มนตรา-คาถาแห่งรัก จากหลวงปู่ติช นัท ฮันห์ #1
No.11

ธรรมะสวัสดี... 
งานภาวนาครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อ 3 ปีที่แล้ว เป็นงานภาวนาที่มีผู้เข้าร่วมเกือบ 1 พันคนซึ่งเดินทางมาจากทั้งในและต่างประเทศ ที่สังเกตเห็นด้วยตา ก็ได้แก่ ประเทศเวียดนาม อินโดนีเซีย พม่า สหรัฐอเมริกา ยุโรปและที่แน่นอนที่สุดคือประเทศไทย


...นี่คือสิ่งที่ได้จากการเข้าร่วมภาวนาจริยธรรมประยุกต์ (AppliedEthics Retreat) 4-8 เมษายน 2556 ณ มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยจ.พระนครศรีอยุธยา นำโดยหลวงปู่ติช นัท ฮันห์* และพระธรรมาจารย์จากหมู่บ้านพลัม ที่พอได้ไปสัมผัสกับบรรยากาศภายในงาน ก็ตั้งใจแล้วว่าจะนำมาบอกต่อให้คนเพื่อนๆ ที่รักและผู้ที่สนใจ ได้รู้ ได้ยินด้วย...


 
4 เมษายน 2556
 
เช้าวันแรกแห่งการพาจิตใจและร่างกายเข้าสู่สถานที่อันสงบ ตื่นรู้ และเบิกบาน......... 

งานภาวนาครั้งนี้ เป็นวาระพิเศษสำหรับครู นักการศึกษา ผู้นำองค์กรด้านการศึกษาและบุคลากรที่ทำงานใกล้ชิดกับเยาวชน ภายใต้คำว่า "Happy teacher will change the world" 
 
พอได้ยินคำชวนจากทางเหล่าสังฆะหมู่บ้านพลัมที่เคยได้มีโอกาสร่วมงานกันมาก่อนหน้านี้
ฉันและพี่ๆ ซึ่งขณะนั้นได้ยังเป็นทีมงานผลิตรายการ ครอบครัวเดียวกัน
รายการที่สร้างแรงบันดาลใจให้ครอบครัวไทยรักและเข้าใจกันมากขึ้น ดีใจและตื่นเต้นมาก

สำหรับฉัน ดีใจแรกคือ ดีใจที่จะได้มีโอกาสเจอหลวงปู่ติช นัท ฮันห์
เพราะได้มีโอกาสอ่านหนังสือ "ปาฏิหาริย์แห่งการตื่นรู้" ของหลวงปู่
ตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย และรู้จักท่านผ่านทางคำสอนที่สงบ
เต็มเปี่ยมไปด้วยเมตตา น่าเลื่อมใสศรัทธายิ่ง
รู้สึกว่าท่านเป็นบุคคลสำคัญของโลกท่านหนึ่ง 
ดีใจต่อมาคือ นึกไว้ว่าอยากมีโอกาสได้ลองปฏิบัติธรรมสักครั้ง
และแล้วโอกาสนั้นก็มาถึงจริงๆ...


.....................................


5 เมษายน 2556 
ธรรมบรรยายของท่านได้กล่าวไว้ได้อย่างลึกซึ้งและครอบคลุมคนและสังคมทุกรูปแบบ
เป็นหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าที่หลวงปู่ติช นัท ฮันห์ได้เลือกนำมาถ่ายทอดให้แก่ปุถุชนสามัญธรรมดาอย่างเราเข้าใจได้โดยง่ายและนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง 

แม้วันแรกของการฟังธรรมบรรยายอาจมีอาการง่วงนอนและแอบนั่งงีบหลับบ้าง
เนื่องจากร่างกายยังไม่เคยชินกับการตื่นแต่เช้ามืด เพื่อเตรียมตัวไปนั่งสมาธิและเดินสมาธิ
ในตอนเช้า 

หลังจากนั้นก็เป็นเวลาอาหารเช้าด้วยเมนูเจ
ซึ่งที่หมู่บ้านพลัมแห่งนี้ต้อง "รับประทานอาหารไปพร้อมๆ กับการมีสติ รู้ตัวอยู่เสมอ" 

หลังจากรับประทานอาหารเสร็จ ทุกคนก็พร้อมใจกันขึ้นมาฟังธรรมะบรรยาย
ภายในงานมีทั้งภิกษุ ภิกษุณี แม่ชี รวมถึงฆารวาสทั้งชายหญิงที่มาจากหลากหลายประเทศ 
ถึงแม้จะมีคนจำนวนมาก แต่ทุกอย่างที่เกิดขึ้นก็เป็นไปด้วยความมีระเบียบเรียบร้อยและสำรวม 

ด้วยความที่ชอบจด ชอบเขียน ฉันจึงไม่ลืมที่จะพกปากกาและสมุดบันทึกเล่มเล็กวันแรกๆ ติดตัวไปด้วย แต่ต้องบอกเลยว่า ในวันแรกๆ พอจดได้ใจความบ้างตามสมควร แต่ไม่ถึงกับลงรายละเอียด แต่ใจความสำคัญก็ยังพอครบถ้วนและเป็นประโยชน์เมื่อได้กลับมาทบทวนอีกครั้ง





ติ๊งงงงงงงง...............
 

ระฆังแห่งสติถูกเชิญขึ้น 
เสียงระฆังดังกังวานปลุกเราให้ตื่นรู้และกลับมามีสติกับลมหายใจเข้า-ออก

หลวงปู่ติช นัท ฮันห์ ซึ่งขณะนั้นท่านอายุประมาณ 87 ปี  ท่านเดินเข้ามาในศาลาที่ท่ามกลางคนที่มาร่วมภาวนานับพันอย่างสงบ ใบหน้าเจือด้วยรอยยิ้มเบิกบานและอบอุ่น รับรู้ได้ถึงพลังงานดีๆ ที่แผ่ออกจากตัวหลวงปู่



"ถ้าเรามีความสุข เราก็พร้อมจะให้ความรัก"


 แค่ประโยคแรกก็โดยใจไปเต็มๆ ทุกคนที่ได้ฟังใบหน้าเริ่มเจือไปด้วยรอยยิ้มตามๆ กัน


อะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดที่เราจะให้คนที่เรารักได้?
หลังจากสิ้นเสียงคำถามแรก หลวงปู่ก็เว้นวรรคให้ทุกคนได้ลองตอบคำถามกับตัวเองในใจ ตาของฉันเป็นประกายขึ้นมาทันที เพียงคำถามแรกๆ ก็โดนใจเข้าอย่างจัง และเชื่อว่าหลายคนก็คงกำลังตอบคำถามนี้ในใจกับตัวเองไปต่างๆ นานา

หลวงปู่กล่าวต่อ...
อะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดที่เราจะให้คนที่เรารักได้?


 ตอบ "การได้อยู่ตรงนั้นกับคนรัก”  
 

หลวงปู่ถามต่อ... 

แล้วเราจะทำอย่างไร หากเราไม่สามารถอยู่ตรงนั้นกับคนที่เรารักได้
หรือไม่สามารถหยิบยื่นให้แก่คนที่เรารักได้?
 
หลวงปู่กวาดสายตามองดูรอบๆ แล้วยิ้มน้อยๆ อย่างเมตตา


ตามลมหายใจอย่างมีสติจะทำให้เธอมีเวลาอย่างเต็มเปี่ยมกับคนที่เธอรักได้

นำจิตเข้าสู่ร่างกาย สูดลมหายใจเข้า -ออก
และเธอจะสามารถอยู่ตรงนั้นได้อย่างเต็มเปี่ยม

นี่คือสิ่งที่เธอจะมอบให้เธอกับคนที่เธอรักได้
 
เมื่อมีลมหายใจและสติ พ่อก็จะสามารถมองตาและหยิบยื่นความเต็มเปี่ยมให้ลูกได้

Breathing in, I know I am breathing in

Breathing out, I know I am breathing out

 

 
มนตราแห่งรักที่หลวงปู่อยากให้ทุกคนบ่มเพาะความรัก
และรดน้ำต้นไม้แห่งรักคือการภาวนาว่า...
 
Mother,I am here for you.

Father,I am here for you.

And darling, I am here for you
 
จากนั้นหลวงปู่ก็เทศน์เรื่องเกี่ยวกับก้อนกรวด 4 แบบ 
ในแบบที่1-3 นั้นยอมรับว่างีบหลับ สัปหงกกันเป็นแถวสำหรับมือใหม่ธรรมะภาคปฏิบัติอย่างฉันและพี่ๆ ที่ไปด้วยกัน  (ซึ่งเรื่องนี้มีการแชร์กันในกลุ่ม discussion ในตอนบ่ายของทุกวันว่าเป็นธรรมดาของผู้เริ่มปฏิบัติและไม่ได้เป็นเรื่องแปลกแต่อย่างใด)   

.........

ต่อสู้กับความง่วงจนได้สติอีกที หลวงปู่ก็พาเรามาสู่ข้อที่ 4 แล้ว
หลวงปู่กล่าวถึง "ความอิสระ" ความว่า... 
 
ข้อ 4 ก้อนกรวด...อิสระจากความเสียใจ ความเศร้าโศก ความโกรธแล้ว
เราจะสามารถเรียนรู้และรับได้เต็มเปี่ยมเป็นของขวัญที่ให้แก่คนที่เรารักได้
ซึ่งเราทำได้ด้วยการปฏิบัติ ภาวนากับก้อนกรวด
more free, stable

ทำไมหลวงปู่จึงต้องภาวนากับก้อนกรวด?
ตอนนั้น คิดว่าหลวงปู่คงอยากให้เราหาก้อนกรวดซึ่งหาได้ง่ายมาเป็นสัญลักษณ์แห่งสติ
มาใช้เตือนตัวเองให้มีสติตื่นรู้ และทำได้ง่าย ที่ไหนก็ได้....

แต่มาตอนนี้ ฉันว่าการภาวนากับก้อนกรวดนั้น มีความหมายที่ลึกซึ้งมากกว่านั้น
หากอยากรู้ ลองหาเวลาพิจารณาและภาวนากับก้อนกรวดดูสักครั้ง....  


ถ้ารู้วิธีที่จะอยู่กับความทุกข์นั้น เราจะอยู่กับความทุกข์ที่ไม่ทุกข์มาก   
ความทุกข์กับความสุขมีความเชื่อมโยงกันมาก 
ในทางพระพุทธศาสนา ความสุขนั้นประกอบขึ้นมาด้วยองค์ประกอบที่ไม่ใช่ความสุข
เช่น 
ดอกไม้ ไม่ได้ประกอบขึ้นมาด้วยดอกไม้ แต่จะมีก้อนเมฆในดอกไม้นั้นด้วย
 ถ้าไม่มีก้อนเมฆ ดอกไม้ก็ไม่อาจเป็นดอกไม้ได้
แต่ดอกไม้ก็มีแสงตะวันเป็นส่วนประกอบด้วย จึงช่วยให้เกิดดอกไม้ขึ้น
ถ้าเราสืบเนื่องที่จะมองเช่นนี้ไปเรื่อยๆ เราก็จะเห็นอะไรที่ไม่ใช่เพียงดอกไม้
 “ความสุขนั้นก็เป็นดอกไม้ชนิดหนึ่ง”
ซึ่งหากไม่มีองค์ประกอบแห่งความทุกข์ เราก็ไม่อาจมีความสุขได้  

เช่นโคลนตมที่ประกอบเป็นดอกบัว
หากไม่มีโคลนตม ดอกบัวก็ไม่อาจเกิดขึ้นมาเพื่อโผล่พ้นน้ำมาได้
(no mud, no lotus) เป็นต้น


ถ้าเรารู้วิธีที่จะเป็นทุกข์เราก็จะใช้วิธีทุกข์เป็นองค์ประกอบแห่งความสุขได้
“สิ่งนี้เป็นเพราะสิ่งนั้นมี” นี่คือคำสอนของพระพุทธองค์



เราควรฝึกลมหายใจและการเดินด้วยวิถีแห่งสติ
การตามลมหายใจ เราจะเรียนรู้วิธีการรับมือกับมัน
Learning how to handle suffer
and how to create happiness, great happiness



ร่างกายและจิตใจเป็นสิ่งเดียวกัน

เราไม่ควรเสแสร้งความรู้สึก

ตามลมหายใจ เดิน โอบกอดอย่างมีสติ

ถ้าเราเรียนรู้ เจ็บปวดได้น้อยลง เราก็จะช่วยเหลือคนอื่นได้



และนี่ก็คือคำสอนของหลวงปู่ในวันแรกที่ได้ยิน ได้ฟัง
อาจไม่ครบถ้วนตามที่บอกไว้ข้างต้น
แต่ก็เอามาฝากจากใจ
กลับมานั่งอ่านครั้งใดก็ทำให้คิดทบทวนและพยายามปรับปรุงอะไรได้เสมอ



ยิ้มน้อยๆ ในใจ :)
วันวิสาขบูชา ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6
20 พ.ค. 2559 


(ปรับปรุงจากบันทึกบน facebook 13 พฤษภาคม 2013 เวลา 0:52 น.)
 

ข้อมูลเพิ่มเติม
*หลวงติช นัท ฮันห์
 
หลวงปู่ ติช นัท ฮันห์ (Thich Nhat Hanh) เป็นพระภิกษุชาวเวียดนาม ผู้นำเสนอความคิด พุทธศาสนาต้องเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน และพุทธธรรม เป็นสิ่งที่สามารถประยุกต์ใช้ให้เข้ากับวิธีชีวิตยุคปัจจุบันได้ (Engage Buddhism)

ท่านเป็นที่รู้จักในฐานะ พระเถระชั้นผู้ใหญ่ พระอาจารย์เซน พระมหาเถระในพุทธศาสนามหายานผู้สอนการฝึกสมาธิภาวนา เป็นกวี นักเขียน นักต่อสู้เพื่อสันติภาพ

หลวงปู่ติช นัท ฮันห์ กำเนิดเมื่อปี พ.ศ.2469 (ค.ศ.1926) ในจังหวัดกวางสี ภาคกลางของเวียดนาม มีนามเดิมว่า เหงวียน ซวน เป๋า (Nguyen Xuan bau ) ส่วน “ ติช นัท ฮันห์ ” ที่ถูกต้องออกเสียงว่า ทิจ ญัด หัญ

Thich Nhat Hanh เป็นนามทางธรรมที่ได้รับหลังการบวช

ติช : Thich ในเวียดนามใช้เรียกพระ มีความหมายว่าเป็นผู้สืบทอดพุทธศาสนา

นัท ฮันห์ : Nhat Hanh เป็นนามทางธรรมของท่าน มีความหมายว่า การกระทำเพียงหนึ่งเดียว (One Action) ซึ่งก็คือการเจริญสติ

ไถ่ : Thay เป็นภาษาเวียดนาม แปลว่า อาจารย์ ซึ่งศิษย์ต่างชาตินิยมเรียกท่านเช่นนั้น แต่ ศิษย์ชาวเวียดนามจะเรียกท่านว่า ซือองม์ : Su Ong ซึ่งอาจแปลเป็นไทยว่า หลวงปู่

ประวัติชีวิตนักบวชโดยย่อ 
ปี พ.ศ.2485 (ค.ศ.1938) บรรพชาเป็นสามเณรในพระพุทธศาสนา เมื่ออายุ 16 ปี ณ วัดตื่อเฮี้ยว (To Hieu) เมืองเว้ ท่านได้เรียนรู้การฝึกปฏิบัติสติภาวนา โดยมีหลักคำสอนของพระอาจารย์และวิถีชีวิตประจำวันของผู้บวชใหม่ อันเป็นรากฐานสำคัญของชีวิตนักบวช

ปี พ.ศ.2492 อุปสมบทเป็นพระภิกษุ เมื่ออายุ 23 ปี เดินทางไปไซ่ง่อนเพื่อฟื้นฟูพุทธศาสนาและเขียนบทความ ทำให้ถูกต่อต้านจากผู้นำองค์กรชาวพุทธและรัฐบาลในระยะนั้น

ปี พ.ศ. 2505 ได้รับทุนจากมหาวิทยาลัยพรินซ์ตันเพื่อศึกษาศาสนาเปรียบเทียบ จึงเดินทางไปศึกษายังประเทศสหรัฐอเมริกา หลังจากนั้น 1 ปี ก็ได้รับทุนอีกจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย แต่ท่านตัดสินใจกลับเวียดนาม เพื่อสานต่อแนวคิดพุทธศาสนาที่รับใช้สังคม โดยก่อตั้งโรงเรียนยุวชนรับใช้สังคม เยียวยาความเสียหายจากสงคราม และพัฒนาวงการสงฆ์ด้วยการสอน และนำเสนอข้อเขียนต่อสถาบันพุทธศาสนาชั้นสูงด้วยคติว่า การกระทำและปัญญา ต้องไปด้วยกัน (Tiep Hien) หรือ คณะดั่งกันและกัน (The Order of Interbeing) โดยปฏิบัติตามสิกขาบท 14 ประการ ซึ่งเลือกเฟ้นมาจากแก่นคำสอนในพระพุทธศาสนา

ขอบคุณข้อมูลและอ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaiplumvillage.org/index.php?option=com_content&view=article&id=2&Itemid=35

ขอบคุณภาพจาก www.thaiplumvillage.org
SHARE
Writer
TadsaniofLove
นักคิด-ขีด-เขียน-เรียนรู้
Stay simple,learn dhamma,exercise,explore the world

Comments