บันทึกจากทะเลสาบ
      เรื่องราวคือสิ่งที่ติดตามผู้คนไปตลอดชีวิต ไม่ว่าคนคนหนึ่งเป็นใคร ทำอาชีพอะไร สิ่งหนึ่งที่เขาสั่งสมไว้จนเป็นตัวตนในวันนี้คือเรื่องราวบทหนึ่งอันแสนยาวนาน ผู้คนมากมายเลือกที่จะสร้างเรื่องราวของตัวเอง แต่มันจะเป็นเช่นนั้นได้จริงๆหรือ ผมเคยถามตัวผมเองหลายครั้ง เรื่องราวของผมจะเป็นเช่นไร หากวันนั้นผมไม่ได้ไปสถานที่แห่งนั้นและไม่ได้พบเจอคนคนนั้น หากเรื่องราวบทหนึ่งที่แสนยาวนานในชีวิตของผมไม่มีเรื่องราวของเธอคนนั้นแทรกเข้ามา เรื่องราวตอนนี้คงไม่ใช่เรื่องของผม

      เรื่องที่ผมกำลังจะเล่านี้เกิดขึ้นเมื่อตอนที่ผมเป็นวัยรุ่น แต่โปรดอย่าเข้าใจผิด เพราะมันไม่ใช่เรื่องราวความรักหนุ่มสาวอย่างที่คุณกำลังคิด ความจริงแล้ว มันไม่ใช่เรื่องราวของความรักเลยด้วยซ้ำไป

      สถานที่ของเรื่องนี้อยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้านที่ผมอาศัยอยู่ ในช่วงเวลานั้นมีคำล่ำลือมากมายเกี่ยวกับสถานที่ดังกล่าว ผู้ใหญ่บางคนที่เคยผ่านทางไปเล่าว่า มันเป็นสถานที่ที่สิงสถิตด้วยวิญญาณของ"ผู้สูญเสีย" ซึ่งเป็นคำที่ใช้เรียกบุคคลที่ไม่อาจเผชิญหน้ากับการพลัดพรากจากลาจนไม่ปรารถนาจะมีชีวิตอยู่ต่อ

      ป้าข้างบ้านของผมเคยเล่าให้ฟังว่า เธอเคยไปที่ทะเลสาบอันเป็นที่ตั้งของสถานที่แห่งนั้นเพื่อตักน้ำมาใช้ในครัวเรือน เมื่อไปถึง เธอพลันเห็นชายหนุ่มต่างถิ่นผู้หนึ่งยืนอยู่ในสถานที่นั้น ที่ซึ่งตั้งอยู่กลางทะเลสาบโดยมีสะพานไม้เก่าผุเป็นหนทางสายเดียวเชื่อมระหว่างมันกับโลกของพวกเรา

      ตอนแรกป้าไม่ได้สนใจอะไรเป็นพิเศษ แต่หลังจากเธอตักน้ำเสร็จ เธอก็มองหาชายหนุ่มอีกครั้งก่อนจะกลับบ้าน เพื่อให้แน่ใจว่าเขาไม่เป็นอันตรายใดๆ ด้วยเหตุที่เธอเองก็เคยได้ยินคำล่ำลือเกี่ยวกับที่นั่น ทว่าเธอกลับไม่พบเห็นผู้ใด เธอจึงเดินอ้อมเป็นวงจากด้านข้างของทะเลสาบเพื่อมุ่งไปยังหัวสะพาน เพราะเธอเชื่อว่าชายหนุ่มน่าจะอยู่ภายในตัวอาคารแล้ว

      เมื่อเธอไปถึงสิ่งที่เธอรู้สึกคือความโดดเดี่ยว เมื่อยืนอยู่ต่อหน้าหัวสะพานไม้ที่มุ่งไปสู่ตัวอาคารเธอรู้สึกเหมือนดั่งมีเพียงเธอกับสถานที่แห่งนั้นหลงเหลืออยู่ในโลก หามีชายหนุ่มเมื่อสักครู่อยู่ไม่ เธอยืนตัวแข็งไม่อาจขยับเขยื้อนจนกระทั่งมีมือข้างหนึ่งมาวางอยู่บนไหล่ของเธอเบาๆ เธอหันไปอย่างตกใจและพบว่า เป็นชายหนุ่มเมื่อสักครู่นั่นเอง แต่การเผชิญหน้ากับชายหนุ่มครั้งนี้กลับยิ่งทำให้ป้าพรั่นพรึงต่อสถานที่แห่งนั้นยิ่งกว่าเดิม และยิ่งกว่าที่เคยได้ยินได้ฟังมา

      เธอเล่าว่าชายหนุ่มเหมือนไม่ใช่ชายหนุ่มอีก เขากลับดูเหมือนคนตายคนหนึ่ง ภายในแววตาของเขาแม้จะดูสงบ แต่กลับไร้ซึ่งพลังแห่งชีวิต สีหน้าเขาดูเหมือนเฉยชาต่อทุกสิ่ง แต่กระนั้นมันกลับแฝงความรันทดที่ลึกซึ้ง ดั่งมีน้ำตาที่ไม่ปรากฏไหลหลั่งอยู่ ดั่งมีเสียงคร่ำครวญหวนไห้ที่เปล่งออกมาโดยไม่มีผู้ใดสามารถได้ยิน ก่อนที่ป้าแกจะทันกล่าวอะไร ชายหนุ่มชิงกล่าวว่า

      "ไม่เป็นไรครับป้า ผมไม่เป็นไรแล้ว"

      "พ่อหนุ่ม เธอแน่ใจนะ?" ป้ารีบหาจังหวะถามด้วยความเป็นห่วง

      "แน่สิครับ ฮะฮะ ก่อนหน้านี้ผมเห็นป้าอยู่ริมทะเลสาบ ผมยังนึกว่าป้าคือ...."

      "คืออะไรเหรอ ?" ป้าถาม

      "อาจฟังดูประหลาด คือผมนึกว่าป้าเป็นแม่ของผมน่ะครับ"

      "แม่ของพ่อหนุ่ม ฉันดูคล้ายเธออย่างนั้น เหรอ?"

      "ใช่ครับ เรียกว่าเหมือนมากเลยล่ะ" ชายหนุ่มกล่าวพลางยิ้มขึ้น

      นั่นเป็นประโยคท้ายสุดที่ป้าได้สนทนากับชายหนุ่ม และด้วยรอยยิ้มที่มาพร้อมประโยคสุดท้ายนั้นทำให้ป้าพอจะคลายใจได้ ว่าจะไม่มีอันตรายใดเกิดขึ้นกับคนคนนี้ ทว่าหลังจากนั้นสามวันกลับมีคนพบเสื้อผ้าเกยอยู่ที่ริมฝั่งทะเลสาบ คนในหมู่บ้านต่างพากันไปดูเพราะรู้ว่าน่าจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสถานที่แห่งนั้น ป้าแกก็ไปด้วย แกเล่าว่าเสื้อผ้าชุดนั้นเป็นของชายหนุ่มคนนั้นเอง

      ป้าบอกกับผมว่า ป้าไม่เข้าใจเลย ทั้งที่เขายิ้มได้อย่างนั้นแล้วแท้ๆ เป็นรอยยิ้มที่ผุดผาดและบริสุทธิ์ที่สุดเท่าที่เคยเห็นเลยแท้ๆ กระนั้น ในช่วงที่เกิดคำถาม ตัวผมเองก็ไม่อาจหาคำตอบให้ป้าข้างบ้านได้ และต่อมาผมก็ได้รู้ว่าชายหนุ่มคนนั้นเดินทางมาจากตัวเมืองแถบภาคตะวันออก ที่ซึ่งแม่ของเขาจากไปด้วยโรคไหลตาย

      ความจริงอันน่าฉงนของเรื่องเล่าที่ป้าข้างบ้านบอกกล่าวให้ผมฟังนี้คือ แม้ชาวบ้านจะพบเห็นเสื้อผ้าซึ่งเป็นสิ่งที่ชวนให้หวั่นวิตกเกี่ยวกับความเป็นไปของชายหนุ่ม ทว่า กลับไม่เคยมีใครพบศพของเขา ไม่แม้แต่ได้ยินได้ฟังข่าวการจากไปของเขาในเมืองบ้านเกิด

      ซึ่งความจริงข้อนี้ยิ่งทำให้ไม่มีใครกล้าเฉียดกรายเข้าใกล้ทะเลสาบ ไม่มีสิ่งใดชักนำผู้คนในหมู่บ้านให้เข้าหามันได้ยกเว้นโชคชะตา

      เย็นวันหนึ่งในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม อากาศเย็นชื้นกว่าปกติ แม้จะเป็นช่วงฝนตกหนัก ทว่า ความเย็นชื้นที่มาพร้อมกับสายฝนห่านี้ เสียดเข้าลึกถึงวิญญาณเสียยิ่งกว่าเมื่อสองสามวันก่อน ไม่เพียงเท่านั้น สิ่งที่รบกวนจิตใจของผมไม่แพ้กันคือเสียงเม็ดฝนที่ตกกระทบแผ่นสังกะสีที่ใช้มุงหลังคาบ้าน ผมอดทนได้สักพักจนกระทั่งโสตประสาทของผมไม่สามารถทนรับได้อีก ผมจึงตัดสินใจปลีกตัวออกจากบ้าน เพื่อไปยังสถานที่ที่สายฝนมิอาจเอื้อมมือมาถึง

      "จะไปไหนเหรอ ?" แม่ของผมเอ่ยขึ้น

      "ไปหาที่เงียบๆน่ะครับ" ผมตอบโดยไม่กล่าวรายละเอียดมาก ด้วยรู้ว่าแม่คงทราบอยู่แล้วว่าผมจะไปที่ไหน

      "อย่าลืมเอาร่มไปด้วยล่ะลูก ดูท่าฝนห่านี้จะหนักหนาอยู่ ถึงเป็นป่านั่นก็อาจต้องเปียกฝนเหมือนกัน"

      "ครับแม่ แต่ผมว่าไม่เป็นอะไรหรอกครับ" ผมตอบก่อนจะเหลียวเดินไปหยิบร่มที่อยู่ข้างประตูแล้วจึงเริ่มออกเดินทาง
      ใช้เวลาไม่นาน ผมก็มาถึงสถานที่ที่แม่ผมเรียกว่า"ป่า" ซึ่งปกติคนทั่วไปในหมู่บ้านก็มักใช้คำสั้นๆว่า"ป่า"เรียกสถานที่แห่งนี้ คงเพราะไม่จำเป็นต้องขยายความใดๆ เนื่องด้วยบริเวณนี้มีเพียงป่าแห่งเดียวที่โอบล้อมหมู่บ้านจากด้านตะวันตกอ้อมไปทางเหนือจนจรดด้านตะวันออก มีเพียงด้านใต้ของหมู่บ้านที่ติดถนนเส้นเดียวที่เชื่อมหมู่บ้านกับเมืองหลวง

      แม้กระนั้นสำหรับผม ป่านี้กลับมีกลิ่นอายพิเศษ กลิ่นอายที่หอมและแห้งอันมาพร้อมกับหมู่ต้นสนสามใบ ด้วยความสูงของไม้ชนิดนี้ทำให้ทุกครั้งที่ผมมาที่นี่ ไม่ว่าจะในหน้าร้อนหรือในหน้าฝน ภายใต้ร่มเงานี้ ไม่มีทางเลยที่ผมจะต้องพบเจอกับสภาพอากาศไม่พึงปรารถนา

      แต่วันนี้แตกต่างออกไป วันนี้ลำต้นและกิ่งใบความสูงกว่า 20 เมตรไม่สามารถคุ้มครองผมจากหยดน้ำจากฟากฟ้าที่แห่กันมา ราวกับมันต้องการตามผมไปทุกที่โดยไม่มีทีท่าจะหยุดลง ครั้งนี้ต้นไม้และผืนป่าไม่ช่วยผม แต่แม่ผมได้ช่วยเอาไว้ เธอกับคำพูดไม่กี่ประโยคของเธอมาพร้อมกับการคุ้มครองในรูปของร่มคันหนึ่ง ตอนนี้สิ่งที่ผมต้องทำคือหามุมที่สบายเพื่อนั่งพัก แต่สายฝนที่เทลงมาทำให้ผืนป่าสนนี้ชุ่มไปด้วยน้ำขัง

      ผมเดินลัดเลาะเพื่อแสวงหาที่แห้งๆที่พอจะนั่งได้ ผมย่างก้าวอย่างระมัดระวังและมั่นใจด้วยความที่คุ้นเคยกับป่านี้แต่ระยะทางในการเดินที่เพิ่มขึ้นกำลังเริ่มบั่นทอนจิตใจของผมทีละน้อย อาจเป็นเพราะทัศนวิสัยที่ถูกจำกัดลงด้วยเงาร่มและเม็ดฝนที่ลายล้อมตัวอยู่ทำให้ยากที่ผมจะมองเห็นจุดหมายตาเกินกว่าระยะ 5 เมตร ทุกสิ่งดลบันดาลให้ผมมุ่งหน้าต่อไป ทุกสิ่งที่รวมกันเรียกว่า"โชคชะตา"

      การเดินฝ่าสายฝนท่ามกลางโชคชะตาในวันนั้น นำตัวผมล่วงล้ำไปยังสถานที่ซึ่งคนทั้งหมู่บ้านรวมถึงตัวผมพยายามหลีกเลี่ยงตลอดมา ซึ่งความจริงผมไม่แม้แต่จะเคยย่างกรายไปที่นั่นหรือพบเห็นมันมาก่อน มีเพียงคำบอกเล่าที่ผ่านๆมาที่ปะติดปะต่อเค้าโครงและรูปร่างของมันภายในจิตสำนึก จิตสำนึกซึ่งขณะนี้ผสานเข้ากับภาพขมุกขมัวเบื้องหน้ากลายเป็นความงามดุจภาพสีน้ำมันที่ฝีมือมิได้บรรจง หากแต่เพียบพร้อมด้วยอารมณ์ความรู้สึก ความรู้สึกที่เป็นของผมเอง

      ในตอนนี้มันบอกผมว่าสิ่งที่อยู่เบื้องหน้ากั้นกลางด้วยทะเลสาบห่างไปไม่ถึง 50 เมตรคือปริศนาและความน่าพรั่นพรึงที่สถิตอยู่กับผู้คนในหมู่บ้านทั้งหมด ผมสามารถเลือกที่จะเดินย้อนกลับโดยไม่ต้องอายใคร แม้ผมจะเป็นผู้ชาย การ กระทำนั้นก็ไม่คู่ควรให้หัวเราะเยาะแต่อย่างใด ทว่า...เช่นเดียวกับภาพที่ไม่ชัดเจนเบื้องหน้า ความรู้สึกทั้งหมดของผมเองก็ไม่ชัดเจนเช่นกัน อีกความรู้สึกหนึ่งที่เหมือนบังเกิดขึ้นในเวลาเดียวกันคือความสงบนิ่ง มันทำให้ผมนึกถึงเรื่องเล่าของชายหนุ่ม ช่วงเวลาที่ป้าข้างบ้านประจันหน้ากับเขาและพบความสงบในแววตา

      ผมไม่อาจรู้ได้ว่ามันใช่ความสงบแบบเดียวกันหรือไม่ และที่มาของมันคือที่เดียวกันหรือเปล่า แต่สำหรับผมเส้นแนวดิ่งของหยาดฝนและต้นสนน่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดความรู้สึกนี้ "ดุจราวกับมีเพียงผมและสถานที่แห่งนั้น" อีกครั้งที่คำพูดของป้ามีผลกระทบต่อจิตใจ

      เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง ผมได้แต่ยืนสับสนระหว่างความกลัวและความหลงใหล หากบอกว่าก่อนหน้านี้ผมมุ่งมาที่ป่าสนสามใบเพื่อแสวงหาความสงบเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา มาตอนนี้ผมเริ่มไม่แน่ใจ ความสงบนั้นมาจากป่าสน หรือแผ่ขยายออกมาจากสถานที่นี้ ที่ซึ่งถูกห้อมล้อมอยู่อีกฟากหนึ่งของทิวป่ากันแน่ ความหลงใหลและเรื่องราวที่ชวนครุ่นคิดนี้ทำให้ผมตัดสินใจทำสิ่งหนึ่ง ผมหลับตาลง ตัดสินใจเสพรับทุกวินาทีที่คงไม่ยาวนาน ณ ที่นี้ก่อนจะจากมันไปและไม่หวนกลับมาอีก

     การหลับตาครั้งนี้ทำให้ผมพบเจอกับสิ่งที่เหนือกว่าการมองฝ่าม่านฝน สิ่งที่อธิบายเป็นคำพูดได้ยาก ผมเปรียบสิ่งนี้กับช่วงเวลาที่คุณตื่นนอนตอนเช้าและพบว่าวันนี้เป็นวันใหม่อีกวันหนึ่ง วันที่คุณไม่มีภาระใดๆ ไม่มีพันธะหรือข้อผูกมัดใดๆเหนี่ยวรั้งคุณ คุณจึงเริ่มคิด "วันนี้ฉันจะทำอะไรดี" แม้คุณจะตกอยู่ในห้วงความสงสัยแต่คุณกลับรู้สึกเป็นสุข เพราะรู้ว่ากาลเวลาและผู้คนไม่อาจเข้ามารบกวนคุณได้อีก นี่เองจึงทำให้ผมเข้าใจว่าเหตุใดจึงมีผู้คนและเรื่องราวมากมายเกิดขึ้นที่นี่ เพราะมันเป็นที่ที่เขาเหล่านั้นได้ตรึกตรองและพบความสุขสงบในโลกที่ไร้เงื่อนไข

      "ซ่า" เสียงของแนวฝนเปลี่ยนทิศเข้าปะทะกับร่มของผม ผมสัมผัสได้ถึงลมที่ชักนำการเข้าปะทะในครั้งนี้ ผมลืมตาขึ้นและมองไปยังต้นทางที่ลมพัดมา แต่ผมไม่เห็นลม สิ่งที่เห็นกลับเป็นเงาคนผู้หนึ่ง มันเป็นเงาที่ทำให้รู้ได้ว่าลมมาจากจุดนั้นเพราะเงานั้นกำลังสั่นไหว ทั้งเสื้อผ้าและเส้นผมที่ยาวพลิ้ว กำลังแล่นลิ่วล้อลอยไปกับสายลม

      "นี่หรือว่าเราจะต้องเจอเหตุการณ์แบบเดียวกับป้ากันแน่" ผมพร่ำกระซิบกับตัวเอง ขณะเดียวกันผมก็ก้าวเดินอีกครั้ง หากเหตุการณ์ที่ป้าเคยเล่าเป็นจริงและบทสรุปของชายหนุ่มเลวร้ายดังที่ผู้ใหญ่ในหมู่บ้านคาดคิด ผมคงต้องทำอะไรสักอย่าง ไม่ใช่การกระทำเพื่อช่วยเหลือผู้คน หากแต่เพื่อคลายปริศนาภายในใจ ผมอยากรู้ว่าเรื่องราวตอนนั้นเป็นเช่นไรก่อนการหายตัวไปเหลือทิ้งไว้เพียงเสื้อผ้าของชายปริศนา หากเรื่องแบบเดิมต้องเกิดขึ้นซ้ำ ผมอยากรู้ว่ามันจะดำเนินไปอย่างไรกับหญิงปริศนาเบื้องหน้านี้ ผมเดินอ้อมมาถึงสะพานไม้ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นเส้นทางเดียวกับที่ป้าเล่า

      มาถึงตรงนี้ดูเหมือนว่าเงาของเธอผู้นั้นจะจ้องตรงมาที่ผม อากาศหนาวเข้าแทรกซึม ผมสั่นสะท้านไปทั้งตัว ความสงบเมื่อครู่เริ่มถูกแทนที่ด้วยความพรั่นพรึงลึกๆต่อเหตุการณ์ที่กำลังจะเผชิญ ผมจ้องมองเธอไม่เบือนหนีและก้าวเดินไปบนสะพาน แม้จะเป็นสะพานไม้เก่าซึ่งตามปรกติ ควรจะส่งเสียงร้องตามประสาโครงไม้อายุยาวนานเพื่อสร้างบรรยากาศชวนขนลุก แต่เสียงหยดน้ำฝนกระทบผิวทะเลสาบกลับบรรเลงได้ต่อเนื่อง เพียงพอที่จะกลบทุกสรรพเสียงให้สยบต่อมัน ทุกเสียงยกเว้นแต่เพียงเสียงลมหายใจ

      เสียงลมหายใจในตอนแรกที่ผมสัมผัสได้มีเพียงหนึ่ง พลันเมื่อผมเข้ามาใต้ร่มเงาของอาคารกลางน้ำผมพบว่าตอนนี้มีสองลมหายใจอยู่ ณ ที่นี้ คือลมหายใจของผมและหญิงสาวที่ดูเหมือนจะอายุมากกว่าผมไม่กี่ปี ลมหายใจของเธอทำให้ผมรู้สึกว่าเธอเปี่ยมไปด้วยชีวิต

      "เธอกลับไม่คล้ายคนตายผู้หนึ่ง" ผมบอกกับตัวเองเมื่อหวนนึกถึงวินาทีแรกที่ป้าสัมผัสถึงความไร้ชีวิตในตัวชายหนุ่มคนนั้น

      "คนตายเหรอ ?" เสียงของเธอเปล่งออกมา แต่ผมไม่รู้จะตอบอย่างไร เพราะในเสียงของเธอ ดูราวกับไม่ได้พูดอยู่กับผม ไม่ใช่เสียงที่แฝงความกระตือรือร้นที่จะแสวงหาคำตอบใดๆ เธอราวกับพูดอยู่กับบุคคลที่ไร้ตัวตน เหมือนดังกับว่า"ผมไม่ได้อยู่ ณ ที่นั้น" ผมมองเข้าไปในดวงตาคู่ที่เหมือนมองทะลุผ่านร่างผม ฉับพลัน แววตาคู่นั้นเปลี่ยนเป็นคมชัดขึ้น เหมือนเธอได้สติและรู้ตัวว่าตอนนี้มีผมอยู่ใต้ชายคาเดียวกันกับเธอ

      "เธอดูแปลกๆนะ ไม่เหนื่อยเหรอ ?" เป็นประโยคแรกที่ทำให้เธอดูเหมือนคนปกติทั่วไป

      "เหนื่อยเหรอ ?" ผมสงสัย พลันคิดได้ว่าตั้งแต่เดินเข้ามาใต้ชายคา ผมยังไม่ได้เก็บร่มเลย นั่นเป็นข้อพิสูจน์ว่าเหตุการณ์อันรวดเร็วนี้ และเธอที่อยู่ตรงหน้าดึงเอาความตระหนักรู้ที่ผมมีต่อตัวเองไปหมดสิ้น ผมเก็บร่มตามที่เธอถามแกมแนะนำโดยไม่รวดเร็วนัก เพื่อไม่ให้ดูลนลานจนเกินไป เมื่อผมเงยหน้าขึ้นอีกครั้งก็พบว่าเธอกำลังยิ้มอยู่ที่มุมปาก เป็นยิ้มเล็กๆเหมือนกับเธอรู้ว่าแท้จริงแล้ว ผมกำลังลนลานต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมากแค่ไหน

      "เธอคงมาที่นี่ครั้งแรกสินะ" หญิงสาวเริ่มบทสนทนาอย่างเป็นทางการกับผมพร้อมกับหันหลังเดินไปตามทางระเบียงใต้ชายคา

      "ใช่แล้ว คุณเคยมาเหรอ ?" ผมสามารถเรียกสติและวิญญาณกลับมาให้พร้อมเผชิญเหตุการณ์อีกครั้ง

      "ไม่หรอก ฉันเองก็เพิ่งมาเป็นครั้งแรก" เธอพูด "เพียงแต่ก่อนหน้านี้เคยได้ฟังเรื่องเกี่ยวกับศาลาแห่งนี้มาบ้าง เลยอยากมาเห็นกับตาตัวเองสักครั้ง"

      "ศาลา คุณเรียกมันว่าศาลาใช่ไหม ?" ผมเริ่มรู้สึกแปลกๆต่อคำพูดที่เธอใช้ มันฟังดูเหมือนว่าเรื่องราวที่เธอได้ยินได้ฟังมา มีรายละเอียด ที่มาที่ไปที่ชัดเจนและเป็นเหตุเป็นผลมากกว่าที่ผมเคยมากับตัว

      "อา...ศาลาที่ไม่มีใครรู้ว่าถูกสร้างเมื่อไหร่ และด้วยวัตถุประสงค์อะไร"

      ผมนิ่งเงียบเพื่อรอให้เธอกล่าวต่อ เธอยังคงเดินต่อไปจบเกือบจะถึงมุมอาคาร จากนั้นเธอได้ยื่นมือไปสัมผัสกับผิวอาคารที่ทำขึ้นจากคอนกรีตผิวหยาบ

      "ตัวฉันเองก็ไม่รู้ว่าทำไม มันจึงถูกเรียกว่าศาลา หากเป็นศาลามันก็ควรต้องเป็นสถานที่ที่ไม่ใช่ที่หมายที่บุคคลควรจะไป เธอว่าอย่างนั้นไหม ?" เธอกลับมาถามผม และผมเพิ่งสังเกต หญิงสาวใช้สรรพนามแทนผมว่า "เธอ" ยิ่งทำให้ผมกล้าพอจะยืนยันได้ว่าเรื่องที่เธอคนนี้รู้มา ต้องมากกว่าผมหลายเท่าและบางที เธออาจเห็นผมเป็นเด็กน้อยที่อ่อนต่อโลกของศาลานี้เท่านั้น ถ้าเช่นนั้น เหตุใดต้องตั้งคำถามกับผมด้วยเล่า เธอจะให้เด็กน้อยตอบอะไร

      "ผมรู้แค่ว่า ศาลาน่าจะเป็นคำที่ใช้เรียกสถานที่แวะพักเพื่อไปยังที่หมายที่แท้จริงมากกว่า ดังนั้นผมจึงแปลกใจที่คุณเรียกมันว่าศาลา" ผมเลิกคิดสับสนและตอบเธอด้วยความคิดที่ผมมี ผลตอบรับของคำตอบนี้คือรอยยิ้มเล็กๆอีกครั้ง ก่อนที่เธอจะหันเดินต่อไป เราเดินผ่านมุมแรกของอาคารจากทั้งหมดสี่มุม ดูเหมือนว่าอาคารหลังนี้จะถูกออกแบบเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสโดยมีระเบียงและชายคายื่นพอจะกำบังและให้คนเพียงคนครึ่งเดินตรงไปได้

      "แต่ว่า เรื่องราวที่ฉันได้ยินได้ฟังมา ออกจะเป็นเรื่องไม่ดีเกี่ยวกับสถานที่นี้เป็นส่วนใหญ่ เรื่องของเธอล่ะเป็นอย่างไร ?" เธอถามอีกครั้งหนึ่ง

      "เรื่องที่ผมได้ยินได้ฟังมาก็คงไม่ดีกว่าเท่าไร" ผมตอบพลางเดินตามหลังที่ดูสงบพลิ้วของเธอไป

      "ถ้าอย่างนั้นฉันขอถามตรงๆ เธอมาที่นี่ทำไม ?" อีกครั้งที่คำพูดของเธอทำให้ผมรู้สึกเหมือนเป็นเด็ก

      "ความจริงผมเพียงผ่านมาเท่านั้น" ผมตอบตรงไปตรงมา มีแต่ทำแบบนี้เท่านั้นที่จะทำให้ผมเชื่อมั่นในตัวเองยามเมื่อเผชิญกับคำพูดของเธอ ไม่ว่าเธอจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม

      "คุณเคยได้ยินข่าวเกี่ยวกับชายหนุ่มที่มาที่นี่เมื่อเร็วๆนี้หรือเปล่า ?" ผมเป็นฝ่ายถามเธอกลับบ้าง เพื่อให้เธอรู้ว่าผมไม่ได้พรั่นพรึงต่อสถานที่แห่งนี้ มากนัก

      "เคยสิ เล่ากันว่าเขาหายตัวไปในที่นี้ และไม่มีใครพบเห็นเขาอีกเลย แม้แต่ที่บ้านก็ตาม" เธอตอบขณะที่หยุดชะงักอยู่ที่มุมที่สอง มุมทิศตะวันออกเฉียงใต้ของอาคารโดยเราเริ่มเดินจากทิศใต้ของอาคาร

      "แล้วคุณไม่กลัวเหรอ มันออกจะแปลกๆที่คุณตั้งใจมาที่นี่ทั้งๆที่คุณรู้เรื่องไม่ดีเกี่ยวกับมันมามาก"

      "กลัวสิ" เธอตอบอย่างสงบนิ่ง "นั่นยิ่งทำให้ฉันต้องมา ฉันอยากเข้าใจว่าทำไมคนมากมายจึงเลือกมาที่นี่ และยิ่งอยากรู้ว่าเรื่องที่ฟังมามันจริงมากแค่ไหน" เธอนิ่งงันราวกับกำลังคิดที่จะพูดอะไร แต่แล้วเธอก็ก้าวต่อไปเพื่อมุ่งไปยังมุมที่สาม จากนั้นเธอจึงเริ่มกล่าวต่อ

      "ดูเหมือนว่าคนที่มาที่นี่จะเป็นคนที่ได้รับความทุกข์ทรมานจากการสูญเสียผู้เป็นที่รักไป"

      "ผมก็ได้ยินมาแบบนั้นเหมือนกัน" หลังจากประโยคนี้ผมได้เผชิญหน้ากับความตระหนก คนที่มาที่นี่ คนที่สูญเสียผู้เป็นที่รัก จุดจบ หรือว่าเธอคนนี้ที่ตั้งใจมาที่นี่ก็เพราะเหตุผลเดียวกัน ภาพของชายหนุ่มในจินตนาการจากคำบอกเล่าของป้าปรากฏขึ้นอีกครั้ง

      "คุณเสียใครไปเหรอ ?" ผมรีบถามกลับไปทันที

     "เปล่าหรอก แต่คงอีกไม่นาน" เป็นครั้งแรกที่คำพูดของเธอแฝงอารมณ์ความรู้สึกอย่างเห็นได้ชัด

      "คุณหมายความว่าอย่างไร ?" ประโยคคำถามนี้มาพร้อมกับการยืนอยู่เบื้องหน้าทางเข้าตัวอาคาร ทางเข้ามีเพียงแห่งเดียว ผมจึงได้รู้ตัวว่าเราได้ผ่านมุมที่สามของตัวอาคารมาแล้ว ตอนนี้เรายืนอยู่ด้านทิศตะวันตก แม้สายฝนยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลง แต่ก็ไม่อาจกลบแสงแดดสีแดงในยามเย็นไปได้ มันส่องตรงเข้ามาผ่านทางระเบียง สอดแสงเข้าไปภายในอาคาร เหมือนดั่งเชื้อเชิญให้ผู้ผ่านทางทั้งสองมองตามมันเข้าไป

      ผมและเธอหันไปพร้อมกัน ภายในอาคารเป็นห้องโล่งขนาดประมาณสามคูณสามเมตรที่มีแท่งกระจกตั้งเป็นแกนอยู่ตรงกลาง เราทั้งคู่เดินเข้าไป ด้วยความแคบของมันผมและเธอแยกกันไปคนละทางสายตาทั้งสองคู่ต่างจับจ้องอยู่ที่แท่งกระจกนั้น มันเป็นแท่งกระจกที่ยาวจากพื้นจรดเพดาน ซึ่งทั้งพื้นทั้งเพดาดที่กระจกครอบอยู่ได้ถูกเจาะทะลุ ทำให้สามารถเห็นท้องฟ้าและสายฝนที่พรั่งพรูลงมา ยามเมื่อมองไปเบื้องล่าง หยดน้ำฝนพลันกลับกลายเป็นผืนน้ำทะเลสาบ และหายไปหยดแล้วหยดเล่าราวกับไม่เคยมีเม็ดฝนตกลงมาที่นี่มาก่อน

      ผมเงยหน้าขึ้นมาในระดับสายตา มองตรงผ่ากระจกที่บิดเบี้ยวด้วยหยาดน้ำที่เกาะอยู่ ผมเห็นเธอ เธอยังคงมองไปเบื้องล่าง ความงามที่ไม่สมบูรณ์พลันประทับในจิตใต้สำนึกของผม ผมไม่อาจบอกได้ว่าความงามของภาพนี้มาจากเธอ หรือมาจากสถาปัตยกรรมที่เธอเรียกว่า "ศาลา" หรือมาจากเรื่องราวที่เล่าลือและบทสนทนาที่แปลกวิสัยของพวกเรา

      แม้ว่าผมจะไม่รู้ชื่อเธอ รู้ชื่อของอาคารหลังนี้ หรือรู้ชื่อเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนี้ แต่มันก็ได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของตัวผมไปตลอดกาล
     หลายปีต่อมาผมได้รับจดหมายไม่ระบุที่อยู่ในจดหมายบอกเล่าข่าวการตายของชายหนุ่มปริศนาคนนั้น ซึ่งแท้จริงแล้วคือพี่ชายของหญิงสาวปริศนา เธอเล่าว่าแท้จริงแล้วพี่ชายและเธอได้สูญเสียแม่ไป เนื่องจากเธอไปอยู่ที่ต่างประเทศตั้งแต่เด็ก เธอจึงไม่ค่อยเศร้าเสียใจมากนักเมื่อรู้ข่าว แต่เมื่อเธอกลับมาที่บ้านอีกครั้ง เธอก็รู้ในทันทีว่าความรู้สึกที่ไม่ปรากฏในตอนแรก กำลังค่อยๆขยายใหญ่ขึ้นพร้อมทั้งกลืนกินความสดใสและชีวิตของเธอไปทีละน้อยๆ 

      เธอเริ่มมองหาสิ่งปลอบประโลมพร้อมกับพี่ชายของเธอ ทั้งสองได้รู้เรื่องราวเกี่ยวสถานที่ที่เรียกว่าศาลาโดยบังเอิญ ที่ซึ่งถูกเล่าว่าสามารถช่วยเยียวยาจิตใจของผู้สูญเสียแต่ก็อาจทำให้ผู้คนตรอมใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นยิ่งกว่าเดิม เธอกับพี่ชายจึงตัดสินใจที่จะเสี่ยงมาที่นี่พร้อมกันเผื่อเกิดเหตุไม่คาดหมาย แต่แล้วพี่ชายของเธอก็หายไปในวันหนึ่งและกลับมาในสภาพบาดเจ็บสาหัส

      เธอเล่าว่าแท้จริงแล้วในวันที่พี่ชายเธอเดินทางมายังศาลาเพียงลำพัง ระหว่างทางกลับเขาได้ถูกทำร้ายจากโจรแถวชายป่า และพวกมันคงเอาเสื้อผ้าที่ขโมยมาทิ้งไว้ที่ทะเลสาบ ส่วนพี่ชายของเธอต้องตกอยู่ในสภาพเจ้าชายนิทราโดยไม่อาจรักษา เพียงรอเวลาที่เธอจะค่อยๆสูญเสียเขาไป

      หลังจากอ่านจดหมายผมจึงเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น เข้าใจพฤติกรรมของเธอในวันนั้น และเข้าใจว่าเธอคงมองผมเป็นเด็กน้อยจริงๆ เพราะผมยังไม่เคยมีประสบการณ์แบบเธอมาก่อน อาจกล่าวได้ว่า การเผชิญกับเรื่องราวที่จะต้องเป็นไปในภายหน้าของหญิงสาวมีมากมายกว่าผม นี่จึงเป็นเหตุผลของรอยยิ้มเล็กๆครั้งที่สองของเธอ ตอนที่ผมตอบกลับไปว่า ผมไม่คิดว่าที่แห่งนั้นควรถูกเรียกว่าศาลา ตอนนี้ผมเข้าใจแล้วว่าทำไมมันจึงเป็นศาลา ความจริงแล้วไม่มีใครเจตนาไปที่นั่น ไม่แม้แต่ชายหนุ่มและเธอคนนั้น ทั้งเธอและเขาต่างกำลังมุ่งไปอีกสถานที่หนึ่ง สถานที่ซึ่งพ้นจากความทรมานใจของการสูญเสียผู้เป็นแม่      ศาลานั้นเพียงเป็นที่แวะพักเพื่อที่จะก้าวข้ามไปยังอีกฟากฝั่งหนึ่ง มันเป็นจุดแวะพักที่ควรคู่ที่จะอยู่ต่อไปเพื่อให้วิญญาณที่ทุกข์ทรมานได้พบเจอหนทางที่ตนเองตามหา แต่กระนั้นไม่กี่ปีหลังการพบกันระหว่างผมกับเธอ ศาลาก็ถูกรื้อออกไป ทิ้งไว้เพียงซากสะพานไม้ที่ไม่รู้จะมุ่งไปที่ใด ได้แต่รอคอยอย่างอ้างว้างอยู่กลางทะเลสาบ

      หลังจากอาคารถูกรื้อถอน ผมได้กลับไปที่นั่นอีกครั้ง นึกถึงเหตุการณ์วันที่พบเธอและรู้สึกเศร้าเสียใจต่อภาพที่เกิดขึ้นกับสะพานไม้ที่มิอาจหาที่หมายของมันได้เจอ ความรู้สึกต่างๆประดังเข้ามา และในวันนั้นเองเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นได้ร้อยเรียงต่อเติมเข้ามาในชีวิตผม ผมตัดสินใจที่จะเป็นสถาปนิกเพื่อที่สักวันหนึ่งผมจะได้ทำให้สถานที่แห่งนี้มีความหมายขึ้นมาอีกครั้ง

      และวันนี้ขณะที่คุณกำลังอ่านบันทึกที่ผมได้วางไว้ในอาคารหลังนี้ คุณคงรู้แล้วว่า สถานที่ที่คุณยืนอยู่มีคุณค่าและเรื่องราวที่ควรแก่การเล่าขานต่อไป เล่าขานเกี่ยวกับทะเลสาบและศาลาที่ช่วยปลอบประโลมผู้คน

      อากาศชื้นลอยตามลมทะเลสาบมากระทบหน้า เด็กชายผู้หนึ่งวางแผ่นบันทึกลงไว้ที่เดิม ใต้ซากคอนกรีตที่ทับถมกันอยู่ แม้กระดาษบันทึกจะดูเก่าและมีรอยขาดบ้าง แต่เด็กชายได้ซึมซับเอาเรื่องราวที่อยู่ภายในมาไว้ในจิตใจเขาหมดแล้ว เด็กชายไม่คิดที่จะเก็บกระดาษนั้นไป เขายืนขึ้นหันไปมองที่กลางทะเลสาบอันเวิ้งว้างว่างเปล่า หาได้มีศาลาอะไรตั้งอยู่ไม่ มีเพียงสะพานไม้ที่ยื่นออกไปอย่างไร้ที่หมาย เด็กชายยิ้มและเดินกลับไปที่หมู่บ้าน ดูเหมือนว่าเขาตั้งใจที่จะทำบางสิ่งบางอย่างแล้ว


SHARE
Written in this book
Short story
Writer
WindLiu
Walker
In the story

Comments