"ถ้าไม่มีเขา เราก็ไม่รู้จักตัวเองหรอกนะ" - เข้าใจความสัมพันธ์ผ่านJohari Window
    สวัสดีครับ ถ้าดูจากชื่อเรื่องอาจจะดูวิชาการไปหน่อย แต่จะพยายามเขียนให้อ่านง่ายนะครับ 
เนื่องจากช่วงหลังมานี้เลื่อนFeedข่าวในSocial mediaแล้วมักจะเจอคนที่บ่นถึงเรื่องเกี่ยวกับการไม่รู้จักตัวเอง ไม่เข้าใจว่าทำไมคนอื่นถึงไม่เข้าใจเรา วันนี้ผมเลยอยากจะแชร์เทคนิคการทำความเข้าใจพฤติกรรมของคนเราผ่านหน้าต่างของJohariกันสักหน่อยนะครับ


'The Johari Window' ชื่อนี้ได้มาจากคำนำหน้าชื่อของนักจิตวิทยา2คนที่ร่วมกันคิดModelนี้ขึ้นมา ชื่อว่า 'Joseph Luft' และ 'Harry Ingram' พวกเขาได้ค้นพบหน้าต่างที่สะท้อนพฤติกรรมของคนในเรื่องการมีปฎิสัมพันธ์ระหว่างกัน โดยจะแบ่งได้ดังนี้

บานที่1 "Open" ฉันรู้ เธอรู้
พฤติกรรมนี้เป็นส่วนที่เรารู้ว่าเราชอบทำอะไร เป็นคนยังไง แล้วเราก็ยินดีที่จะเปิดเผยได้คนอื่นรู้จักเราที่เป็นแบบนี้ ซึ่งคนอื่นก็ได้รับรู้ด้วยเช่นกัน

หน้าต่างบานนี้จะกว้างขึ้นเมื่อเราได้รู้จักกับคนอื่นและมีการยอมรับกันมากขึ้น การขยายหน้าต่างบานที่1นี้ เป็นเรื่องที่ดีในการการพัฒนาความสัมพันธ์ที่ดี

บานที่2 "Blind" เธอรู้ ...แต่ฉันไม่รู้
พฤติกรรมนี้เป็นส่วนที่เรามักจะทำไปโดยไม่รู้ตัว หรือรู้ตัวแต่ไม่ได้ทันได้รู้ตัวว่าคนอื่นเข้าใจเป็นอย่างอื่น

หน้าต่างบานนี้แหละนี้แหละที่ยากที่จะยอมรับและทำความเข้า เพราะคนเรามักไม่ค่อยยอมรับพฤติกรรมที่เป็นข้อเสียของตัวเองนักหรอก และการพูดถึงข้อเสียของคนอื่นก็เป็นเรื่องยากที่จะพูดตรงๆ คนอื่นเลยมักที่จะหลีกเลี่ยงการพูดถึงพฤติกรรม และอาจไปนินทากับคนอื่นๆแทน ซึ่งนั่นเป็นการขยายหน้าต่างใบที่2ให้กว้างขึ้นได้

ในการพัฒนาความสัมพันธ์ที่ดี เราสามาตรขยายหน้าต่างบานที่1เข้ามาแทนที่บานที่2ด้วยการ รับฟังข้อเสียของตัวเองจากผู้อื่น เพื่อที่จะได้แก้ไขมัน หรืออย่างน้อยก็ได้รู้จักตัวเองมากขึ้นว่าเรายังมีข้อเสียตรงนี้อยู่นะ

บานที่3 "Hidden" ฉันรู้ ...แต่เธอไม่รู้หรอก
พฤติกรรมนี้เป็นพฤติกรรมที่เรามักจะหลบส่วนไว้ไม่ให้ใครรู้ หรือไม่ใช่พฤติกรรมที่จะสังเกตเห็นได้
ในการพัฒนาความสัมพันธ์ที่ดีเราจำเป็นต้องให้คนอื่นรู้จักเรามากขึ้น(ขยายหน้าต่างบานที่1) ลองแชร์หนังเรื่องโปรด เพลงที่ชอบ หรือความลับของเราสัก2-3เรื่องกับเพื่อนสักคนสิ ความสนิทจะมากขึ้นไปอีกระดับนึงเลยล่ะ

บานที่4 "Unknown" ฉันไม่รู้ เธอก็ไม่รู้
เป็นพฤติกรรมที่เราและคนอื่นไม่เคยรู้มาก่อนว่าทำอะไรไปแล้วใครเป็นยังไง อาจจะเป็นพฤติกรรมที่เราไม่รู้และไม่มีใครสนใจหรือพฤติกรรมที่อยู่ใต้จิตสำนึกก็ได้
หน้าต่างบานนี้จะชี้ให้เห็นว่า 'คนเราก็ไม่ได้รู้จักตัวเองไปซะทุกเรื่อง' ในทางทฤษฎีแล้ว เราควรที่จะลดหน้าต่างบานนี้ให้เล็กลงที่สุด ด้วยการขยายหน้าต่างส่วนอื่นๆเพื่อที่จะรู้จักตัวเองมากขึ้น

จริงๆแล้วการใช้The Johari Windowไม่ใช่เรื่องซับซ้อน แต่เป็นการเข้าในเรื่องพื้นฐานที่ว่า ไม่มีใครเข้าใจตัวเองอย่างครบถ้วน ส่งที่เราเห็นและควบคุมได้ ก็มีแค่เพียงหน้าต่างบานที่1และ3ได้เท่านั้น
ก็เช่นเดียวกันกับที่เรามองไม่เห็นหลังหรือหูของตัวเอง เราจะทำความเข้าใจตัวเองได้ ต้องอาศัยมุมมองของคนอื่นเป็นตัวสะท้อนให้เราเห็นส่วนที่บกพร่อง ส่วนที่เราไม่เข้าใจ และยอมรับมัน



ก่อนหน้านี้ผมก็เคยคิดว่ารู้จักตัวเองดี ไม่ค่อยฟังมากนัก พอมีใครมาวิจารณ์ก็จะรู้สึกว่าโกรธหรือน้อยใจที่เขาไม่เห็นเราเป็นแบบที่เราเห็นตัวเอง แต่พอมานั่งทบทวนตัวเองดีๆ ก็มีบ่อยครั้งที่ทำอะไรพลาดไป
อย่างเช่น เมื่อก่อนตอนทำงานเพื่อนๆมักจะรำคาญผมที่เป็นคนโลเล ตัดสินใจอะไรไม่ได้ ผมก็มักจะโทษสิ่งรอบข้างก่อนว่าก็ทำให้เรื่องมันซับซ้อน ทำไอ่นู่นก็จะกระทบไอ่นี่ เพราะผมกับแคร์ทุกสิ่งที่ได้รับผลกระทบกับการตัดสินใจของผม

...แต่พอมาได้ทบทวนดูก็ได้รู้ว่า อ่อ ที่เราโลเล เป็นเพราะเรายังขาดทักษะเรื่องการจัดลำดับความสำคัญอยู่นี่นา ก็ค่อยๆปรับแก้กันไป จากนั้นผมก็ขอให้ทีมช่วยแนะนำการแก้ปัญหาได้ตรงจุดมากขึ้น ช่วยให้การตัดสินใจของผมเป็นไปรวดเร็ว ไม่โลเลเหมือนแต่ก่อนอีก ความสัมพันธ์ในทีมก็ดีขึ้นด้วย


 
แต่ทั้งนี้ ใช่ว่าเราควรเอาทุกคำพูดทุกการกระทำของคนอื่นมาทั้งหมดมาใส่ใจนะครับ ในสังคมการก็ยังมีเรื่องของการBully การใช้อคติ ความอิจฉาริษยา ซึ่งเป็นพฤติกรรที่ไม่สมเหตุสมผล และไม่เป็นผลดีกับการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีเลย
ดังนั้นเราจึงต้องรู้จักตัวเองให้มากๆ และรู้จักแยกแยะ อะไรที่มีประโยชน์กับเราและคนอื่นก็เก็บมาพัฒนา อะไรไม่มีประโยชน์อะไรเลยก็ต้องตัดทิ้งออกไปจากสมองและจิตใจบ้าง

เพราะสุดท้ายแล้วไม่ว่าคุณจะมีความสัมพันธ์ที่ดีหรือไม่ดีกับใคร สิ่งที่เราต้องยึดถือเป็นอันดับแรกคือ'ความนับถือในคุณค่าของตัวเอง'ของเรา เรารับฟังคนอื่นเพื่อปรับปรุงตัวเองได้ แต่อย่าพยายามที่จะเป็นคนอื่น อย่าเอาคนอื่นมาลดคุณค่าในตัวเราเอง

SHARE
Writer
E-C-G-O
Your friend.
May I tell you some story?

Comments

Boaboat
6 days ago
เราเห็นด้วยกับเรื่องนี้มากๆ ความไม่สมเหตุสมผล อิจฉาริษยา เราเคยคิดว่ามันจะมีเฉพาะตอนเราเด็กๆ แต่จริงๆแล้วมันอยู่รอบตัวเราตลอดเวลามากกว่าที่เราคิดไว้ บทความนี้ทำให้เราเข้าใจแล้วก็เอามาปรับมุมมองในชีวิตจริงให้เป็นเหตุเป็นผลมากขึ้น ขอบคุณนะคะ เขียนอีกๆ 
Reply
jaicha
5 days ago
ชอบอ่านเกี่ยวกับจิตวิทยามากๆค่ะ รออ่านอีกนะคะ :)

Reply
BBBUN
5 days ago
ขอบคุณมากๆค่ะ
Reply