หรือเรากำลังให้ค่า "ความผิดพลาด" มากเกินไป
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมรู้สึกไม่แน่ใจเมื่อต้องตัดสินใจ

เธอปล่อยให้ผมมาซุปเปอร์มาร์เก็ตเพียงลำพัง ถูกล้อมในทันทีด้วยกองทัพขนมขบเคี้ยวและอาหารกึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋องแสยะยิ้มให้ อาหารแมวจ้องตาขู่ลงมาจากชั้นวาง มาม่าและไข่ไก่ชูธงรบขนาบข้างผมไว้ ผมหยิบสาส์นมอบภารกิจขึ้นมาดู

"ไข่เป็ด 2 ฟอง น้ำตาลทราย ฟักทอง กะทิ แป้ง"

ผมรู้สึกเหมือนเป็นอัศวินหลงทัพที่ติดอยู่กลางกองทัพศัตรู ผมหาไข่เป็ด กะทิ และฟักทองได้อย่างง่ายดาย แต่น้ำตาลทรายกับแป้งเป็นคู่ต่อสู้อีกระดับหนึ่ง

น้ำตาลทรายขาว หรือน้ำตาลทรายแดง

แป้งข้าวจ้าว ข้าวเหนียว หรือข้าวโพด

การตัดสินใจพลาดหมายถึงการขับฝ่าสายฝนและรถติดออกมาซื้อใหม่ ผมยืนประจัญหน้ากับแผงมรณะของซุปเปอร์มาร์เก็ตอยู่ 10 นาที คุณป้าสองคนเข้าห่ำหั่นกับผักกาดและผักบุ้งในตู้เย็นด้านหลังจนจบศึกไปแล้ว แต่ผมยังตัดสินใจไม่ได้ว่าน้ำตาลควรจะเป็นสีอะไรและแป้งควรจะเป็นแบบไหน

ผมมองออกไปด้านนอก สายฝนกำลังเริงระบำเยาะเย้ยผมอยู่ ท้องฟ้าทึมเทา แสงสลัวมืดมัว ถึงเวลาแล้วที่ผมต้องตัดสินใจ...

เคยได้ยินมาว่าคนเรามีนิสัยการตัดสินใจแตกต่างกันไป บางคนตัดสินใจจากข้อมูล บางคนตัดสินใจจากสัญชาตญาณ บางคนเหตุผล และมีไม่น้อยที่ตัดสินใจจากการดูว่าคนรอบข้างคิดเห็นอย่างไร นิสัยส่วนนี้คือนิสัยที่บอกว่าเราตัดสินใจโดย based on อะไร ถ้าเป็นในหนังซุปเปอร์ฮีโร่จะเห็นได้ชัด อย่างใน Captain America: Civil War เราจะเห็นว่าพี่กัปตันกล้ามโตของเราตัดสินใจโดย based on ชีวิตของเพื่อนเกือบทุกครั้ง ขณะที่ในภาคนี้ลุงโทนี่ สตาร์คกลับเลือกตัดสินใจ based on หน้าที่และความรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตัวเองได้ทำลงไป

นิสัยอีกส่วนที่เป็นตัวกำหนดคุณภาพการตัดสินใจของเราคือ ความเด็ดขาด

ตอนมัธยมผมพบว่าตัวเองเสียเวลาในการดูเมนูอาหารนานเป็นสิบนาที เปิดจากหน้าแรกไปจนชนหน้าสุดท้าย แล้วพลิกจากหน้าสุดท้ายกลับมาหน้าแรก สั่งกุ้งอบวุ้นเส้นแล้วขอแคนเซิลเป็นข้าวหน้าแซลม่อน พอพนักงานเดินไปแล้วก็นั่งเถียงกับตัวเองว่านี่เราเลือกถูกรึเปล่า บางทีเมนูอื่นอาจจะดีกว่า นิสัยนี้ลามไปแม้กระทั่งเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างการสั่งเครปกิน ผมบอกใส่ปูอัดกับน้ำพริกเผา วินาทีต่อมาก็ขอเขาเปลี่ยนเป็นแฮมกับไส้กรอก

ถึงจุดหนึ่งผมจึงตัดสินใจว่าแบบนี้ไม่เอาอีกแล้ว ถ้าพูดคำไหนไป เอาตามนั้น ไม่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาแบบนี้ ถ้ากุ้งอบวุ้นเส้นไม่อร่อย ผมรับผิดชอบเอง ถ้าปูอัดกับน้ำพริกเผาไม่อร่อย ผมรับผิดชอบเอง

ไม่ว่าจะเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ การตัดสินใจมาพร้อมกับความเสี่ยงเสมอ

ผมนึกถึงคลิปๆ หนึ่งในอินเตอร์เน็ต ชายเคราดกคนหนึ่งง้างคันธนูกำลังจะยิงลูกโป่งหลากสีที่เรียงกันเป็นแถวยาว ชายคนนี้ง้าง... เล็ง... ง้าง... และเล็ง และไม่ยิงซะที ผมนั่งดูเป็นนาทีก่อนจะรู้ว่าตัวเองโดนแกล้ง การเล็งของชายเคราดกยาวนานไม่มีที่สิ้นสุดเพราะนี่คือคลิปที่ถูกตัดต่อมาให้ภาพวนซ้ำไปมาไม่รู้จบ

หนึ่งปีต่อมาผมได้ดูคลิปนี้อีกครั้ง เป็นคลิปแท้ที่ในที่สุดชายเคราดกก็ยิงซะที ธนูพุ่งแหวกอากาศเป็นเส้นตรง ลูกโป่งแตกเรียงที่ละใบในสภาพสโลวโมชั่น ผู้บรรยายประกาศว่าเขาคือชายผู้ทำลายสถิติโลก 

ในความเป็นจริงชายเคราดกใช้เวลาง้าง เล็ง และยิงรวมกันไม่ถึงหนึ่งนาที แต่ที่ผมได้รับรู้คือ เขาใช้เวลากว่าหนึ่งปีในการง้างและเล็ง...เล็งอยู่นั่นแหละ ก่อนจะใช้เวลาแค่เศษเสี้ยววินาทีเดียวในการยิง กระบวนการคิดทบทวนก่อนตัดสินใจนั้นยากลำบากและยาวนาน แต่ตัวการตัดสินใจเองนั้นสั้นเพียงแค่ปล่อยมือจากลูกธนู 

ในชีวิตจริงผมพบว่าคนที่ตัดสินใจเก่งไม่ใช่คนที่ง้างและเล็งได้ดี แต่เป็นคนที่พร้อมจะรับมือกับผลลัพธ์ของการปล่อยลูกธนูออกไป ไม่ว่าจะถูกเป้าหรือไม่ถูกเป้าเขาเชื่อว่ามันมีทางไปต่อเสมอ เขารู้ว่าธนูทุกดอกมีไว้เพื่อยิงให้โดน แต่เขารู้ประโยชน์อีกอย่างของธนูดอกแรก หากดอกแรกพลาด มันคือการวัดระยะ  

ส่วนคนที่ขาดความเด็ดขาดคือคนที่ไม่รู้ว่าจะรับมืออย่างไรหากลูกธนูพลาดเป้า เขาจึงใช้เวลาอยู่กับการง้างและเล็งนานเกินไป

ปราชญ์ว่าไว้ "การโกนหนวดแต่ละครั้งแฝงปรัชญาล้ำลึก" ผมเองก็ไม่เคยนึกมาก่อนว่าการซื้อของจากซุปเปอร์มาร์เก็ตไปทำบัวลอยกินมันจะลึกซึ้งขนาดนี้

ตัดสินใจหยิบน้ำตาลทรายแดงและแป้งข้าวเหนียวใส่ตะกร้า "ผิดเป็นผิด" ผมบอกตัวเอง

ปรากฏว่าผมซื้อแป้งมาถูก แต่น้ำตาลผิด "ลองทำด้วยน้ำตาลทรายแดงดูก็ได้" เธอบอกอย่างไม่ใส่ใจกับความผิดพลาด นี่เป็นการทำบัวลอยครั้งแรกในชีวิตของเธอ เธอคงเตรียมใจมาแล้วว่าอะไรๆ มันต้องผิดบ้าง ขณะที่ผมตั้งใจว่ามันจะต้องออกมา perfect ส่วนผสมทุกอย่างจะต้องถูกต้อง บัวลอยหม้อนี้จะต้องอร่อยเลิศ

ผลไม่ได้ออกมาอย่างนั้น น้ำตาลทรายแดงทำให้ไข่หวานและน้ำบัวลอยที่ควรจะเป็นสีขาวกลายเป็นสีน้ำตาลดูไม่น่ากิน บัวลอยสูตรผสมโอริโอ้ของผมแข็งเกินไป และเราใส่น้ำตาลเยอะจนบัวลอยของเราหวานพอจะทำให้คนเป็นเบาหวานเกิดและตายได้สามชีวิต

"ครั้งแรกได้ขนาดนี้ก็ดีแล้ววววว" เธอบอก ดูมีความสุขกับการทำบางอย่างสำเร็จแม้จะไม่ได้ออกมาดี  perfect แต่ผมกลับรู้สึกว่าเราควรจะทำให้ดีกว่านี้ ครั้งนี้เราก็ทำพลาดไปตั้งหลายอย่าง...เราไม่ควรจะพลาด

วันต่อมาเธอชวนผมเปิดศึกกับบัวลอยเป็นครั้งที่สอง

ครั้งนี้เรารู้แล้วว่าต้องใช้น้ำตาลทรายขาว เราลดปริมาณน้ำตาลลงมากๆ โรยเกลือลงไปเพื่อลดความเลี่ยนของกะทิ เลิกทำบัวลอยสูตรผสมโอริโอ้ ครั้งนี้เราต้มไข่ถูกวิธี น้ำบัวลอยออกมาเป็นสีขาวสวย ลูกบัวลอยนุ่มกำลังดี รสเค็มกับหวานกลมกลืนกันอย่างลงตัว ในที่สุดบัวลอยของเราก็อร่อย (อร่อยจริงๆ ไม่ได้เข้าข้างแฟน)

ปราชญ์ว่าไว้ "การทำบัวลอยแต่ละครั้งแฝงปรัชญาล้ำลึก" บัวลอยหม้อที่สองของเธอทำให้ผมได้คิด ว่าความผิดพลาดไม่ได้ทำให้เราเฟล ความผิดพลาดทำให้เราเก่งขึ้นต่างหาก มันเป็นเหมือนเหรียญสองด้าน ด้านหนึ่งบอกว่า "ฉันทำผิดพลาด" อีกด้านคือ "ฉันกำลังเรียนรู้" เรามีนิสัยชอบมองด้านไหนของเหรียญ

จริงอยู่ว่าไม่ว่าจะมองด้านไหน ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นแล้วย่อมไม่เปลี่ยน เพราะทัศนคติไม่ได้มีผลต่ออดีต ทัศนคติมีผลต่ออนาคต ทัศนคติที่ดีไม่ช่วยเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์ที่ผ่านมา แต่ทัศนคติที่ดีจะช่วยให้เรามีกำลังใจก้าวไปข้างหน้าเพื่อสร้างผลลัพธ์ใหม่

ความผิดพลาดเป็นเรื่องเจ็บปวดเสมอ แต่จะเจ็บมากหรือเจ็บน้อย เจ็บนานหรือเจ็บแป๊บเดียว เจ็บแล้วจมหรือเจ็บแล้วฟื้นขึ้นมาดีกว่าเก่า จะเจ็บแบบไหน ขึ้นอยู่กับว่าเราให้ค่าความผิดพลาดว่าอย่างไร
SHARE

Comments

RIDICULOUS
3 years ago
สายน้ำ..ไม่เคยไหลย้อนกลับ..!!
" ความผิดพลาด " เช่นกัน..???
Reply
Bushy
3 years ago
ลึกก
wibowbow
3 years ago
บัวลอยไข่เป็ดล้ำลึกมากค่ะ 555
Reply
Bushy
3 years ago
ถ้าเป็นบัวลอยไข่ไก่อาจไม่ลึกเท่านี้ครับ 5555
Madame_Risa
3 years ago
ชอบวิธีการเล่าจังค่ะ
Reply
Bushy
3 years ago
ขอบคุณครับ ฮ่าๆ
MaiGDay
3 years ago
อ่านเพลินดีค่ะ ขอบคุณสำหรับเรื่องราวดีๆนะคะ :)
Reply
Bushy
3 years ago
ขอบคุณเช่นกันครับ :)
Wararit
3 years ago
เจ๋ง
Reply