อิน(เนอร์): ความรักกับพัฒนาการของอารมณ์ร่วม
คุณเคยเสพสื่อ อย่างเช่น อ่านหนังสือ ดูหนัง ฟังเพลง แล้วรู้สึก "อิน" กับสิ่งเหล่านั้นมาก ๆ มั้ย? เคยรู้สึกเหมือนกับว่าเป็นการฉายซ้ำช่วงชีวิตเก่า ๆ ของเรา ทั้งยามสุข ยามเศร้า และยามเหงา หรือเคยรู้สึกอิจฉา "ตัวละคร" ในสื่อเหล่านั้น ที่ถูกนิรมิตขึ้นมาอย่างประณีตและงดงาม อีกทั้งยังมหัศจรรย์ราวกับว่าเป็นตัวแทนของความสมหวังก็ว่าได้...บ้างมั้ย?

หากคุณรู้สึก "อิน" อย่างที่ฉันกล่าวมาข้างต้นแล้ว คุณจะมีเพื่อนรวม "อิน" เป็นฉันด้วยอีกคนหนึ่ง คุณไม่ได้คิดหรือรู้สึกอย่างนั้นคนเดียวในโลกหรอกนะ! (จริง ๆ คุณก็รู้ เพียงแต่คุณก็ยังดันทุรังจะคิดว่าคุณเป็นคนเดียวในโลกอันโหดร้ายที่รู้สึกอย่างนั้น) การที่ฉันเลือกที่จะเขียน(ระบาย) เพราะฉันอยากจะบอกย้ำกับตัวเองว่า ฉันก็ไม่ได้เป็นคนเดียวในโลกที่รู้สึกอย่างนั้น

ในเบื้องแรก ฉันไม่เคยรู้สึกรู้สาอะไรกับเรื่องพรรค์นี้เลย ฉันคิดว่าฉันเป็นมนุษย์ที่โชคดีที่สุดคนหนึ่ง ที่ได้เกิดมาเป็นลูกของพ่อแม่ที่รักและเข้าใจฉัน มีน้องชาย(?)ที่คอยกวนบาทาและให้กำลังใจฉันในยามที่รู้สึกเหงา มีโอกาสได้เรียนในโรงเรียนและคณะที่ฉันรักและมีความต้องการจะเรียน มีเพื่อนที่รับฟังปัญหาและคอยให้คำแนะนำทุกครั้งที่ต้องการ มีโชคอันประเสริฐที่สามารถอ่านหนังสือออก ในขณะเดียวกันก็ยิ่งรู้สึกโชคดีขึ้นไปอีกเมื่อรู้ตัวว่าชอบอ่านหนังสือ และไม่มีทีท่าว่าจะเบื่อ(การอ่าน)หนังสือ แต่หลังจากผ่านเหตุการณ์สำคัญในช่วงชีวิตหนึ่ง วิธีคิดและความคิดของฉันก็พลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ ฉันรู้สึกอย่างที่ฉันไม่เคยรู้สึกมาก่อน


เหตุการณ์: เราคุยกัน เราเจอกัน เราคุยกันมากขึ้น เราเจอกันมากขึ้น เราคบกัน เรายิ่งคุยกันมากขึ้น เรายิ่งเจอกันมากขึ้น มีบางสิ่งบางอย่างมาครอบงำจิตใจของฉัน ฉันบอกเลิก (ดูสิ! ฉันโยนความผิด) เธอรอ หลังจากนั้นมันก็วนลูปอีกรอบ เพียงแต่ต่างกันในตอนท้าย...ฉันรอ 


ฉันรู้สึกอินเกือบทุกครั้งที่ "เสพสื่อ" เพราะฉันเปลี่ยนวิธีการรับสาร จะว่าเปลี่ยนเป็นวิธีการที่รอบด้านขึ้นก็ว่าได้ หรือจะว่าเป็นการมองโลกในแง่ร้ายก็น่าจะได้ หรือจะเรียกอย่างพวกแซดบอย (ศัพท์ประดิษฐ์ของเพื่อนในคณะฉันคนหนึ่ง ที่ฉันขออนุญาตยืมใช้) ว่าเป็นการมองโลกอย่างเข้าใจโลกก็ไม่น่าผิด การรับสารที่เปลี่ยนไปอันเนื่องมาจากผลกระทบโดยตรงจากเหตุการณ์สะเทือนใจ ทำให้ทุกครั้งที่ "เสพสื่อ" ดูเหมือนจะเป็นการเอาตัวเองเข้าไปผสานเป็นส่วนหนึ่งของ "ตัวละคร" หรือเหตุการณ์เหล่านั้นอย่างแท้จริง นี่เป็นระดับภาวะทางจิตที่เข้มข้นและน่าเป็นห่วงอย่างยิ่งในทัศนะของฉัน

เพลง วู่วาม ของซีซั่นไฟว์ เป็นเพลงเพลงแรก (หลังผ่านเหตุการณ์นั้น) ที่ฉันฟังแล้วรู้สึกเหมือนโดนมีดที่ลับคมใหม่ ๆ (แบบไม่ได้ลับด้วยหินลับมีดนะ ลับด้วยเครื่องลับมีดเลย คมประมาณนั้น) ค่อย ๆ แทงจากด้านหนึ่งของหัวใจในท่อนแรก ๆ แล้วคนแทงก็ควงมีดอยู่ในหัวใจดวงน้อย ๆ ดวงนี้จนโหว่และเหวอะหวะในท่อนฮุก จากนั้นก็แทงทะลุไปอีกด้านหนึ่งของหัวใจ ทะลุออกไปทั้งมือของคนแทงในท่อนหลัง ฉันเคยแต่งกลอนแบบมือสมัครเล่นไว้สี่บท ที่คิดว่าน่าจะครอบคลุมเนื้อเพลงทั้งหมด

"หากวันนั้น ฉันฉลาด ไม่ขลาดเขลา
วันนี้คง ไม่โศกเศร้า วิโยคหนัก
หากวันนั้น ไม่พลั้งปาก ไม่พรากรัก
วันนี้คง มีสักคน คอยสนใจ

อยากจะหวน ย้อนเวลา หาอดีต
อยากจะกรีด ลิ้นปลิ้นปล้อน กะล่อนไว้
อยากจะเปลี่ยน คำเอื้อน เอ่ยออกใหม่
อยากกลับไป แก้ไข ก็ไม่ทัน

หากวันนั้น ฉันไซร้ ไม่วู่วาม
วันนี้ความ รักเราคง ไม่เศร้าศัลย์
เราก็คง ผูกพัน กันนิรันดร์
เราไม่ผัน เปลี่ยนเป็นเหงา เศร้าโศกา

รู้สึกผิด ติดตรึง ก้นบึ้งจิต
แนบสนิท สถิตไว้ ไม่เคลื่อนคลา
แสนเสียดาย มิได้เอ่ย คำขมา
ให้น้ำตา แทนขอโทษ โปรดเห็นใจ"

อาจจะเป็นเพราะการเปลี่ยนวิธีการรับสารที่ได้กล่าวไป ทำให้จินตนาการของฉันก้าวไปไกลเกินกว่าที่คาดคิดไว้ จนอาจจะเรียกภาวะนั้นได้ว่าเป็นการมโน (อย่างที่คนสมัยนี้ชอบใช้กัน) ตัดภาพมาเป็นน้ำตาค่อย ๆ กลั่นตัวออกจากดวงตาทั้งสองข้างหยดลงบนคีย์บอร์ด ในขณะที่หูฟังยังเสียบอยู่ในหูทั้งสองข้างของฉัน และนำพาเสียงเพลงเศร้าเคล้าแรงกระตุ้นน้ำตาเข้าสู่โสตอันอ่อนไหว "นี่กูเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้เลยหรอวะ " เป็นคำพูดที่ดังก้องสะท้อนอยู่ในใจ คุณอาจจะคิดว่าเป็นการเสียน้ำตาไปกับเรื่องไร้สาระและเปล่าประโยชน์ แม้ฉันจะเห็นด้วยอย่างเกือบสนิทใจ แต่ลึก ๆ ฉันกลับแย้งพวกคุณ(และตัวเอง)อยู่ว่า มันเป็นการซึมซาบสื่อแบบแซดบอยต่างหาก

ก่อนหน้าที่จะเขียน ฉันกำลังดูซีรีส์อเมริกัน เรื่อง Looking ค้างอยู่ เกี่ยวกับชีวิตของเพื่อนเกย์สามคนที่ดำเนินไปตามวิสัยของเกย์ตามภาพจำของมนุษย์โลก Patrick (รับบทโดย Jonathan Groff) เป็นเกย์ตามขนบมนุษย์โลกอย่างแท้จริง เขาไม่เคยคงความสัมพันธ์กับใครได้เกินสามเดือน ไม่เลือกคู่นอนจากความต้องการทางเพศ แต่กลับอิงอยู่กับสถานภาพและความพึงพอใจของครอบครัวเป็นหลัก จนกระทั่งเขาคบกับ Richie (รับบทโดย Raul Castillo) ช่างตัดผมชาวเม็กซิกันคนหนึ่ง ซึ่งมีฐานะยากจนและไม่เคยคิดเรื่องอนาคต พวกเขารักกัน แต่ด้วยความแตกต่างทางสังคมและเศรษฐกิจ ทำให้ไปด้วยกันไม่รอด

เหตุการณ์นี้เป็นเหตุการณ์สำคัญที่เปลี่ยนวิธีคิดของ Patrick เขาพยายามเลิกตัดสินคนจากภายนอกอย่างที่เคยทำมาในอดีต เขาพยายามแสดงออกในท่าทีที่เปลี่ยนไป (แต่ก็ทำไม่ได้อีกนั่นแหละ) จนเขามีโอกาสได้สานสัมพันธ์กับ Kevin (รับบทโดย Russell Tovey) เจ้านายในบริษัทออกแบบเกมที่เขาทำงานอยู่ Kelvin เป็นชายในอุดมคติของเขา ซึ่งเข้ามาในช่วงที่เขาพยายามจะเปลี่ยนตัวเอง นี่เป็นการแสดงออกถึงความย้อนแย้งทางความคิดของเขาที่น่าสนใจ เกือบทุกอย่างไม่ได้มาถึงในช่วงเวลาที่เขาต้องการ หรืออาจเรียกได้ว่าไม่เคยมาถึงในช่วงเวลาที่เหมาะสมเลย

ตอนแรก หลังจากดูซีซั่นหนึ่งจบไปแล้ว ฉันก็ไม่ได้รู้สึก "อิน" อะไรมากมาย แต่พอมาทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้นในเรื่อง บทสนทนา และความคิดที่น่าสนใจของตัวละครแล้ว ฉันกลับรู้สึกว่าชีวิตของคนเราไม่ได้สมหวังอย่างที่ Patrick เป็นเสมอไปหรอก จริง ๆ พวกคุณ(และฉัน)ก็รู้อยู่แล้วว่าโลกไม่ได้ประกอบไปด้วยความสมหวังเพียงอย่างเดียว เพราะอีกด้านหนึ่งที่ซ่อนอยู่คือความผิดหวัง (Patrick อาจจะสมหวังที่ได้เป็นแฟนกับ Kevin แต่ก็ต้องผิดหวังในความล้มเหลวที่จะเปลี่ยนทัศนคติของตน) เพียงแต่ "สื่อ" ที่ฉันเลือกเสพหรือซึมซาบแบบแซดบอย เป็นเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยเน้นย้ำและตอกย้ำให้เห็นถึงสภาพความเป็นจริงของโลกดังกล่าว "มันเป็นสิ่งที่ต้องเผชิญ ยังไงก็ต้องเจอ เพียงแค่ว่าเราจะใช้ชีวิตอยู่ในโลกอันโหดร้ายใบนี้ได้อย่างไรก็เท่านั้น" เพื่อนสนิทที่ฉันนับถือ(จริยวัตร)และยกย่อง(ความคิด)คนหนึ่งเคยปลอบฉัน

ทุกวันนี้ ฉันก็ยังไม่คุ้นชินกับภาวะแบบนี้หรอกนะ แต่ฉันก็พยายามจะทำตัวให้คุ้นชินและคิดว่าคงจะต้องคุ้นชินกับมันให้ได้สักวัน คุ้นชินในที่นี่ไม่ใช่ในเชิงยอมรับความเป็นไปของมันตามธรรมชาติ ไม่ใช่การพยายามอยู่ร่วมกันในทางทฤษฎี แต่แยกกันอยู่ในทางความคิดและการปฏิบัติ แต่จะต้องคุ้นชินในชนิดที่ว่าแยกฉันออกจากสิ่งนั้นไม่ได้ และแยกสิ่งนั้นออกจากฉันไม่ได้ เพราะลึก ๆ ฉันก็ยังอยากจะซึมซาบสื่อแบบแซดบอยต่อไป (และยังอยากจะให้พวกคุณ(ลอง)รู้สึกแบบฉัน...ถ้าเป็นไปได้)

#ความรักก็เช่นกัน
SHARE
Writer
Jiramath
Albino Bird & Reader
Jiramath is not happy! Jiramath is not happy!

Comments

tammsmt
3 years ago
เป็นอะไรหรือเปล่า55555
Reply
Jiramath
3 years ago
เป็นว่ะ น่าจะเป็น
MoonRabbit
3 years ago
แซดบอย😢
Reply
Jiramath
3 years ago
So sad of love songs
Denny
11 months ago
ขอเป็นกำลังใจให้ครับ เมื่อทุกสิ่งมันเป็นสสารเดียวกันแต่ต่างชนิดกัน เมื่อแยกออกจากกันไม่ได้ เราก็ต้องอยู่กับมันให้ได้ครับ (คนละเรื่องเดียวกันไหมนะ)😫😫
Reply