมีอะไรบางอย่างไม่เหมือนกับเพื่อนคนอื่นเสมอ ตั้งแต่ฐานะที่บ้าน บ้านผมค่อนข้างมีฐานะพอใช้ได้ ไม่เหมือนกับเพื่อนคนอื่น ผมยังมีอาการบางอย่างที่ได้รับการวินิจฉัยให้เป็น ‘เด็กพิเศษ’ จากแพทย์ตั้งแต่อายุสามขวบ อาการเหล่านั้นทำให้ผมมีปัญหาในการมีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างเสมอมา

เท่าที่ผมยังพอจำเรื่องราวในอดีตอันขมขื่นเหล่านั้นได้ ผมถูกเพื่อนแหย่ให้โกรธตลอดเวลา และผมก็จะแสดงอาการตอบโต้หงุดหงิดชวนให้คนอื่นตลก บางทีก็คว้าเพื่อนคนที่แกล้งมาทุบตีที่ไหล่ และเคยถึงขั้นจับหัวเพื่อนมาโขกกับผนังห้องเรียน! เคยถูกเพื่อนแกล้งหยิบกล่องดินสอตกพื้นและให้ก้มลงเก็บบ่อยๆ เคยถูกเพื่อนแย่งสมุดและให้ผมวิ่งไล่ (ซึ่งก็ตามไม่ทันซะที เพราะผมเป็นคนวิ่งช้า) ตอนไปทัศนศึกษาก็เคยถูกเพื่อนขโมยน้ำดื่มอีก

ทำให้ผมไม่กล้าเปิดใจที่จะสนิทกับใคร ทั้งที่ใจจริงผมอยากมีเพื่อนมากที่สุดในโลก

ในเมื่อไม่มีเพื่อน ก็ทำให้ผมเลือกที่จะอยู่ตัวคนเดียว แต่ก็มีเพื่อนมาตอแยชวนให้รำคาญบ้าง พอตอนหลังเลิกเรียนก็ต้องนั่งรอผู้ปกครองมารับคนเดียว ความรู้สึกเหล่านี้เป็นความรู้สึกหว้าเหว่ โดดเดี่ยว และไม่มีความหวัง แต่ตอนนั้นก็ทำให้ได้แค่ยอมรับและทำตัวให้ชินกับสภาพแบบนั้นเสีย

คนที่ไม่เคยเจอไม่มีทางรู้ว่าหรอกว่าความโดดเดี่ยวมันทรมานแค่ไหน

ความรู้สึกเหล่านั้นคงก่อตัวให้ผมรู้สึกผิดในใจ ผิดหวังในชีวิตที่เกิดมาเจอสภาพแวดล้อมที่โรงเรียนไม่ดี นอกจากเพื่อนที่ไม่ค่อยดีแล้ว ความเข้มงวดในระเบียบวินัยของครูในโรงเรียน รวมถึงการฝึกระเบียบวินัยและการทำสมาธิตลอดเวลา ทำให้ผมเป็นคนเงียบ ไม่กล้าแสดงความคิดเห็น ไม่กล้าบอกความรู้สึกที่แท้จริง และทำให้ผมไม่กล้าสู้คน

สิ่งที่ฝั่งลึกมาจนถึงทุกวันนี้คือผมโทษตัวเอง และคิดว่าอยากจะหาใครสักคนที่จะช่วยให้ความรู้สึกผิดต่อตัวเองเหล่านั้นลบหายไปจากจิตใจ

ผมเฝ้าค้นหาใครคนนั้นมาตลอดหลายต่อหลายปีหลังจากผมย้ายโรงเรียนออกจากโรงเรียนนั้น แต่ผมก็หาไม่พบ มีใครหลายคนผ่านเข้ามาในชีวิต แต่เขาก็ไม่ได้อยากจะอยู่เคียงข้างในระดับที่มากเกินกว่าเพื่อน ความเป็นเพื่อนเป็นสิ่งวิเศษ และผมยังพอโชคดีอยู่ที่เจอเพื่อนที่ดีตอนสมัยเรียนมัธยมปลาย แต่มันก็เกิดขึ้นและจบลง เกิดขึ้นมาเพียงชั่วคราวแล้วผ่านพ้นไป ไม่ได้คงอยู่ถาวร แม้จะโหยหาความรู้สึกเหล่านี้มากเท่าใดก็ตาม

หลังจากจบมัธยมปลายและก็เข้าเรียนในมหาวิทยาลัย ผมผ่านความรู้สึกอันชอกช้ำจากการโดนบอกปฏิเสธและถูกเพื่อนที่เคยเชื่อใจทำร้ายความรู้สึก ประกอบกับค้นพบตัวเองว่าคณะที่เลือกเรียน (คณะวิทยาศาสตร์) ไม่ใช่สิ่งที่ผมต้องการอีกต่อไปแล้ว แถมยังมีปัญหาอีกหลายอย่างที่เกิดจากตัวผมเอง ผมเลือกที่จะหนี ซ่อนตัว ไม่เจอหน้าใคร ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนหรืออาจารย์ เก็บตัวอยู่แต่ในหอพัก นอนร้องไห้ ซึมเศร้า ป่วย เศร้าเสียใจ และทำร้ายตัวเองอย่างนี้ไปเรื่อยๆ

ทุกครั้งที่ผมรู้สึกเหงา ผมก็จะหาเพื่อนหญิงที่คุยแล้วรู้สึกดีไปเรื่อยๆ คนแล้ว คนเล่า สร้างความหวังลมๆ แล้งๆ ไปเรื่อยๆ ว่าเขาจะมาชอบเรา และจะมาเติมหัวใจอันว่างเปล่าให้เต็มในวันหนึ่ง

เฝ้าฝันแบบนี้อยู่เรื่อยไป

จนกว่าจะถึงวันนั้นที่เฝ้าคอย

ทันทีที่ผมรู้ตัวว่าโดนปฏิเสธ ผมมักจะโทษตัวเองเสมอ เพราะผมมองว่าตัวผมไม่ดี เขาเลยไม่เลือกเรา และผมก็ไม่รู้วิธีจะปรับเปลี่ยนตัวเองอย่างไร หรือถึงพยายามจะปรับเปลี่ยนมันก็ฝืนไปโดยเปล่าๆ

หลายครั้งผมบ่นกับเพื่อนหลายคนเสมอว่าผมเหงาและอยากมีแฟน เวลามีคนถามเหตุผลผมก็จะเล่าวัยเด็กอันเจ็บปวดอันนี้เสมอ วัยเด็กพวกนี้เป็นรอยแผลเป็นที่ตอกย้ำลึกอยู่ในจิตใจ และไม่รู้ว่าจะแก้ไขอย่างไรให้หาย ต้องลงมือทำร้ายคนที่เคยแกล้งกระนั้นหรือ? ก็คงไม่ใช่ทางเลือกที่ดีเท่าไหร่นัก แต่ไม่ว่าสภาพจิตใจผมจะดีขึ้นหรือแย่ลงหลังจากตัดสินใจจะย้ายคณะไปเรียนคณะอื่นแทนคณะวิทยาศาสตร์ คนไร้หัวใจอย่างผมก็คงจะเผชิญกับความเจ็บปวดแบบนี้ซ้ำไปซ้ำมาเหมือนพายเรือในอ่าง ไม่มีวันจบสิ้นตราบจนหมดลมหายใจ

ถึงแม้ว่าลึกๆ แล้วจะไม่มีความหวัง แต่ก็หวังว่าวันหนึ่งผมจะสามารถสร้างความสุขด้วยตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งพาความสุขจากใคร และภาคภูมิใจกับความเป็นตัวของตัวเองโดยไม่ต้องไปเปรียบเทียบกับใครที่ไหนอีก และชีวิตนี้ก็ไม่ต้องการอะไรอย่างอื่นนอกจากสิ่งเหล่านี้อีกแล้ว

คงเป็นวันที่ผมซ่อมแซมหัวใจสำเร็จแล้ว

วันที่ผมกลับมารักตัวเองซะที 
SHARE
Written in this book
มีความเรียง
เรียงความคิด ร้อยคำนึง หลากกาล หลายเทศะ
Writer
Moreyearold
Normal person
แก่ขวบ...คนธรรมดาที่ชอบเสพความคิดผ่านตัวอักษร และขีดเขียนบ้าง นาน นาน ที

Comments

panidajensam
2 years ago
สู้ๆนะคะเราก็มีชีวิตที่ไม่ค่อยต่างกันหรอกค่ะลองออกไปเที่ยวหรือค้นหาสิ่งใหม่ๆให้ตัวเองดูนะคะ
สู้ๆนะคะ
Reply
pooklook
2 years ago
ทุกอย่างอยู่ที่ใจเป็นกำลังใจให้นะ
Reply
13AM
10 months ago
เราว่าที่เพื่อนคุณพูดมามันก็ถูก5555555 เราก็มีวัยเด็กที่ไม่ค่อยดีนัก อย่างเรา เคยมีปมที่เกิดจากแม่ เราคุยกับแม่แล้ว เขาก็บอกว่าขอโทษ แต่เขาไม่สามารถกลับไปแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้วได้ และเราเองก็สูญเสียไปในตอนนั้นแล้ว ไม่มีอะไรเอาคืนกลับมาได้อีก มีแต่ต้องตามหาสิ่งที่มันยังพอใช้ได้ในชีวิตเรา ถ้าเก่งหน่อย ก็สร้างมันขึ้นมา อยากจะบอกว่า อดีตมีไว้แค่เพื่อรู้เท่านั้นแหละ มันจบแล้ว เราโตแล้ว เราไม่ใช่เด็กในตอนนั้นแล้ว เราทำอะไรได้อีกเยอะแยะ สู้ๆนะคู้นน
Reply
JuneLonely
8 months ago
อ่านแล้วน้ำตาถึงกับไหลเลย ผมเองก็เป็นคนที่ไม่ค่อยมีเพื่อน ส่วนใหญ่มักจะเป็นแค่รู้จักกันมากกว่าไม่ได้สนิทอะไรกัน แต่ครั้งนึงผมก็เคยมีเพื่อนสนิทและตอนนี้ผมก็เธอคนนั้นไปแล้วเพราะตัวผมเอง
Reply
Yees
24 days ago
เรื่องราวนี้ ตรงกับชีวิตของฉันมากเลย เข้าใจความรู้สึกนี้ มันเป็นเหมือนแผลเป็นจริงๆค่ะ จะหลีกเลี่ยงยังไง มันก็หนีไม่พ้น เหมือนทุกอย่างกลายเป็นตัวตนของเราไปแล้ว แต่ถึงยังไงเราก็จะสู้ต่อไป ชีวิตมีค่ามากกว่ามาหยุดตรงที่เดิม เดินต่อไปค่ะ ให้คิดสะว่า หลายๆคนก็เป็นเหมือนกัน อย่างน้อยก็มีเพื่อนเดินในเรื่องราวเหล่านี้พร้อมกับคุณนะคะ
Reply