ไอ้อ้วน "ถ้ากูผอมกูต้องหล่อแน่เลยว่ะ"
“มึงว่าถ้ากูผอมกูจะหล่อเปล่าวะ” 

ไอ้อ้วนหันมาถาม มันควรจะมองทางข้างหน้ามากกว่าเพราะมันกำลังเหยียบอยู่ที่ 220 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ผมรู้โดยไม่ต้องมองหน้าปัดเพราะถึง 220 ทีไรตัวผมจะจมลงไปในเบาะทุกที ที่ความเร็วเท่านี้จะได้ยินเสียงลมที่รถแหวกผ่านเป็นเสียงหวี่ต่ำๆ ให้ความรู้สึกเหมือนเรากำลังวิ่งทะลุทะลวงม่านกาลเวลา แต่ในความจริงเรากำลังวิ่งอยู่บนพื้นคอนกรีตของทางด่วน และสิ่งที่เราวิ่งทะลวงจริงๆ คือเส้นแบ่งระหว่างความเป็นกับความตาย เพราะเหตุผลนี้ไอ้อ้วนจึงไม่เคยขับเร็วเกินลิมิตตัวเอง 220 กิโลเมตรต่อชั่วโมง “ถึงกูจะซิ่งแต่กูก็กลัวตายเป็นนะสัด” มันเคยอธิบายให้ผมฟัง

ปกติแล้วไอ้อ้วนไม่ใช่คนขับรถเร็ว แต่เป็นคนขับรถเหี้ย ปาดซ้ายป่ายขวา บีบแตรไล่ ไฟสูงใส่ เบิ้นทุกครั้งที่ติดไฟแดง ใครแซงชูนิ้วกลาง ถ้าขับในซอยแถวบ้านเห็นโค้งเป็นไม่ได้มันต้องดริฟ ย่ำคันเร่ง กระชากเบรกมือ วาดพวงมาลัย ล้อสะบัดรถไหลเหมือนในหนัง เพราะอย่างนี้แหละ Audi TTs ของมันถึงชนไปแล้วสี่รอบ หัว ข้าง ท้าย ซ้ายขวา ครบหมด โชคดีที่มันเคยบาดเจ็บหนักสุดแค่มือถลอกจากแรงระเบิดของถุงลมนิรภัย

“ว่าไง มึงว่ากูจะหล่อมั้ยถ้าผอม”

“น่าจะหล่อ” ผมตอบ ไม่ละสายตาจากทางข้างหน้า เราวิ่งอยู่บนทางด่วนวงแหวนรอบนอก การขับรถวนรอบกรุงเทพฯ เป็นกิจกรรมยามเศร้าของไอ้อ้วน ผมรู้ว่ามันมีเรื่องเสียใจอยู่ แค่รอเวลาว่าเมื่อไหร่มันจะพูดออกมา

“ไม่เอาน่าจะดิ หล่อหรือไม่หล่อ เอาชัดๆ”

“เออ...หล่อ”

“เชี่ย...กูจะหล่อจริงเหรอวะ”

“มึงอ้วนมาสิบเจ็ดปีไม่เห็นเคยเดือดร้อน มาดราม่าอะไรตอนนี้”

“รุ้งไง กูว่าเขาไม่ชอบกูว่ะ”

“รุ้งเป็นทอมไม่ใช่เหรอวะ”

“ก็เหี้ยแล้ว เขาชอบผู้ชาย”

“เออ...งั้นก็ดีแล้ว”

“แต่เขาชอบผู้ชายคนอื่นที่ไม่ใช่กูไง”

ผมนึกภาพรถคันอื่นบนถนนเห็น Audi TTs สีดำของไอ้อ้วนแล่นทะลวงอากาศไปบนทางด่วน คนอื่นต้องนึกว่าเจ้าของรถเป็นหนุ่มหล่อเฟี้ยวสวมแว่นดำพรมน้ำหอมแน่ๆ คงไม่มีใครจินตนาการว่าคนขับเป็นจะเด็กมัธยมตัวอ้วนกลมที่กำลังโอดครวญเรื่องผู้หญิง

“มึงก็จีบคนอื่นดิ” ผมเสนอ “รุ้งไม่เห็นสวยเลย ดีอย่างเดียว ขาว”

“อะไรของมึงวะ ตามึงบอดแล้วเพื่อน รุ้งแม่งสวยที่สุดในรุ่นแล้ว”

“หน้าอกก็ไม่มี” ผมเสริม

“ขนาดไม่มีนมยังสวยขนาดนี้มึงคิดดูละกันถ้าวันหนึ่งเขาไปทำนมที่เกาหลีจะสวยขนาดไหน

“แล้วทำไมมึงถึงคิดว่ารุ้งไม่ชอบมึง”

“ก็หลังๆ มานี้เขาไม่ตอบ msn กูเลย”

“เขาอาจจะไม่ว่าง จบเทอมนี้ก็ขึ้นม.6 แล้วนะมึง ผู้หญิงที่ไหนเขาจะมาห่วงเรื่องความรัก เขาก็ต้องคิดเรื่องอนาคตกันก่อนทั้งนั้นแหละ”

“มึงว่าถ้ากูผอมรุ้งจะชอบกูมั้ยวะ” มันวกกลับมาเรื่องเดิม

คราวนี้ผมไม่ตอบ

“สัด...กูตัดสินใจละ กูจะเล่นฟิตเนส”

หลังจากวันนั้น ไอ้อ้วนชวนผมวิ่งทุกวันตลอดปิดเทอม เช้าครึ่งชั่วโมง เย็นหนึ่งชั่วโมง มันยกเวท กินผงโปรตีน เลิกกินของทอด เลิกกินวัตถุทุกชนิดที่มีไขมันเจือปน ขนาดที่รด.มีแต่ข้าวไข่เจียวขายมันยังเสียเวลาเป็นสิบนาทีนั่งเอาช้อนรีดน้ำมันออกจนเกลี้ยง ไข่ฟูๆ น่ากินกลายเป็นก้อนเหลืองๆ เหี่ยวๆ 

“รสชาติเป็นไง” ผมนั่งขำไม่หยุด

“กูสัมผัสได้ถึงพลังงานความผอม” มันเคี้ยวไข่หน้าบิดหน้าเบี้ยว

ไอ้อ้วนยังชวนผมไปเดินในแผนกเครื่องสำอาง ซื้อครีมอะไรมาก็ไม่รู้ขวดละเป็นพันๆ ตอนมานอนบ้านผมมันพกครีมมาเต็มกระเป๋า อันนี้ต้องทาก่อนนอน อันนี้ทาหลังอาบน้ำ อันนี้ทาหลังตื่นนอน อันนี้ทีหลังล้างหน้า จนแม่ผมแอบมากระซิบถามหลังจากมันกลับไป

“อ้วนเขาเป็นอะไรไปแซม ทำไมเดี๋ยวนี้ดูเกย์ๆ”

“ปล่อยมันไปเถอะแม่ มันเจอทางของมันแล้ว”

ถ้ามีรางวัลโนเบลสาขาลดความอ้วน ผมว่าไอ้อ้วนสมควรจะได้รางวัลนี้ที่สุด ผมอยู่กับมันทุกวันตลอดปิดเทอม ได้ยินแต่คำว่าเบิร์น แคลอรี ไขมันส่วนเกิน โปรตีน ซิกแพค กล้ามแขน กล้ามอก กล้ามหลัง หนักสุดคือตอนซิทอัพ

“ผอม...” มันยกตัวขึ้น เอนลงช้าๆ ใบหน้าเจ็บปวด

“หล่อ...” มันยกตัวขึ้น เอนลงช้าๆ ใบหน้าเจ็บปวด

“ผอม... หล่อ... ผอม... หล่อ...”

ผอมกับหล่อกลายเป็นคติประจำชีวิตของมัน มันแปะสองคำนี้ไว้บนหัวเตียง ข้างโต๊ะคอม ในห้องน้ำ กลางพวงมาลัยรถ ผมอยู่กับมันเกือบสี่เดือนตอนปิดเทอม ฟังมันพูดสองคำนี้เป็นล้านๆ รอบ พร้อมๆ กับรายงานสถานการณ์ความรักของมัน

“เมื่อวานรุ้งเขาอ่านที่กูพิมพ์ไปแล้วไม่ตอบว่ะ แปลว่าอะไรวะ... กูยังผอมไม่พอใช่มั้ย ได้...กูจะลดอีก คอยดูนะ น้ำหนักกูเหลือเจ็ดสิบเมื่อไหร่รุ้งต้องกรี๊ดกูแน่”

“เชี่ย ไอ้ต่ายห้องสิบบอกว่าวันนี้รุ้งไปดูหนังว่ะ มึงว่าเขาไปกับใครวะ... เพราะกูอ้วนใช่มั้ย เขาเลยไปดูหนังกับคนอื่น คอยดูนะสัด กูจะผอมจนรุ้งต้องมาชวนกูไปดูหนัง”

“วันเกิดรุ้งว่ะมึง กูจะให้อะไรเขาเป็นของขวัญดีวะ... แต่เขาจะอยากได้ของขวัญจากไอ้อ้วนอยากกูเหรอว่ะ คอยดูนะไอ้เหี้ย กูผอมเมื่อไหร่รุ้งจะซื้อของขวัญวันเกิดให้กู”

อ้วนวิ่ง อ้วนคุมอาหาร อ้วนยกเวท อ้วนออกกำลังกาย อ้วนเข้านอนเป็นเวลา อ้วนไม่กินไขมัน

อ้วนวิ่ง อ้วนคุมอาหาร อ้วนยกเวท อ้วนออกกำลังกาย อ้วนเข้านอนเป็นเวลา อ้วนไม่กินไขมัน

สี่เดือนของความพยายาม น้ำหนักมันลดลงจาก 102 เหลือ 71 กิโลฯ แม่จับมันไปตรวจที่โรงพยาบาลเพราะคิดว่ามันเล่นยา แต่อ้วนรู้ตัวเองดีว่ามันลดน้ำหนักได้ด้วยสิ่งที่มีชื่อว่าความพยายาม ความหวัง และวินัย

“มึงก็พูดซะสวยเลย กูลดน้ำหนักได้เพราะรุ้งต่างหาก”

อ้วนส่องกระจกวันละแปดสิบรอบ เซ็ทผมทุกครั้งที่ออกจากบ้าน เปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ยกตู้ พ่อพามันไปที่บริษัทเพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้กับพนักงานที่อยากลดความอ้วน เปิดสไลด์รูป Before – After ของอ้วนให้พนักงาน(ที่ถูกบังคับมาร่วมงาน)ดู สไลด์ฉายรูปอ้วนใส่ชุดวอร์มวิ่งริมทะเลสาบในหมู่บ้านตอนพระอาทิตย์ขึ้น ดนตรีหนัง Rocky ดังเป็นฉากหลัง พอสไลด์จบพนักงานก็ตบมือกันเกรียวกราว

“ต่อไปนี้กูคืออ้วนมาร์คทูว์!” มันบอก หมุนดูหุ่นตัวเองรอบกระจก

“เหมือนไอร่อนแมนมาร์คทูว์อะนะ”

“ใช่ กูคือ โทนี่ อ้วน สตาร์ค”

เปิดเทอม ม.6 วันแรกมาถึง ผมยังจำวันนั้นได้ดี ผมนั่งกินข้าวอยู่กับแก๊งบาสในโรงอาหาร เสียงเครื่องยนต์รถดังกระหึ่มมาแต่ไกล ออดี้สีดำมันขลับหมุนเข้าจอดข้างแป้นบาส เครื่องยนต์ดับ ความเงียบแผ่ซ่านไปทั่วโรงเรียน ทุกสายตามองไปทางรถหรู ประตูแง้มเปิด แสงอาทิตย์แรกส่องเป็นลำลงมารับการปรากฏตัวของ “พี่อ้วน” รุ่นพี่ม.6 ที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อน

“ใครอะแก” รุ่นน้องโต๊ะข้างๆ เริ่มซุบซิบกัน

เช้าวันนั้นทั้งโรงเรียนพูดกันถึงแต่เรื่องรุ่นพี่ผู้มาพร้อมรถออดี้

“อ้วนไหน ทำไมฉันไม่เคยเห็น... บ้า หล่อขนาดนี้ถ้าอยู่ชั้นเดียวกันฉันต้องรู้สิ แกมั่วแล้ว เขาย้ายเข้ามาใหม่รึเปล่า”

“ฉันก็ไม่แน่ใจว่ะแก แต่ได้ยินว่าเขาชื่ออ้วน ใช่อ้วนเดียวกับอ้วนห้องสิบสองมั้ยอะ หน้าคล้ายๆ นะ”

“บ้า ไม่มีทาง...อ้วนนั้นอ้วนจะตาย โอ้ยแก...ฉันจะเป็นลม เห็นตอนแรกนึกว่าแซค แอฟรอน”

ไอ้อ้วนผอมแล้ว ผอมและหล่อตามปรารถนา มันสูงร้อยแปดสิบกว่า คิ้วเข้ม ตาใส โหนกแก้มสูง จมูกเป็นสัน ผิวขาวแบบลูกเจ้าสัว ส่วนดีๆ ในร่างกายของมันเผยออกมาในวันที่ไขมันสลายไป

เช้าเปิดเทอมวันแรก ไออ้วนลากผมขึ้นไปที่ห้องสิบ บอกว่ามันพร้อมจะทำสิ่งที่มันกลัวมาตลอดห้าปีแล้ว เราเดินย่ำพื้นไม้บนระเบียง ผ่านกลุ่มรุ่นน้องม.4 ที่หมุนคอมองอ้วนตาไม่กะพริบ มาหยุดยืนอยู่หน้าห้องม.6/10 

อ้วนสูดหายใจเข้าเต็มปอด “ให้กำลังใจกูหน่อยเพื่อน” 

ผมตบหลังมันแรงๆ สองที อ้วนล็อคเป้าหมายแล้วเดินดุ่มเข้าไป ตรงไปหาสาวมาดทอมโต๊ะริมหน้าต่าง เสื้อเธอโคร่ง กระโปรงเธอแทบจะคลุมถึงตาตุ่ม ผมเธอชี้เหมือนที่บ้านไม่มีหวี ผมยืนเป็นกำลังใจให้มันอยู่หน้าห้อง สาวของอ้วนกำลังคุยกับกลุ่มเพื่อนท่าทางเรียบร้อยสองคน

“รุ้ง” ไอ้อ้วนเรียก

รุ้งกับเพื่อนหันมา ผมเห็นเลยว่าสามสาวแอบสบตากันอย่างรวดเร็ว

“เราเอาช็อกโกแลตมาให้...ตามสัญญาที่บอกรุ้งในเอ็มฯ”

รุ้งตัวติดเก้าอี้ มองอ้วนตาไม่กะพริบ

“อ้วน...อ้วนเหรอ”

“อะไร จำไม่ได้เหรอ”

“จำ... จำได้ ผอมลงเยอะนะ ลดน้ำหนักเหรอ”

“อื้อ ออกกำลังกายนิดหน่อย” อ้วนส่งกล่องช็อกโกแลตให้ เสี้ยววินาทีหนึ่งมือทั้งสองสัมผัส รวดเร็วเหมือนประจุจากสายไฟ สองสาวเพื่อนรุ้งส่งสายตาให้กัน

“ขอบคุณนะ” เธอมองอ้วน หาคำพูด “เปลี่ยนไปเยอะเลยอะ เห็นทีแรกแทบจำไม่ได้” เกิดความเงียบชวนอึดอัดขึ้นเสี้ยววินาที แต่ดูจะยาวนานมากในความรู้สึกรุ้ง “วันนี้ไม่เล่นบาสเหรอ”

“เดี๋ยวเล่น แต่เราอยากแวะขึ้นมาหารุ้งก่อน”

รุ้งหน้าแดง เกิดมาผมเพิ่งเคยเห็นผู้หญิงหน้าแดงเป็นมะเขือเทศกับตาก็ตอนนี้

“ขอบคุณมาก อุตส่าห์เอาช็อคโกแลตมาให้” เธอพลิกดูกล่องชอกโกแลต ทำกล่องหล่น ร้องว้าย รีบก้มลงเก็บ เงยขึ้นมา หัวโขกโต๊ะ เพื่อนสาวปิดปากขำกันใหญ่ ไอ้อ้วนอมยิ้ม คราวนี้หน้าเธอแดงแป้ด แดงกว่ามะเขือเทศ

“เดี๋ยวเรา... เราตรวจการบ้านปิดเทอมก่อน ขอบคุณนะ มีไรไว้คุยกันในเอ็มนะอ้วน”

อ้วนยิ้มให้เธออีกรอบแล้วเดินออกมา ภาพตอนมันเดินออกจากห้องเป็นฉากเดียวกับตอนที่พระเอกหนังหันหลังให้ภารกิจยิ่งใหญ่ที่เพิ่งทำเสร็จ ทุกอย่างกลายเป็นภาพสโลวโมชั่น ใครบางคนจุดระเบิดใส่ฉากหลัง

สองสัปดาห์ต่อมาไอ้อ้วนกับรุ้งคบกันเป็นแฟน เปิดตัวอย่างเป็นทางการลง Hi5 แต่คบกันได้แปบเดียว ปัญหาใหม่ก็ตามมา



“มึงได้ยินเรื่องที่เขาพูดเรื่องกูกับรุ้งกันป่ะ” ไอ้อ้วนถาม

เราอยู่ในออดี้ของมัน บนทางด่วน วิ่งด้วยความเร็ว 220 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

“เรื่องไหน เรื่องที่มึงมีอะไรกันบนรถ เรื่องที่มึงจูบกันที่เรียนพิเศษ หรือเรื่องที่มึงแอบคบกันเด็กเซนโยฯ”

“กูไม่ได้คบกับเด็กเซนโยฯ” อ้วนคราง “คนนั้นมาชอบกูเอง กูหมายถึงเรื่องที่คนแม่งบอกว่ากูน่าจะหาแฟนได้สวยกว่ารุ้ง... ทำไมวะ กูชอบรุ้งแล้วมันผิดยังไงวะ”

“ไม่ผิด” ผมบอก

“ใช่ป่ะ คนอื่นแม่ง...”

มันแตะเบรก เหวี่ยงรถจากเลนขวาสุดปาดยาวพุ่งเข้าจอดเลนซ้าย รถข้างหลังบีบแตรกันลั่นถนน มันทิ่มปุ่มไฟกะพริบ หัวใจผมแทบวายตายคาเบาะ

“รุ้งโคตรเครียดเรื่องนี้เลยรู้ป่ะ เขาโทษตัวเองว่าไม่สวย น้อยใจที่กูหล่อเกินไป เชี่ย... กูเครียดว่ะ กูไม่อยากให้เขาคิดมาก กูชอบเขา คนอื่นจะมองไงก็ช่าง รุ้งจะไม่มีนม จะขาวเป็นผี แต่สำหรับกูเขาสวยที่สุดแล้ว”

“มึงก็บอกเขาดิว่าสำหรับมึงเขาสวยที่สุด”

“บอกแล้ว แต่เขาไม่เชื่อไง เอาแต่พูดถึงเด็กเซนโยฯ เซนฟรังฯ อะไรก็ไม่รู้ แม่ง... แย่ว่ะ ทำไมชีวิตมันยากจังว่ะ หล่อก็ไม่ดี ไม่หล่อก็ไม่ดี” มันเงียบไป มือยังกำพวงมาลัย มองไปยังทางข้างหน้า “เรื่องที่แกรมมี่เรียกกูไปออดิชั่นกูโคตรดีใจเลยรู้ป่ะ แต่พอรุ้งรู้เขาหงอยไปเลย บอกว่าเขาไม่ดีพอสำหรับกู ไม่ดีพออะไรว่ะ กูชอบเขาจะตายห่าอยู่แล้ว... ทำไมผู้หญิงต้องคิดมากด้วยวะ”

“ถ้าไม่คิดมากก็ไม่ใช่ผู้หญิง” ผมตอบ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองพูดอะไร

“จริงของมึง” ไอ้อ้วนถอนหายใจ เอาหัวฟาดกับเบาะนั่งเหมือนคนเสียสติพยายามเคาะความคิดตัวเองให้หลุดออกจากหัว

“รุ้งคิดมากเพราะเขาชอบมึงมาก” ผมเสริม

“กูก็ชอบเขามาก... แต่ทำไมความรักมันยากขนาดนี้วะ”

“มึงอย่าดราม่าเกินเหตุ”

“กูขอโทษ เปลี่ยนเรื่องคุย มึงว่าทำไมทางด่วนต้องเก็บตังค์ด้วยว่ะ”

“ตำรวจจะได้ตั้งด้านไถบนทางด่วนได้มั้ง...มึงโอเคเรื่องรุ้งยังเนี่ย”

“ไอ้เหี้ย กูเกลียดตำรวจ”

อ้วนตบเกียร์ รถกระชากออกไป



อ้วนกับรุ้งยังคบกันอยู่ ตั้งแต่มันมีแฟนผมกับมันไม่ค่อยได้ออกไปเย๊วๆ กันอีก อีกอย่างเราขึ้นม.6 แล้ว เทอมสองทั้งเทอมเราคุยกันแต่เรื่องจะเข้าคณะไหน เพื่อนในห้องเรามีแค่สิบเปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่ชัดเจนว่าตัวเองอยากเรียนอะไร สิบเปอร์เซ็นต์นี้จะเป็นกลุ่มแพทย์ ทันตะ และบัญชี ที่เหลือก็เคว้งคว้าง นิเทศฯ ‘ถาปัตย์ นิติ ศิลปะศาสตร์ อักษร วิทยาศาสตร์ คุรุ จิตวิทยา สังคมสงเคราะห์ วิทย์'กีฬา ฯลฯ คณะมีเยอะไปหมด เด็กม.6 จะไปรู้ได้ยังไงว่าอีกห้าปีข้างหน้าตัวเองจะอยากทำงานอะไร  

ผมอยากเข้าคณะนิเทศมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ส่วนไอ้อ้วนพ่อก็คาดหวังให้มันเรียนบริหาร นี่จะเป็นครั้งแรกในชีวิตที่เราต้องแยกกัน

“ยังไงกูกับมึงก็ยังสนิทกัน” อ้วนบอก แต่น้ำเสียงมันฟังดูไม่มั่นใจ

ดูเหมือนเส้นทางชีวิตเรากำลังจะวิ่งกันไปคนละทาง ผมใจหายนิดๆ แต่เรายังเด็กเกินกว่าจะรู้จักคำว่าเสียใจ ผมจึงเอาเวลาไปตื่นเต้นที่กำลังจะได้เริ่มชีวิตใหม่ในฐานะเด็กมหา’ลัยปีหนึ่ง มีความหวังในใจว่าเข้ามหา’ลัยเมื่อไหร่จะได้มีแฟนเป็นตัวเป็นตนกับเขาซะที



ฤดูสอบเอ็นทรานซ์ช่วงต้นปีมาถึง สองเดือนสุดท้ายก่อนวันกำหนดชะตาชีวิต ผม อ้วน และรุ้งจึงติวกันเกือบทุกวัน พ่อยังเข้าใจว่าผมไม่ยอมอ่านหนังสือและเอาเวลาไปเที่ยวเล่นกับเพื่อนไร้สาระ แต่ผมรู้ว่าเมื่อผมเข้านิเทศได้พ่อจะหยุดบ่นไปเอง เช้าวันสอบผมเข้าไปกราบพ่อกับแม่ แม่ลูบหัวผมและให้พร ส่วนไอ้อ้วนโดนแม่ปลุกตั้งแต่ตีสี่ให้เอาดินสอ 2B ไปทำพิธีศักดิ์สิทธิ์กับศาลพระพรหมหน้าหมู่บ้าน แม่อ้วนอธิษฐานขอให้ดินสอช่วยดลใจให้อ้วนฝนถูกข้อ

สำหรับผมวันสอบเอ็นทรานซ์ก็เหมือนวันปกติทั่วไป ผมซ้อมทำข้อสอบมาเป็นร้อยๆ รอบ เมื่ออยู่ในห้องจึงฝนคำตอบได้ฉลุย ออกจากห้องสอบรู้สึกโล่งสบายเหมือนตัวเองเป็นโฟรโดที่เพิ่งทำลายแหวนได้สำเร็จ ระหว่างก้าวออกจากห้องสอบในวันสุดท้าย ผมรู้สึกเหมือนตัวเองยืนอยู่บนสะพานเชื่อมระหว่างชีวิตมัธยมกับชีวิตมหา’ลัย สะพานของบางคนทำจากเชือกเส้นเดียว ต้องเดินระมัดระวัง พร้อมจะหลุดร่วงหล่นไปได้ทุกเมื่อ แต่สะพานของผมทำจากวัสดุยืนหยุ่นทนทานชั้นดี และผมกำลังเดินไปได้อย่างสวยงาม เมื่อเดินไปตามระเบียงหน้าห้องสอบ รู้สึกหนักใจแทนเด็กมัธยมคนอื่นๆ นักเรียนหญิงหลายคนออกจากห้องสอบปั๊บก็ร้องไห้ โทรบอกพ่อกับแม่ว่าหนูทำข้อสอบไม่ได้ ไม่น่าจะได้เข้าคณะที่ตั้งใจ ชีวิตหนูจะเอายังไงต่อดี ผมสงสัยว่ามีกี่คนที่เสียน้ำตาในวันสอบเอ็นทรานซ์ กี่คนที่ฝันสลาย กี่คนที่วัดค่าชีวิตตัวเองจากคะแนนสอบที่เขาทำได้

สอบเสร็จผมนั่งรถไปกินสเต๊กสามย่าน เด็กม.6 มากันเป็นกลุ่มๆ ผมนั่งกินคนเดียว มานึกๆ ดูแล้วนี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมกินข้าวโดยไม่มีเพื่อนนั่งด้วย นึกแล้วรู้สึกเหงาชอบกลเลยโทรหาไอ้อ้วน น้ำเสียงมันฟังดูตื่นเต้นดีใจ

“กูทำได้! เชี่ย กูทำข้อสอบได้! สัด ขอบใจมึงเหี้ยๆ เพื่อน ที่มึงติวให้แม่งออกหมดเลย เกษตรจ๋าพี่อ้วนมาแล้ว มึงว่ากูจะได้เป็นดาวคณะป่ะ”

“เดือนคณะ” ผมแก้ให้

“เออ กูต้องได้เป็นเดือนคณะแน่เลยว่ะ เป็นลีดด้วย สาวๆ กรี๊ดกูสลบแน่ๆ มึงอยู่ไหน เดี๋ยวกูไปหา”

ผมบอกมันว่าอยู่สามย่าน มันบอกให้ผมรอมันก่อนอย่าเพิ่งกินสเต๊กหมด ผมไม่รอมัน ไอ้อ้วนมาถึงเกือบค่ำ ใครจะบ้านั่งรอไหว มันกินสเต๊กไปสองจาน บอกว่าวันนี้อนุญาตให้ตัวเองกินของอร่อยได้หนึ่งวัน กินสเต๊กเสร็จผมชวนมันไปกินเบียร์ฉลองกัน แต่มันนัดกับรุ้งไว้ก่อนแล้ว ผมจึงนั่งรถเมล์กลับบ้านไปบอกข่าวดีกับพ่อแม่ว่าทำข้อสอบสบายมาก ติดนิเทศชัวร์ๆ

วันประกาศผลผมนั่งกดรีเฟรชหน้าจอคอมตั้งแต่เช้า พ่อกับแม่นั่งระส่ำระสายอยู่ข้างๆ แม่เอาพระพุทธรูปมาตั้ง พ่อเปิดเบียร์กินตั้งแต่หัววัน พอถึงเวลาประกาศผลเซิฟเวอร์ก็ล่ม พ่อโทรไปด่าองค์กรอะไรสักอย่างที่รับผิดชอบ เรานั่งก้นไม่ติดอยู่ในห้องรับแขก รอไปอีกสามชั่วโมงกว่าจะดูผลได้ ซึ่งกว่าผลประกาศจะออกพ่อก็เมาไปเรียบร้อยแล้ว แต่ผลที่ออกมาคุ้มค่าการรอคอย ผมติดนิเทศสมใจ พ่อผมเดินพล่านไปทั่วบ้าน ไม่รู้ว่าจะดีใจอะไรนักหนา แม่ผมร้องไห้ กอดผมแน่น ผมอยากจะเก๊กทำเป็นรู้สึกเฉยๆ เพราะคะแนนนำลิ่วมาแต่ไกลอยู่แล้ว แต่อดดีใจไม่ได้จริงๆ ไม่ใช่เพราะสอบได้ แต่เพราะไม่เคยเห็นพ่อกับแม่มีความสุขมากขนาดนี้

ไอ้อ้วนยังไม่โทรมา ผมจึงโทรหามัน

“ของมึงเป็นไง” ผมรีบถาม

“ไม่ติดว่ะ” มันบอก เสียงเศร้าไม่สมกับเป็นไอ้อ้วน

“ไม่ติดไหน มึงไม่ติดบัญชีเกษตรเหรอ”

“เออ... ขาดไปสามคะแนน”

“พูดจริง”

“จริง ขาดไปสามคะแนน”

ผมรีบขับรถไปหามัน ไอ้อ้วนนั่งร้องไห้กับแม่อยู่บนโซฟา ผมขออนุญาตเข้าไป ขนาดพี่สาวมันที่แทบไม่เคยคุยกับมันทั้งชีวิตยังนั่งอยู่ด้วย พ่ออ้วนให้อาหารปลานีโม่ (จริงๆ มันคือปลาการ์ตูน แต่อ้วนตั้งชื่อมันว่านีโม่) อยู่ข้างๆ พ่อบอกอ้วนว่าไม่ต้องเสียใจ เดี๋ยวออกเงินส่งเรียนเอแบคให้และจะยกออดี้ให้มันด้วย แต่ไม่มีคำพูดไหนเข้าหูอ้วนเลย มันพูดพร่ำอย่างเดียวว่าจะไม่ได้เรียนที่เดียวกับรุ้งแล้ว

สัปดาห์นั้นผมแวะไปหามันทุกวัน ยกคอมไปนอนบ้านมัน นั่งเล่นดอทเอเป็นเพื่อนมันเช้ายันค่ำ ออกไปนั่งดมควันบุหรี่เป็นเพื่อนมันริมทะเลสาบในหมู่บ้าน รุ้งโทรมาปลอบมันหลายรอบ แวะมาหามันห้ารอบ ทำบลูเบอร์รี่ชีสพายมารสชาติเหมือนทรายแห้งๆ มาให้พวกเรากิน แต่อ้วนยังซึมเหมือนมีคนดึงวิญญาณมันออกไป มันเอาแต่ปาหินลงน้ำจนหินจะหมดสวน จนคนดูแลต้องทำป้ายมาปักตรงที่เรานั่งว่าห้ามโยนหินลงน้ำ รุ้งวางมือทาบบนหลังมือมัน (ผมนั่งอ่านวันพีชอยู่ข้างหลัง) บอกมันว่ายังไงก็ยังเจอกันได้ แต่ไม่มีคำปลอบไหนซึมผ่านเข้าไปในใจมันได้เลย

“สามคะแนน... กูทำข้อไหนผิดไปวะ”

“อย่าคิดมากดิวะ มึงได้เรียนเอแบคนะเว้ย ค่าเทอมแพงสุด รถหรูที่สาว สาวแจ่มสุดในประเทศนะเว้ย มึงจะเสียใจอะไรว่ะ”

“แต่กูอยากอยู่กับรุ้ง”

“มึงก็ขับรถไปหาเขาได้ เขาก็อยากเจอมึงอยู่”

เรานั่งคุยกันบนดาดฟ้าผับแถวทองหล่อ ที่เข้าได้เพราะพี่สาวมันเป็นเจ้าของ ดนตรีก็เปิดไป คนก็เต้นไป แต่ไอ้อ้วนไม่มีกะจิตกะใจแม้แต่จะจิบเบียร์ เราไปถึงตอนห้าทุ่ม เลิกกันตอนเที่ยงคืน ไอ้อ้วนชวนผมไปขับรถเล่นต่อ

“220 เพื่อน ไปเบิร์นกรุงเทพกัน”

แต่ผมอยากกลับแล้ว จึงปฏิเสธ

“โอเค...เข้าใจ"

อ้วนลดสายตาลงมองคราบเบียร์ที่หกบนโต๊ะ มันหยิบกุญแจรถที่กำลังจะเปื้อนเบียร์ใส่กระเป๋า ดื่มอึกสุดท้ายแล้วดันตัวลุกขึ้น

"แน่ใจนะว่าวันนี้ไม่อยาก 220"

"ไว้วันหลัง วันนี้อยากกลับไปนอน"

"งั้นเจอกันเพื่อน" เรากอดคอกัน
 
“กลับดีๆ” ผมตบหลังส่งมันสองที

“เออ มึงด้วย”

ไฟหน้ารถออดี้ของมันพุ่งออกจากลานจอดรถ ทะยานไปตามตรอกเล็กๆ ผมรอจนรถมันเลี้ยวลับเข้าถนนใหญ่จากนั้นเดินเล่นไปตามฟุตบาท เที่ยวมองชีวิตยามราตรีของชาวเมือง แสงไฟและดนตรีผสานกันคลอเคล้าตลอดแนวยาวของถนน ให้ความรู้สึกเหมือนว่านครแห่งนี้ไม่มีวันหลับ



เจ็ดโมงเช้าวันต่อมาแม่อ้วนโทรเข้ามือถือผม บอกว่าไอ้อ้วนรถคว่ำ อ้วนตายแล้ว

ผมไม่เชื่อ ไม่กล้าถามแม่อ้วนว่าเล่นมุกรึเปล่า แต่คงไม่มีแม่คนไหนกล้าเล่นมุกอะไรแบบนี้ แต่ผมไม่เชื่อ ยังไงก็ไม่เชื่อ ไอ้อ้วนไม่มีทางตาย เมื่อคืนผมยังนั่งคุยกับมันอยู่เลย เมื่อคืนมันยังเพ้อเรื่องรุ้ง ยังพูดว่าสักวันมันจะพารุ้งไปเที่ยวญี่ปุ่น ยังชวนผมไป 220 อยู่เลย แล้วมันจะตายได้ยังไง

หลังวางสายผมนั่งนิ่ง เย็นเยือกไปทั้งตัว อยู่ๆ น้ำตาก็ไหล ไม่ได้ร้องไห้ น้ำตาแค่ไหลออกมา ผมเช็ดน้ำตา น้ำตายังไหลอยู่ เหมือนไม่มีทางหมดไป ความรู้สึกเสียใจขยายแน่นเต็มอกแต่ความรู้สึกนั้นกลับอยู่ห่างไกลอย่างน่าประหลาด เหมือนร่างกายของผมไม่ใช่ของผมอีกต่อไป

งานศพอ้วนมีคนมากันเป็นร้อยๆ ส่วนมากเป็นคนที่อ้วนไม่รู้จัก นักการเมือง นักธุรกิจ คนใหญ่คนโต ตอนแรกผมโกรธพวกเขาที่ไม่รู้จักอ้วนสักนิดยังจะมา แต่พอผมเห็นพ่ออ้วน พ่ออ้วนที่เป็นนักธุรกิจใหญ่ เข้มแข็ง เด็ดเดี่ยว พ่ออ้วนที่ยิ้มและยืดอกตลอดเวลา ผมเห็นเขาเดินเข่าอ่อนราวกับจะยวบล้มได้ทุกเมื่อ ตาเขาแดงก่ำ เขายกมือสั่นเทิ้มไหว้และจับมือกับแขกในงาน แม้พยายามจะคุมสติให้มั่นคงแต่ร่างกายสะท้อนความรู้สึกในใจออกมาอย่างเห็นได้ชัด สองชั่วโมงในงานที่พ่ออ้วนพยายามกลั้นน้ำตา แต่ไม่ว่าพยายามเท่าไหร่ดวงตาของพ่อก็ไม่เคยแห้ง
 
แม่อ้วนผอมซูบจนน่าตกใจ ไอ้อ้วนใช้เวลาตั้งสี่เดือนในการลดน้ำหนัก แต่แม่อ้วนใช้เวลาเพียงแค่คืนเดียว แม่พูดประโยคเดิมซ้ำๆ กับแขกทุกคนที่มางาน ว่าเมื่อคืนอ้วนยังบอกให้แม่ทำข้าวต้มรอมันกลับบ้านอยู่เลย

ผมไม่รู้ว่าใครคือคนที่เสียใจที่สุด แม่ที่เสียลูกชาย พ่อที่เสียคนสืบทอดตระกูล เพื่อนที่เสียเพื่อนสนิท หรือแฟนที่เสียคนรักไป แต่ผมรู้ว่าการจากไปของคนๆ หนึ่งได้ทิ้งบาดแผลให้กับคนที่ยังอยู่

พี่สาวอ้วนเป็นคนเดียวที่แข็งแรงพอจะดำเนินงานและจัดการทุกอย่าง แจกขนมให้แขก เชิญแขกไปจุดธูป พาแขกรดน้ำศพ รุ้งกับผมนั่งอยู่แถวหน้าสุด เธอร้องไห้สะอึกสะอื้นไม่หยุด ผมไม่ร้องไห้เลยตลอดทั้งงาน พยายามบอกตัวเองว่าต้องเข้มแข็ง ต้องไม่เสียใจ ถ้าผมร้องไห้แล้วใครจะปลอบรุ้ง ใครจะเป็นกำลังใจให้แม่อ้วน

เพื่อนและรุ่นน้องในโรงเรียนทยอยกันเข้ามาหาผมกับรุ้ง “เสียใจด้วย อ้วนเป็นคนดี พวกเราจะคิดถึงมัน” ทุกคนพูดคล้ายๆ กัน ผมได้แต่พยักหน้า เพื่อนเข้ามาบีบไหล่ ตบหลัง เท่าที่ผมทำได้มีแค่ถามเพื่อนว่าได้ขนมกล่องกินกันรึยัง พาทุกคนไปหาที่นั่ง และถามความเป็นไป “เป็นไงกันบ้าง ได้เรียนที่ไหน โอเคมั้ย” หลายคนทักว่าทำไมผมดูแทบไม่เป็นอะไร ผมแปลกใจที่ถูกทักอย่างนั้น เพราะสิ่งที่เพื่อนเห็นกับสิ่งที่อยู่ข้างในเป็นขั้วต่างกันอย่างสิ้นเชิง

หลังพิธีสวดผมกับรุ้งออกมานั่งคุยกันหลังข้างศาลา เธอหยุดร้องไห้บ้างแล้ว รุ้งกินขนมไปสองกล่อง (กินกล่องของผมเข้าไป) เราคุยกันแต่เรื่องอ้วน ว่าอ้วนเป็นคนตลกยังไง นิสัยดียังไง มีวีรกรรมอะไรที่เราเคยทำร่วมกันมา และสิ่งเหล่านั้นทำให้เรามีความสุขอย่างไร

“อ้วนรักรุ้งมาก รุ้งรู้ใช่มั้ย” ผมบอกเธอ

รุ้งพยักหน้า

“อ้วนอยู่กับรุ้งก็พูดถึงแต่แซม รุ้งยังเคยถามอ้วนเลย นี่ตกลงรักรุ้งหรือแซมมากกว่ากัน” เธอหัวเราะ มองแยมโรลรสชานมในมือ เธอยิ้มกับตัวเอง ไม่พูดอะไรอีกเลย
 
รุ้งโทษตัวเองว่าที่อ้วนรถคว่ำเป็นเพราะเธอ ถ้าเธอไว้ใจอ้วนมากกว่านี้ ถ้าเธอไม่ขอให้อ้วนมาเรียนเกษตรด้วยกัน เรื่องนี้คงไม่เกิดขึ้น ผมพยายามปลอบเธอแต่ไม่เป็นผล เธอปักใจเชื่ออย่างนั้น แบบเดียวกับที่เธอปักใจเชื่ออยู่ตลอดว่าเธอสวยไม่พอที่จะอ้วนอยากจะคบเป็นแฟน

ผมกับเธอต่างคิดว่าคืนนั้นอ้วนคงขับเกิน 220 แต่เรื่องจริงเป็นอย่างไรเราไม่รู้ อ้วนอาจจะขับช้ากว่านั้น หรืออ้วนอาจจะขับแค่ 220 เหมือนทุกที คำตอบซ่อนตัวอยู่ในกล่องที่เราไม่อยากล้วงมือเข้าไป แต่เราอยากเชื่อว่าอ้วนขับเกินลิมิตของตัวเอง เพราะถ้าผมนั่งรถไปกับมัน ผมรู้ว่ามันจะไม่มีทางขับเกิน 220 และถ้ารุ้งไม่เคยขอให้อ้วนมาเรียนที่เดียวกัน มันคงไม่เสียใจ และไม่ออกไปขับรถเล่นคืนนั้น 

เราอยากเชื่ออย่างนี้ เพราะอย่างน้อยเรายังได้รู้สึก ว่าเรามีส่วนรับผิดชอบในการจากไปของมัน
SHARE
Written in this book
มีโอกาสที่ฝนจะตก
With a Chance of Rain

Comments

BlueRaincoat
3 years ago
บทจะเศร้าก็เศร้า TAT

**เจอค่ะ (เรานั่งก้นไม่ติดอยู่ในห้องขับแรก >> รับแขก)
Reply
Bushy
3 years ago
ห้องขับแรก  *o* 5555 ขอบคุณนะครับ 
deux
3 years ago
คือสมจริงมากๆ มิน่ามีเค้าเรื่องจริงนี่เอง T^T
Reply
Bushy
3 years ago
เรื่องจริงไม่โหดขนาดนี้ค้าบ
deux
3 years ago
งั้นก็ดีไป
Chompunut
3 years ago
0(-.-)0
Reply
USART
3 years ago
อิงเรื่องจริงรึเปล่าคะ รายละเอียดสมจริงมาก เขียนได้ดีมาก ถ่ายทอดความรู้สึกได้เยี่ยม ตอนอ้วนตายเราน้ำตาคลอตลอดเลย
Reply
Bushy
3 years ago
เรื่องแต่งครับ แต่ว่ามีบางส่วนที่เขียนจากเรื่องจริง
iamombre
3 years ago
ทำไมอ้วนต้องตายด้วยย ฮืออออออออ อ้วนนนนนนน T_T
Reply
Bushy
3 years ago
T___T ผมเองก็เสียใจครับ