เมื่อผมกลายเป็นผู้สอบสัมภาษณ์ผู้อื่น
ช่วงที่ผ่านมาผมต้องรับผิดชอบโครงการแลกเปลี่ยนนักศึกษากับสถาบันการศึกษาในภูมิภาคอาเซียนให้กับทางคณะ หลังจากที่ได้จัดการสอบข้อเขียนเพื่อคัดเลือกนักศึกษารอบแรก ก็มาถึงคราวของการสอบสัมภาษณ์

เนื่องจากโครงการนี้มีทุนให้จำกัด เลยไม่สามารถให้ทุนกับทุกคนไปต่างประเทศได้ จึงต้องจบลงที่การสอบคัดเลือก

แต่ก่อนสมัยหางานทำผมเคยนึกสงสัยเหมือนกันว่าคนที่สัมภาษณ์เราเขาวัดเราจากอะไร การแต่งตัวของเราหรือ การพูดของเรา ประสบการณ์การทำงานของเราใช่ไหม ฯลฯ ผู้ถูกสัมภาษณ์มักนึกไม่ออกว่าอะไรทำให้เราสอบตก หรืออะไรทำให้เราผ่านเพราะเราไม่รู้มุมมองของผู้สัมภาษณ์เรา

เนื่องจากเป็นมหาวิทยาลัยต่างจังหวัด โอกาสที่จะได้ไปต่างประเทศของนักศึกษาแถบภาคอีสานไม่ใช่เรื่องง่าย นักศึกษาผู้ผ่านการสอบข้อเขียนทุกคนพูดไปในทำนองเดียวกันหมดถึงความปรารถนาที่จะออกไปเห็นโลก อย่างเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ อยากฝึกภาษา ฯลฯ

แต่...อะไรทำให้บางคนได้รับการคัดเลือก แต่กับบางคนไม่

ในฐานะผู้สัมภาษณ์สิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากเรื่องนี้คือ คนที่พูดด้วยความมั่นใจ เตรียมตัวเตรียมใจมาพูดอย่างเป็นธรรมชาติ กล้าพูด กล้าคิดคือคนที่มีภาษีดีกว่าคนอื่น

เรื่องความสามารถนั้นไม่มีใครสมบูรณ์แบบ มีผิดตรงนี้ ผิดตรงนั้น แต่การแสดงความมั่นใจออกมาที่ไม่มากและไม่น้อยเกินไป คือพูดได้เป็นธรรมชาติ ฉะฉาน คือคนที่น่าประทับใจ

ผมนั่งฟังนักศึกษาพูด มองดูสีหน้า แววตา และท่าทางของพวกเขา ผมเห็นได้ถึงความแตกต่าง ความมั่นใจที่ปรากฏ น้ำเสียง ความประหม่า ตื่นเต้น แต่ละคนมีไม่เท่ากัน คนที่โดดเด่นจะสร้างความรู้สึกดีให้กับผู้สัมภาษณ์ และเมื่อการสัมภาษณ์จบลงผมก็ไม่ต้องคิดมากนักว่าจะคัดเลือกใคร

ผมอาจไม่ใช่นักสัมภาษณ์ชั้นเซียน แต่คณะกรรมการอีกท่านก็เห็นด้วยกับคนที่ผมได้เลือกหลังการสัมภาษณ์

อีกเรื่องคือคนที่มีประสบการณ์ก็จะได้ภาษีดีกว่าคนอื่น เช่น เคยฝึกงานในบริษัท ฝึกงานกับคนต่างชาติมาก่อนก็ได้รับความน่าสนใจจากคณะกรรมการเช่นกัน

เรื่องความฝัน ความทะเยอทะยานนั้นมีกันทุกคน แต่สิ่งที่ทำให้บางคนเหนือกว่าคนอื่นก็คือความมั่นใจกับประสบการณ์นั่นเอง

เป็นเรื่องที่น่าเสียดายอยู่เหมือนกันว่าบางคนแม้จะมีความสามารถ แต่พูดไม่ดี พูดไม่ชัด หรือมีนิสัยไม่ช่างพูด ทำให้เขาต้องตกรอบสัมภาษณ์ ถ้าจำไม่ผิดคนที่ได้คะแนนตอนสอบข้อเขียนเป็นอันดับหนึ่งหรือสองนี่แหละ แต่พูดไม่ดีเลยตกไป ส่วนหนึ่งก็เพราะบุคลิกนิสัยเขาเป็นเช่นนั้นด้วย

อันที่จริงถ้าวัดที่คะแนนสอบข้อเขียนอย่างเดียวเราก็คงได้คนที่เหมาะสมไปแล้ว แต่การสัมภาษณ์มันก็เหมือนการดูว่าคนที่เราจะเลือกไปสามารถไปเข้าสังคมได้หรือไม่ ไปเอาตัวรอดได้ไหม ของแบบนี้มันอยู่ที่ใจ ก็เลยสรุปได้ว่าสอบข้อเขียนคือวัดสมอง สอบสัมภาษณ์คือวัดใจ

เรื่องนี้ก็เป็นบทเรียนสำหรับตัวเอง แล้วก็อยากบอกเล่าให้คนอื่นได้เอาไปใช้เช่นกัน
SHARE
Written in this book
Life and work
Any idea and experience I learn from doing a job.
Writer
Ittipolj
writer
Write for life.

Comments