FUCK YOU "ปิกัสโซ่"
ผมไม่เคยคิดมาก่อนว่าชีวิตนี้จะได้เจอคนอย่างปิกัสโซ่
 
มันไม่มีอะไรปกติเหมือนมนุษย์มะนาคนไหนบนโลก ด้านหนึ่งมันเป็นยอดมนุษย์ในการรักษาความสะอาด ในฐานะรูมเมท มันจัดระเบียบทุกอย่างในห้องได้อย่างไร้ที่ติ ขยันซื้อของกินเข้าห้อง ทำความสะอาดห้องใหม่ทุกสัปดาห์ บางครั้งก็ล้างจานและเอาเสื้อไปซักให้ มันจะภูมิใจทุกครั้งที่ได้เก็บกวาดข้าวของให้เป็นระเบียบ สำหรับมัน ห้องพักในอุดมคติต้องมีเฟอร์นิเจอร์น้อยชิ้นที่สุด เรียบที่สุดแต่มีเครื่องอำนวยความสะดวกครบที่สุด จากนั้นต้องคอยดูแลทุกอย่างให้สะอาดสะอ้านที่สุด ถ้าสัปดาห์ไหนมันทำเช็คลิสต์นี้ได้ครบ เสียงไวโอลินที่มันเล่นตอนกลางคืนจะเพราะพริ้งขึ้นมาหน่อย มันจะอารมณ์ดีขึ้น และพูดถึงสิ่งดีๆ ในชีวิตมากขึ้น
 
อีกด้านของหนึ่งปิกัสโซ่...ไม่ต่างอะไรจากด้านมืดของดวงจันทร์ 

มันมีรสนิยมแปลกๆ ในการตื่นมาเล่นไวโอลินตอนตีสองตีสาม เพลงที่เล่นก็โหยหวนครวญครางเหมือนมีใครตายแล้ววิญญาณไปสิงอยู่ในสายไวโอลิน มันไม่เหมือนนักศึกษาคนอื่นที่กลับบ้านทุกเย็นวันศุกร์ ปิกัสโซ่ปักหลักอยู่ที่ห้อง 906 เหมือนที่นี่เป็นปราการพิเศษในช่วงสงครามนิวเคลียร์ มันจะตุนเสบียงไว้จนเต็มห้อง ทำรายรับรายจ่าย คำนวณปริมาณของกินที่มีทุกสัปดาห์ ผมว่าถ้ามนุษย์ต่างดาวบุกโลกและผมติดอยู่ในห้อง 906 กับมัน เราอาจมีชีวิตรอดสบายๆ ได้จนมนุษย์ต่างดาวย้ายกลับดาวตัวเอง

นิสัยรักความเป็นระเบียบของปิกัสโซ่ขัดกันสิ้นดีกับทัศนคติที่มันมีต่อโลกและมนุษย์ หัวเตียงมันแปะภาพดาร์ธเวเดอร์ วอลเปเปอร์หน้าจอคอมของมันเป็นภาพดอกไม้แห้งเหี่ยวเดียวดายกลางป่าใหญ่ จอมือถือของมันเป็นภาพผู้หญิงนั่งอยู่หน้ากระจก แต่จอมือถือมันแตก กระจกแตกร้าวเป็นใยแมงมุม ผู้หญิงคนนั้นเลยมองไม่เห็นหน้าตัวเอง เห็นแต่เศษเสี้ยวชิ้นส่วนกระจัดกระจายประกอบกันไม่ได้ 

ปิกัสโซ่ยังมีงานอดิเรกเป็นการใช้เวลาว่างช่วงเช้าวันเสาร์อ่านบทความเกี่ยวกับการฆ่าตัวตายใน “Suicide Society” แมกกาซีนพิลึกพิลั่นที่มาส่งหน้าห้องทุกเช้าวันศุกร์

“คุณแซมรู้มั้ยครับว่าทุกๆ 40 วินาทีจะมีคนฆ่าตัวตายหนึ่งคน”

“ไม่รู้”

“หมายความว่าระหว่างที่ผมกับคุณแซมกำลังคุยกันเรื่องนี้อยู่ มีใครสักคน ที่อยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกกำลังจะจบชีวิตตัวเองครับ”

พูดจบมันก็มองเข็มนาฬิกา นั่งนับเวลาถอยหลัง

“ห้า...สี่…สาม…สอ.."

ผมกลอกตาถอนหายใจ

"..อง…หนึ่ง…ตายแล้วครับ” 

เรื่องประหลาดสุดเกี่ยวกับปิกัสโซ่คือบางวันมันก็จะหายตัวไปจากหอพักเฉยๆ ไม่บอก ไม่ลา ไม่รับโทรศัพท์ ไม่ทิ้งโน้ต สามสี่วันผ่านไป เปิดประตูห้องกลับมากลางดึก สภาพโทรมแทบจะเป็นซอมบี้

“กลับมาแล้วครับ คุณแซมยังไม่นอนอีกเหรอครับ” พูดแค่นี้แล้วไปอาบน้ำ พัดข้าวกิน ดูหนัง และเข้านอน ทำตัวราวกับว่ามันไม่เคยหายไปไหนเลย 


 
การหายตัวไปของปิกัสโซ่เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นเพียงอย่างเดียวที่เกิดขึ้นในชีวิตมหา’ลัย นอกนั้นชีวิตผมนิ่งสนิทเหมือนเส้นบอกอัตราการเต้นหัวใจของผู้ป่วยใกล้ตาย นานๆ ทีเส้นจะดีดติ๊ดแค่ให้รู้ว่ายังมีชีวิตอยู่ ผมยังตื่นเช้าเหมือนตอนอยู่มัธยม ยืนมองพระอาทิตย์ขึ้นจากระเบียงห้องนั่งเล่น แชทหาเพื่อนผู้หญิงสมัยมัธยมที่ตื่นเช้า นั่งรถรางเข้ามหา’ลัย วันไหนปิกัสโซ่อยู่ก็นั่งไปด้วยกัน วันไหนมันหายไปผมก็นั่งคนเดียว 
 
ผมเข้าเรียนตามปกติ นั่งหลังห้อง ใช้เวลาที่ควรจะตั้งใจเรียนสำรวจความแตกต่างระหว่างเด็กมัธยมกับเด็กมหา’ลัย เท่าที่เห็น...สาวมหา’ลัยสวยกว่าเด็กมัธยมแบบหลังตีนเป็นฝ่ามือ ความเท่ของเด็กมัธยมวัดกันที่ปริมาณสมาชิกในแก๊ง แต่ของเด็กมหา’ลัยวัดกันที่ยี่ห้อรถที่ขับ และข้อสุดท้ายที่สังเกตได้ เด็กมหา’ลัยที่อยู่หออย่างผมจะมีปริมาณความเหงาสูงกว่าเด็กมัธยมที่ได้กลับบ้านเจอครอบครัวทุกวัน

ผมยังทำงานทุกอย่างเสร็จก่อนกำหนดเหมือนเดิม แต่ความรู้สึกต่างไปอย่างสิ้นเชิง มันไม่มีความสนุก ไม่มีความกระตือรือร้นใดๆ ทั้งสิ้น รู้สึกแค่ว่าตัวเองแค่เรียนๆ ให้จบวันเท่านั้น พอตอนเย็นก็กินยาตามที่จิตแพทย์สั่ง ยาสีฟ้าหน้าตาเหมือนวิตามินซี ยาบ้าอะไรไม่รู้ กินแล้วดีขึ้นจริงรึเปล่าก็ไม่รู้ กินมาจะสามเดือน หมดแล้วที่บ้านก็ส่งมาเพิ่ม แต่กินแล้วก็ยังรู้สึกว่าตัวเองว่างเปล่าล่องลอยเหมือนเดิม ผมไม่ค่อยอยากกลับหอ ไม่อยากกลับไปนั่งเฝ้าปิกัสโซ่เล่นเกม เลยเดินเตร่ไปมาในมหา’ลัย เข้าห้องสมุด นั่งมองคน เดินออกจากห้องสมุด วันไหนอากาศไม่หนาวเกินไปก็จะวิ่งรอบสนามฟุตบอล เสร็จแล้วหาร้านอาหารแพงๆ นั่งกินข้าวคนเดียว มองนักศึกษาปีหนึ่งคนอื่นๆ นั่งล้อมวงหัวเราะหยอกล้อกัน ปล่อยเส้นราเมนในชามให้อืดบวม นั่งจนน้ำแข็งในแก้วละลายเป็นทางลงมาเปียกข้อศอก ที่นี่ผมแทบหาเพื่อนไม่ได้เลย มีคนที่พอคุยกันได้ก็แค่ปิกัสโซ่กับสาวญี่ปุ่นที่ล็อบบี้หอพัก แต่ก็แค่นั้น ผมไม่รู้สึกสนิทกับใคร
 
ดีอย่างเดียว ที่ผมไม่ต้องไปแอบไปร้องไห้ในห้องน้ำคนเดียวอีกแล้ว

และนี่คงเป็นเหตุผลดีๆ ข้อเดียวที่ผมหาเจอในการมาเรียนที่นี่ 



“ผมว่าผมแย่แล้วล่ะครับคุณแซม”

ปิกัสโซ่เงยหน้าจากนิตยสาร Suicide Society ของมัน รอบนี้ปกนิตยสารเป็นรูปตุ๊กตาหมีสีน้ำตาลนอนหงายรอความตายบนรางรถไฟ บนปกเขียนว่า “การฆ่าตัวตายไม่ใช่ทางเลือก แต่คือทางออกเมื่อทนความเจ็บปวดไม่ไหว” ผมไม่ปรารถนาจะรู้ว่าข้างในนิตยสารเล่มนี้เขียนเกี่ยวกับอะไร แต่ปิกัสโซ่ก็ยังจะเล่าให้ฟังทุกที

“คอลัมน์นี้พูดถึงคนที่มีกลุ่มเสี่ยงจะฆ่าตัวตายครับ เขามีแบบทดสอบให้ทำ ผมเข้าข่ายห้าในหกเลยครับ”
 
"ไม่แปลก” ผมนั่งบนโซฟาข้างๆ มัน กำลังดูหนังเรื่อง Up อยู่
 
“คุณแซมอยากเช็คของตัวเองมั้ยครับว่าเข้าข่ายกี่ข้อ”

“โอ้ยปิกัสโซ่ คนปกติเขามานั่งเช็คเรื่องพวกนี้กันที่ไหน” ผมกดหยุดหนัง “เมื่อไหร่จะเลิกอ่านแต่อะไรพวกนี้วะ โลกเรามีหนังสือดีๆ อีกตั้งเยอะ มึงอ่านแต่อะไรก็ไม่รู้”

“ในนี้บอกไว้ว่าถ้ามีอาการอยากฆ่าตัวตายมากๆ ให้บอกตัวเองให้อดทนต่ออีกยี่สิบสี่ชั่วโมงครับ เขาบอกด้วยว่าถ้าอดทนถึงยี่สิบสี่ชั่วโมงไม่ไหว ให้รออีกสักห้านาทีก็ยังดี และทางที่ดีที่สุดคือให้ใช้เวลาระหว่างนั้นโทรหาคนที่ให้กำลังใจเราได้ครับ” พูดจบมันก็จมลงไปในหลุมความคิดตัวเอง

"ปิกัสโซ่ มึงได้คะแนนแค่ห้าในหก ยังเหลืออีกตั้งคะแนนหนึ่ง! มึงไม่ต้องกลัวว่าจะอายุสั้นโอเคมั้ย"

"อืม...จริงของคุณแซม ถ้าผมเข้าข่ายครบหกข้อถึงค่อยน่ากังวล"

"ใช่" ผมยืนยัน แต่ในใจไม่เห็นด้วยกับที่ตัวเองพูดสักนิด อย่างไงก็เถอะ ผมโล่งใจที่สีหน้าปิกัสโซ่ดูสดชื่นขึ้นมาหน่อย

“คุณแซมอยากเล่นเกมทายคำถามมั้ยครับ”

"ไม่" 

"คำถามเดียวครับ"

"จะ-ดู-หนัง" ผมเปิดหนังให้เล่นต่อ

“ให้ทายครับว่าปัจจุบันทั่วโลกมีคนเสิร์จเรื่องจะฆ่าตัวตายกันทั้งหมดกี่ครั้ง”

“สองครั้ง”

“ตอบดีๆ สิครับ”

“ทั่วโลกใช่มั้ย” ผมคำนวณในหัว “สิบล้านครั้ง...มั้ง”

“ผิดครับ” ปิกัสโซ่ดูจะพอใจ “มีคนเสิร์จจะฆ่าตัวตายทั้งหมดหนึ่งพันห้าร้อยล้านครั้งแล้วครับ เยอะกว่าคนเสิร์จคำว่า Iron man สิบเท่าเลยนะครับคุณแซม”

“แล้วมันน่าดีใจตรงไหน” ผมคิดในใจว่าปิกัสโซ่คนเดียวน่าจะเสิร์จไปไม่ต่ำกว่าพันครั้ง

“มันยืนยันคำพูดของคุณมูราคามิครับ ความตายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต”

“ปิกัสโซ่ ความตายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต แต่การฆ่าตัวตายไม่ใช่ส่วนหนึ่งของชีวิต อย่าเอามาปนกัน”

“เอ้าเหรอครับ" ปิกัสโซ่พับนิตยสารวางบนโต๊ะ "คุณแซมอยากเขียนนิยายไม่ใช่เหรอครับ น่าจะลองอ่านหนังสือของคุณมูราคามิดูนะครับ ผมมีครบทุกเล่ม ยืมผมได้นะครับ”

“โน” ผมปฏิเสธ

มูราคามิเป็นชื่อแรกที่ผมกาขีดแดงใส่ในบัญชีหนังสือต้องห้าม ไม่เข้าใจว่าทำไมปิกัสโซ่ถึงพอใจจะอ่านหนังสือเหงาๆ ยาวเกือบ 400 หน้าเพื่อที่จะพบว่าตอนจบของเรื่องมีแต่ความร้าวรานรออยู่
 
“เพราะแฮ้ปปี้เอนดิ้งมันไม่มีจริงน่ะสิครับ” ปิกัสโซ่อธิบาย

“ทำไมจะไม่มี” ผมเถียง “หนังของพิกซ่านี่ไงแฮ้ปปี้เอนดิ้งทั้งนั้น”

“คุณแซม จริงๆ หนังพิกซ่ามันเป็นโศกนาฏกรรมชัดๆ เลยนะครับ”

“พิกซ่าเนี่ยนะ”

“อย่างเรื่อง Up นี่จริงๆ มันเป็นเรื่องของคุณปู่ที่ไม่มีใครคบ มีความฝันวัยเด็กที่ไม่เป็นจริง สูญเสียภรรยาที่เป็นแสงสว่างเดียวในชีวิต ใช้ชีวิตรอความตายอยู่ในบ้านที่กำลังจะถูกยึดนะครับ”

ผมคิดตามคำพูดของปิกัสโซ่... Up ไม่ได้เศร้าหรอก ปิกัสโซ่มากกว่าที่มีความสามารถพิเศษในการมองเห็นทุกอย่างเป็นเรื่องเศร้า ผมลุกไปอุ่นพิซซ่าที่สั่งมากินเมื่อวานตอนปิกัสโซ่ไม่อยู่ พิซซ่าเหลือสามชิ้น ผมยกชิ้นหนึ่งให้ปิกัสโซ่ "มันยังไม่เสียเหรอครับ" ปิกัสโซ่ก้มลงดมพิสูจน์กลิ่น

"กินๆ ไปเหอะ"

ปิกัสโซ่กัดไปสองคำแล้วนิ่งไปเลย ผมได้รู้ในวันนั้น ว่านั่นเป็นพิซซ่าชิ้นแรกที่ปิกัสโซ่ได้กินในชีวิต พอกินชิ้นแรกหมด ผมกำลังจะหั่นแบ่งครึ่งชิ้นสุดท้าย แต่ปิกัสโซ่สั่นหัว "ผมอิ่มแล้วครับ ขอบคุณมากนะครับ" นั่นเป็นมื้อสุดท้ายที่ผมได้กินพิซซ่าและนั่งดูหนังกับปิกัสโซ่



พอเข้าฤดูใบไม้ร่วงปิกัสโซ่ก็หายไปจากห้องบ่อยขึ้นเรื่อยๆ "กลับบ้านครับ" มันตอบแบบนี้เสมอแต่ไม่เคยเล่ารายละเอียดให้ฟัง ที่จริงมันไม่เคยเล่าเรื่องเกี่ยวกับตัวเองให้ใครฟังเลย มันแทบไม่มีเพื่อนในคณะ มือถือมันไม่เคยมีใครโทรเข้า ไม่เคยมีการติดต่อมาจากเพื่อนโรงเรียนเก่า ไม่มีสักครั้งที่มันพูดถึงอดีตของตัวเอง

ปลายเดือนธันวาคมผมวางแผนว่าจะหาซื้อของขวัญวันปีใหม่ให้มันสักชิ้น นั่งรถไฟใต้ดินเข้าเมืองไปเดินหลงอยู่ในห้าง ผมเพิ่งมาตระหนักเอาตอนนั้นเองว่าผมไม่รู้อะไรเกี่ยวกับปิกัสโซ่เลย มันไม่เล่นเฟซบุ๊กผมเลยไม่รู้ว่ามันเกิดวันที่เท่าไหร่ นอกจากเดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์กับสตาร์วอส์แล้วผมก็ไม่รู้เลยว่ามันชอบอะไร รู้แค่ว่ามันชอบกินโอริโอ้ พิซซ่าคืออาหารอร่อยสุดที่มันเคยกิน มันไม่ดื่มแอลกอฮอล กินแต่นมสด เรียนเก่งเข้าขั้นอัจฉริยะ (ขนาดอ่านหนังสือคืนเดียวยังสอบได้ท็อปเกือบทุกวิชา) และมีพรสวรรค์ในการเล่นไวโอลิน 

เรื่องนี้ไม่มีข้อสงสัย เสียงเพลงที่มันเล่นมีพลังสั่นคลอนความรู้สึกของคนฟังทั้งภายนอกและภายใน คนที่ได้ฟังเพลงของปิกัสโซ่พูดเหมือนกันว่ารู้สึกเหมือนถูกพาไปสถานที่อื่น พวกชมรมออเครสต้าแห่กันมาที่ห้อง 906 ของเรา ทั้งชวนทั้งเชิญปิกัสโซ่ไปเข้าชมรม แต่ปิกัสโซ่ปฏิเสธแบบไม่เสียเวลาคิด "ขอโทษด้วยครับ แค่เล่นให้ตัวเองฟังก็เหนื่อยจะแย่อยู่แล้ว อย่าชวนผมไปเล่นบนเวทีเลยครับ" 

ผมเดินวนรอบแผนกของเล่นอยู่สามรอบ ในที่สุดก็ตัดสินใจซื้อดาบไลท์เซเบอร์ของอาจารย์โยดาเป็นของขวัญวันปีใหม่ให้มัน ผมรู้ว่าปิกัสโซ่ชอบดาร์ธเวเดอร์ แต่ชีวิตมันอยู่กับพลังด้านมืดมามากพอแล้ว ผมหวังว่าดาบของอาจารย์โยดาจะนำสมดุลของพลังมาสู่ชีวิตมันได้บ้าง

เนื่องจากไม่ได้เข้าใจกลางเมืองอย่างนี้มานาน ขากลับผมจึงแวะหาผู้หญิงคนหนึ่ง เราเคยคบกันช่วงสั้นๆ สมัยมัธยม เธอเรียนโรงเรียนหญิงล้วน มีบ้านหลังใหญ่ใจกลางย่านธุรกิจ ตอนนี้เธอเป็นสาวมหา'ลัยแล้ว และกำลังปรับปรุงบ้านใหม่วันที่ผมไปหาพอดี เราเคยสนิทกันมากแต่หลังจากเพื่อนสนิทของผมด่วนจากไปเราก็แทบไม่ได้คุยกันอีกเลย เจอกันวันนั้นทำให้ผมรู้ว่าความสัมพันธ์เราเปลี่ยนไปแล้ว ความรู้สึกดีๆ ยังมีให้กันอยู่ แต่มันแค่...ไม่เหมือนเดิม จะเรียกว่าเราโตขึ้นก็ได้ แต่ถ้าเรียกแบบนั้น ก็เท่ากับว่าเราจะโตขึ้นทุกครั้งที่รู้สึกกับใครสักคนน้อยลง

ผมกับเธอออกไปเที่ยวตลาดนัดกลางคืนด้วยกัน เดินอยู่ท่ามกลางผู้คนและร้านรวงที่ประดับไฟกระพริบ เสียงเพลงวันคริสต์มาสแว่วอยู่ตามถนนทุกสายที่เราผ่าน ผมเล่าเรื่องปิกัสโซ่ให้เธอฟัง มีความสุขทุกครั้งเวลาเห็นเธอหัวเราะ แต่ก็แค่นั้น ผมไปส่งเธอที่บ้าน "ขอโทษที่รบกวนคุณแม่ดึกๆ นะครับ" แม่เธอบอกว่าผมมารยาทดีเกินไปอีกแล้ว และถามผมว่าจะมาที่นี่อีกเมื่อไหร่

"ไม่รู้เลยครับ แต่ถ้าผ่านมาจะแวะมาหาอีก" ผมหันไปหาเธอ "แล้วเจอกันนะ"

เราโบกมือให้กัน ผมนั่งรถใต้ดินกลับ มีดาบไลท์เซเบอร์ของอาจารย์โยดาเหน็บอยู่ที่หลัง



ผมกลับมาเจอหมอนไร้รอยยับ ผ้าห่มพับเข้าที่ แต่ไม่มีแม้เงาของปิกัสโซ่ในห้อง ผ้าเช็ดตัวแขวนตากนอกระเบียง ห้องน้ำมีกลิ่นสบู่และยาสระผม กระเป๋าตังค์กับมือถือหายไปจากโต๊ะคอม และรองเท้าผ้าใบสีขาวหายไปจากชั้นวาง ภาพสมบูรณ์ของห้อง 906 แหว่งขาดเมื่อเกิดปรากฎการณ์นี้ขึ้น สามครั้งก่อนที่มันหายไปก็เป็นอย่างนี้ แต่ครั้งนี้ไวโอลินหายไปด้วย

ห้อง 906 ตกเป็นของผมแต่เพียงผู้เดียว ผมออกไปนั่งนอกระเบียง เพ่งมองที่เส้นขอบฟ้า ท้องฟ้าเปื้อนสีเขียวและม่วงจากแสงไฟประดิษฐ์ ตึกระฟ้าในย่านธุรกิจเบียดเสียดแข่งกันขึ้นที่สูง ไม่รู้ว่าเมืองกำลังจะตื่นหรือหลับ ผู้คนส่วนหนึ่งกำลังกลับบ้าน แต่มีอีกหลายคนกำลังจะออกไปใช้ชีวิต ส่วนผมนั่งอยู่ตรงนั้น ปล่อยให้ความเหงากัดแทะหัวใจทีละนิด

เช้าวันคริสต์มาสดาบไลท์เซเบอร์ของอาจารย์โยดาวางอยู่บนโซฟาของปิกัสโซ่ เจ้าตัวยังไม่กลับมา มือถือมันติดต่อไม่ได้ ผ่านไปอีกสามวันผมสรุปกับตัวเองว่าปิกัสโซ่อาจจะโดนหมีตะปบตายอยู่ที่ไหนสักแห่ง 

เย็นวันที่ 31 ธันวาคมมีการ์ดอวยพรมาส่งที่ห้อง 
Happy new year ครับ
ขอบคุณนะครับที่แบ่งพิซซ่าให้
ไม่มีลงชื่อ แต่เขียนด้วยลายมือปิกัสโซ่ การ์ดใบนี้คือทั้งหมดที่มันอยากสื่อสารกับผมไม่ว่าตอนนี้มันจะอยู่ที่ไหนก็ตาม

หนึ่งทุ่มตรง ผมตัดสินใจแล้วว่าจะไม่อยู่คนเดียวในคืนวันปีใหม่เด็ดขาด อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า ต่อสายหาเธอคนนั้น แต่คืนนี้เธอไม่ว่าง... ช่างมัน ยังไงก็จะไปข้างนอกอยู่ดี ก่อนออกจากห้องผมดึงปึกโพสต์อิทออกมา ต้องเขียนข้อความทิ้งไว้เผื่อปิกัสโซ่โผล่กลับมากลางดึก จรดปลายปากกาลงไป หมึกซึมเป็นดวง "Happy ne..." ผมขยำทิ้ง เขียนคำใหม่แล้วแปะใส่หน้าจอคอมของปิกัสโซ่
FUCK YOU
รู้สึกดี...

รู้สึกดีอย่างแปลกประหลาด

ผมเขียนแผ่นที่สอง FUCK YOU แปะใส่ประตูห้อง 

แผ่นที่สาม FUCK YOU ใส่จอทีวี 

แผนที่สี่ FUCK YOU ใส่...

ครึ่งชั่วโมงผ่านไปผมยังไม่ได้ออก โพสต์อิทสีส้ม ชมพู เหลืองเปลี่ยนห้อง 906 ให้กลายเป็นงานศิลปะมาสเตอร์พีซ แก้วทุกใบ ผนังทุกด้าน เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้น เก้าอี้ โซฟา โต๊ะรับแขก โต๊ะคอม พรมเช็ดเท้า หนังสือมูราคามิทุกเล่มของปิกัสโซ่ รองเท้าทุกคู่ ประตูห้องนอน หมอน ผ้าห่ม กระจกห้องน้ำ ทุกอย่าง...ทุกอย่าง FUCK YOU, FUCK YOU, FUCK YOU ผลงานชิ้นนี้ควรจะมีชื่อว่า “FUCK YOU PICASSO” ถ้ามีใครมาถามว่าต้องการจะสื่อสารอะไร ผมจะเขียนโพสต์อิทแปะใส่หน้าผากไอ้คนที่ถามว่า FUCK YOU TOO!

ผมปิดประตูห้อง

ไม่รู้ว่าโกรธอะไรนักหนา รู้สึกเหมือนมีเตาไมโครเวฟที่รอเวลาระเบิดอยู่ในอก ผมอาจจะโกรธที่ต้องออกไปเคาท์ดาวน์คนเดียว โกรธที่เธอคนนั้นบอกว่าคืนนี้เราไม่ว่าง โกรธที่วันนั้นได้เจอกันแต่ผมกลับทำตัวเฉยชา ผมควรจะโกรธตัวเองมากกว่าที่หายไปจากชีวิตเธอนานขนาดนี้ และผมโกรธปิกัสโซ่ เป็นบ้าอะไรของมันอยู่ๆ ก็หายตัวไปเฉยๆ... ปิกัสโซ่ คนบ้าอะไรชื่อปิกัสโซ่ ผมเป็นเพื่อนกับมันยังไงถึงไม่รู้เรื่องอะไรในชีวิตมันเลยสักอย่าง

ผมกดลิฟต์...รอ
 
ช้า... 

ช้า...
 
ช้า

ผมแปะ FUCK YOU ใส่ประตูลิฟต์

ย่ำเท้าลงบันได หลังสะพายเป้ มือขวาถือปึกโพสต์อิท มือซ้ายถือปากกาเมจิก มีปากกาสำรองอีกสองแท่งในกระเป๋ากางเกง มีโพสต์อิทสำรองในเป้อีกห้าปึก ผมเดินลงมาถึงล็อบบี้ สาวญี่ปุ่นที่ดูแลหอพักไม่อยู่ ผมแปะ FUCK YOU ใส่โต๊ะทำงานเธอ ระหว่างยืนรอรถบัสผม FUCK YOU ใส่ม้านั่ง ขึ้นรถบัสแล้ว FUCK YOU ใส่กระจกข้างที่นั่ง ถ้าไม่ติดว่าคนขับหน้าเหมือนหมีป่าผสมช้างแอฟริกาผมก็จะ FUCK YOU ใส่เขาเหมือนกัน

ผมก้าวฉับๆ เข้าไปในเมือง ลืมสถานีรถไฟที่ต้องลง ลืมที่ๆ จะไป ลืมทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองกำลังเดินไปไหน ผมมาถึงสี่แยก ต้องรอสัญญาณไฟข้ามถนน ทำไม ทำไมต้องรอด้วย อยู่ไทยอยากข้ามตอนไหนก็ข้าม ทำไมตอนนี้การข้ามถนนถึงต้องเป็นเรื่องใหญ่ FUCK YOU สัญญาณไฟข้ามถนน

ผมก้าวต่อ สะใจ รู้สึกมีอำนาจอย่างบอกไม่ถูก ผมอยู่ในเมืองที่ตัวเองไม่รู้จัก รายล้อมด้วยผู้คนที่ผมไม่รู้จัก กำลังจะไปในที่ๆ ผมไม่รู้จัก แต่ผมไม่รู้สึกกลัวอะไรทั้งนั้น ผมมีโพสต์อิท และถ้าผมไม่พอใจอะไรผมจะสะบัดปากกา FUCK YOU ใส่มันให้หมด
 
FUCK YOU รถไฟใต้ดิน

FUCK YOU ตู้ขายบัตร

FUCK YOU McDonald

FUCK YOU บันไดเลื่อน

FUCK YOU โฆษณาชุดชั้นใน

FUCK YOU ไอ้โฆษณาคนมีซิกแพค

ประตูรถไฟปิด ผมหยุด FUCK YOU ชั่วคราว ถ้าขืนยังแปะโพสต์อิทต่อในรถผมมีสิทธิ์จะ Fuck up ได้ ข่มอารมณ์ยืนสงบเสงี่ยมเบียดเสียดกับชาวมหานคร อดทนอยู่ในที่อุดอู้ อึดอัด แย่งอากาศกันหายใจ ไม่มีใครสบตาใคร ต่างเพ่งสมาธิอยู่กับจอมือถือ บ้างก็เหม่อลอยมองผนังสีดำเคลื่อนผ่าน ผมมองแววตาตัวเองในกระจก ผลุบโผล่เดี๋ยวมืดเดี๋ยวสว่าง มือกำราวจับ อัศจรรย์ใจที่ทุกคนยืนอยู่ใกล้กันจนแทบจะหายใจรดต้นคอแต่ไม่มีใครสบตากัน แต่ละคนช่ำชองในการหาที่วางสายตาให้ตัวเอง มีคุณลุงศีรษะล้านบ่ายหน้ามองมาทางผม ผมหลุบตาลง ไม่เข้าใจว่าหลบทำไม แต่รู้สึกเหมือนว่าถ้าผมสบตากับเขา ความลับดำมืดที่มีในใจจะถูกเปิดเผยออกมา

นั่งไปได้สองสถานีโฆษณาในจอทีวีทั้งขบวนก็ดับพรึบ ทิ้งดวงแสงหน่วงๆ ไว้บนจอ แสงที่ไม่อาจแยกได้ว่าเป็นแสงจริงหรือภาพติดตา แต่วินาทีที่ภาพและเสียงจากจอหายไป คนนับร้อยชีวิตก็เงยหน้าขึ้น เหมือนมีแกนดาล์ฟโผล่มาสาดแสงปลุกให้ทุกคนหลุดจากภวังค์ แววตาของทุกคนเคว้งคว้างไร้ที่ยึดเหนี่ยว เหมือนคนตาบอดที่ถูกจูงมือมาปล่อยไว้กลางสี่แยก พวกเขาแสวงหาว่าจะมองอะไรต่อ ไขว่คว้าว่าจะฟังอะไรดี ตัวผมเองตอนนี้ก็คงไม่ต่าง 
 
FUCK YOU ขบวนรถไฟ

ผมแปะโพสต์อิทลงไป ก้าวขึ้นบันได ยังไม่รู้ว่าจะไปไหน ผมควรจะไปที่สวนสาธารณะริมแม่น้ำ ควรจะไปเคาท์ดาวน์ที่นั่น ไปเดินเล่นมีความสุข แต่ผมรู้ดี รู้ซึ้งดีว่าการเดินคนเดียวในคืนที่คนทั้งเมืองมีความสุขเป็นเรื่องทรมานใจที่สุด

ใครเป็นคนต้นคิดในการเอาต้นคริสต์มาสมาตั้งหน้าห้าง ทุกคนเข้าไปรุมถ่ายรูป เซลฟี่ ผมอยากเซลฟี่ แต่ทำได้แค่เอามือถือมายืนถ่ายรูปต้นคริสต์มาสอยู่ห่างๆ พยายามจัดองค์ประกอบภาพให้สวยงาม ภาพนั้นสมบูรณ์ทุกอย่าง เว้นอย่างเดียว ไม่มีผมอยู่ในนั้น

FUCK YOU ต้นคริสต์มาส

ล้วงกระเป๋าเดินผ่านร้านกระเป๋าแบรนด์เนม มองเข้าไปเห็นกลุ่มสาวหรูกำลังเดินเลือกกระเป๋าหรู เพื่อนผมคนที่ตายไปก็ใช้กระเป๋าตังค์แบรนด์นี้เหมือนกัน ผมหยุดยืนหน้าร้าน สาวหรูกับพนักงานขายหันมามอง ผมฟาดโพสต์อิทใส่กระจกร้าน
 
FUCK YOU!

ผมก้าวต่อ เดิน  เดิน   เดิน ไม่รู้ว่าจะเดินไปไหน อยากเดินออกจากห้าง ไปให้พ้นจากที่นี่ อยากเดินไปให้ทั่วเมือง เดินไปให้ไกลที่สุด เดินแปะ FUCK YOU ไปทุกที่

และผมทำมันจริงๆ ผม FUCK YOU ใส่ต้นไม้ FUCK YOU ใส่ร้านไอศกรีม FUCK YOU ใส่ฮิปสเตอร์ที่นั่งโม้เรื่อง slow life อยู่ในร้านกาแฟ FUCK YOU ใส่โปสเตอร์หนังเรื่องใหม่ FUCK YOU ใส่รถแท็กซี่ที่ไม่รับผู้โดยสาร ผมคืออัศวินแห่งรัตติกาล กราดฟาดโพสต์อิทแห่งความยุติธรรม หรือจริงๆ ผมคือโจ๊กเกอร์…ตัวตลกเสียสติที่หลุดออกจากที่คุมขัง... ผมเองก็ไม่รู้ ผมอาจไม่ใช่ทั้งสองอย่าง

ผมคือยอดมนุษย์โพสต์อิท

ผมแปะ  แปะ  แปะ…แปะใส่ทุกอย่างที่ขวางหน้า แปะใส่ทุกสิ่งที่ขวางหูขวางตา รู้ตัวอีกทีก็ได้ยินเสียงนับถอยหลัง...
 
ห้า…

สี่…

สาม…

สอง…

หนึ่ง…

ท้องฟ้าสว่างวาบ พลุกัมนาทแผดเสียงกระจายไปทั่วฟ้า ผู้คนโห่ร้องดีใจ แก้วเบียร์กระทบกัน เพื่อนกอดคอ คู่รักกอดกัน ประกายในดวงตาทุกคู่สุกใส มีชีวิตชีวา ลานริมน้ำที่ผมอยู่ทอเปลี่ยนสีตามประกายไฟบนท้องฟ้า ผมยืนอยู่ตรงนั้น ยืนอยู่ข้างหลังคนทั้งหมด ยืนอยู่กับโพสต์อิทแผ่นสุดท้าย

“FUCK YOU” ผมบอกทุกคน 
 
พับโพสต์อิทแผ่นสุดท้ายใส่กระเป๋าเสื้อ ตั้งใจจะเก็บไว้เป็นที่ระลึก ผมนั่งดูควันพลุต่ออีกหลายสิบนาที พอเลขศักราชเปลี่ยน คนก็พากันกรูออกจากลานแห่งการเฉลิมฉลอง เหมือนมีเครื่องดูดฝุ่นล่องหนขนาดยักษ์ตั้งอยู่ที่ซุ้มประตูทางออกคอยสูบคนออกไป เวลายังไม่ถึง 01.00 ลานที่เคยคึกคักก็บางตา แก้วเบียร์พลาสติกล้มสิ้นสภาพบนโต๊ะ น้ำสีทองรินหยดลงพื้นปูน เศษกระดาษทิชชู่เกลื่อนพื้น เฟรนฟรายส์เหลืองซีดถูกคนเก็บขยะเทลงถุงดำ คนเก็บขยะมาถึงตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ ทำหน้าที่ของตัวเองราวกับวันนี้ไม่ใช่วันปีใหม่ จับเก้าอี้ซ้อน โกยทุกสิ่งบนโต๊ะลงถุง กระดกเบียร์ทุกแก้วที่เหลือลงคอ หน้าตาอิ่มเอมเปรมสุข ขยับจากโต๊ะตัวหนึ่งไปอีกตัวอย่างคล่องแคล่ว ขยับจากเบียร์แก้วหนึ่งไปอีกแก้วอย่างชำนาญ
 
ทีมผู้จัดงานช่วยกันม้วนสายไฟอยู่บนเวที ลุงคนหนึ่งกำลังโบกให้รถบรรทุกถอยหลังเข้ามา ไฟแดงท้ายรถส่องวาบ ลุงชูมือให้รถจอด คนงานกระโดดลงมา ส่งย้ายเก้าอี้ขึ้นรถฉับไว ผมถอนตัวออกมา บอกตัวเองว่างานปีใหม่เลิกแล้ว ซุกมือในกระเป๋ากางเกงสู้ลมหนาว ทางลงรถใต้ดินมีโพสต์อิท FUCK YOU ของผมแปะอยู่ทั่วไปหมด ใต้พื้นมหานคร ผมเจอคนไร้บ้านจับจองมุมของตน แววตาของพวกเขาเก็บซ่อนและฉายเรื่องราวมากมาย พากันซุกตัวอยู่ใต้กล่องลังเก่าๆ เพื่อเอาชนะความหนาว มีแค่บางคนที่ยังไม่หลับ ใช้ชีวิตง่วนกับงานเล็กๆ น้อยๆ เช่นบดขยี้กระป๋องน้ำอัดลมให้แบน บ้างก็อ่านหนังสือเล่มหนา สภาพหนังสือเหลืองกรอบ ยับเยินเหมือนถูกอ่านมาแล้วเป็นร้อยๆ รอบ ผมอยากรู้ว่าเขาได้เคาท์ดาวน์กันรึเปล่า ได้เห็นพลุกันมั้ย ถ้าไม่ เขาทำอะไรในคืนปีใหม่ คืนปีใหม่สำคัญสำหรับเขาขนาดไหน… ผมไม่มีทางรู้ ผมไม่ใช่แบทแมน ไม่ใช่โจ๊กเกอร์ ผมคือยอดมนุษย์โพสต์อิท และผมอ่านใจใครไม่ได้

ผมนึกถึงปิกัสโซ่ นึกถึงเธอคนนั้น คืนปีใหม่อย่างนี้พวกนั้นจะอยู่ที่ไหน “เลิกดราม่า” ผมบอกตัวเอง

ดึงโพสต์อิทแผ่นสุดท้ายในกระเป๋าเสื้อออกมา คำว่า FUCK YOU ขยายตัวเต็มกระดาษ ผมพลิกกลับอีกด้านที่ว่างอยู่ เขียนข้อความสั้นๆ ลงไปแล้วเดินหาคนไร้บ้านที่หลับไปแล้ว วางกระดาษเล็กๆ แผ่นนั้นไว้ข้างหัวนอนของเขาและเดินจากมา ขั้นบันไดกำลังจะนำผมกลับขึ้นไปข้างบนอีกครั้ง ท้องฟ้ายังเกลื่อนด้วยสีและแสง และผู้คนอีกนับล้านยังคงไม่หลับใหล
 
ผมหวังว่าชายไร้บ้านคนนั้นจะตื่นมาเห็นโพสท์อิทที่ผมทิ้งไว้ หวังด้วยว่าเมื่อเขาเห็นคำว่า FUCK YOU เขาจะยังไม่รีบขยำมันทิ้งไป เพราะอีกด้านหนึ่งของกระดาษคืออีกคำที่ผมตั้งใจมอบให้
 
HAPPY NEW YEAR
SHARE
Written in this book
มีโอกาสที่ฝนจะตก
With a Chance of Rain

Comments

xxxxxxxxx
3 years ago
ชอบมากกกกกกค่ะ
Reply
Bushy
3 years ago
ขอบคุณครับ
Kumpudd
3 years ago
อินมาก คิดภาพตามอย่างมันเลยค่ะ :)
Reply
mmyrc
2 years ago
อยากให้มีเรื่องปิกัซโซ่อีกจังงง
Reply
Arty-Pttnsc
2 years ago
ชอบมากครับ :) 
ว่าแต่มันกลับมายัง 55555
Reply
KTwee
8 months ago
น่ารักดี ปิกัสโซ่ไปไหนเนี่ย!
Reply