ลาก่อน
          ฝนกำลังจะตก ผมรู้สึกได้ถึงอากาศที่ครึ้มๆกับไอเย็นที่มากับลม ผมนอนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่เหมือนเดิมทุกวัน ณ ที่ที่เธอบอกลาผมและให้สัญญาว่าจะกลับมาหาผม แต่นี้ก็ผ่านมาเกือบปีแล้ว ผมยังไม่เห็นแม้เงาของเธอเลย . . . 
          และแล้วฝนก็ตก ผมค่อยๆ ลุกขึ้นจากใต้ต้นไม้ช้าๆ แล้วเดินก้มหน้าตากฝนเพื่อกลับที่พักนอน พลางคิดถึงเรื่องราวและความทรงจำเก่าๆที่ผ่านมา ชั่วอึดใจเดียวผมก็ถึงที่พักของผม มันเป็นเพิงเก่าๆข้างป่าช้าไกล้วัด ที่เพิงมีเตียงไม้เก่าๆที่ผมใช้อาศัยนอน ผมค่อยๆขึ้นไปบนเตียงไม้ ตัวผมเปียกบวกกับละอองฝนที่พัดเข้ามาถูกตัวผม ทำให้ผมหนาวจนต้องนอนห่อตัว วันนี้ผมรู้สึกเหงาและอ้างว้างมากกว่าทุกวัน พาให้ผมยิ่งคิดถึงเธอ . . . 

          
          เรื่องมันเริ่มต้นเมื่อนานมาแล้ว วันหนึ่งที่ตลาดนัดจตุจักร ตอนที่ผมกำลังสับสนและหวาดกลัวจากการที่ผมต้องจากพ่อแม่และพี่น้องของผมมาอยู่ในเมืองที่มีแต่ผู้คนแปลกหน้า ณ ตอนนั้นผมนั่งซึมๆ อยู่ที่โซนดี อยู่ข้างกับตึกที่คนอื่นเรียกว่าเจเจพลาซ่า ทันใดนั่นผมก็รู้สึกได้ว่ามีคนกำลังจ้องมองผม ผมค่อยๆเงยหน้าขึ้นมา แล้วก็ได้สบตากับผู้หญิงคนหนึ่ง เธอจ้องมองผมด้วยหน้านิ่งๆ แต่รู้สึกได้รับความอบอุ่นจากเธอ เธอมองผมอยู่นานด้วยความเงียบ จนผมอยากรู้ว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่ แล้วเธอก็เดินเข้ามาหาผมไกล้ๆแล้วพูดด้วยเสียงเบาๆว่า
"ไปด้วยกันไหม? . . . . ."
เธอพูดพร้อมกับอมยิ้มนิดๆ มันทำให้ผมรู้สึกอบอุ่นแบบแปลกๆ แล้วผมก็พยักหน้าแสดงตอบรับเธอ . . . . .
          เธอพาผมมาอยู่กับเธอที่บ้าน โดยเธอให้หน้าที่ผมในการเฝ้าบ้านให้เธอเป็นการตอบแทน เธออาศัยอยู่คนเดียวในบ้าน บ้านเธอมีต้นไม้รอบบ้านดูร่มรื่นน่าอยู่มาก เธอเป็นนักเขียน วันไหนที่เธอทำงาน เธอก็จะอยู่แต่ในห้องทั้งวัน แต่เธอก็ไม่เคยลืมที่จะทักทายพูดคุยกับผมทุกวัน วันไหนเธอออกไปข้างนอก ตอนกลับเธอก็จะมีขนมมาฝากผมตลอด บางวันตอนเช้าเธอไปวิ่งออกกำลังกาย เธอก็จะชวนผมไปด้วย ผมมีความสุขเสมอที่ได้วิ่งไปกับเธอ ผมมีความสุขมากทุกช่วงเวลาที่อยู่กับเธอ จนเวลาผ่านไปนานแค่ไหนก็ไม่รู้ . . . 
          แต่ก็มาถึงวันที่อะไรๆเปลี่ยนไป เธอออกไปข้างนอกบ่อย บางครั้งก็หายไป 2-3วัน เวลากลับมาบ้านก็ไม่พูดคุยทักทายกับผม เธอเปลี่ยนไป ผมรู้สึกได้ เธอดูไม่มีความสุขหรือเธอคิดอะไรอยู่ ผมไม่อาจรับรู้ได้ บางครั้งเธอมองผมด้วยสายตาที่อบอุ่นแต่มันซ้อนอะไรบ้างอย่างไว้ ผมพยามถามหรือแสดงตัวว่าผมรับฟังปัญญาของเธอได้ แต่เธอก็เลือกที่จะไม่เล่าอะไรให้ผมฟัง แล้วมาวันหนึ่งเธอก็พาผมขึ้นรถมาที่ที่คนเรียกกันว่าวัด เธอดูเงียบกว่าทุกวัน เมื่อถึงวัด เธอบอกให้ผมรอที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ แล้วเธอก็เดินไปคุยกับผู้ชายที่ใส่ผ้าเหลืองพักใหญ่ ผมมองดูเธออยู่ตลอด แล้วชั่วอึดใจหนึ่ง เธอก็เดินกลับมาหาผม แล้วพูดว่า . . . . . 
"อยู่ดีๆน่ะ แล้วจะกลับมาหา"
ผมรับรู้ถึงการจากลา ใจผมสลายเมื่อต้องมองเธอขึ้นรถแล้วค่อยๆห่างไปไกล . . . 

          
          และแล้วฝนก็หยุดตก เป็นเวลาที่แสงสว่างตอนเช้าเริ่มมาพอดี ผมลุกจากเตียงที่เพิง แล้วเดินไปที่ต้นไม้ใหญ่เหมือนเดิมทุกวันเพื่อรอเธอ ผมนั่งหลับตาแล้วคิดถึงเธอเหมือนทุกวัน จนเวลาสายๆผู้ชายใส่ผ้าเหลืองที่คนอื่นเรียกว่าพระ ก็เดินมา . . . วันนี้ชายใส่ผ้าเหลืองมองผมอยู่นาน แล้วค่อยเทอาหารใส่ชามให้ผม แล้วเข้ามาไกล้ๆผม ยื่นมือมาลูบหัวแล้วพูดว่า . . . 
"ขาวเอ๋ย เจ้านายของเอ็งตายด้วยมะเร็งแล้วน่ะ เมื่อวานนี้ หมดเวรหมดกรรมสักที แต่เจ้านายของเอ็งฝากให้ข้าดูแลเอ็ง แล้วก็ฝากเงินให้ข้าคอยดูแลซื้ออาหารให้กับเอ็ง ไม่ต้องรอเจ้านายเอ็งแล้วน่ะเจ้าขาว เขามาหาเอ็งไม่ได้แล้ว"


SHARE

Comments

Pagarung
3 years ago
มันเป็นการรอที่ทรมาณมากจริงๆ

Reply
tot_thiti
3 years ago
หลังประโยคสุดท้าย เจ้าขาวก็รอครับ ผมเชื่ออย่างนั้น 😢😭
Pagarung
3 years ago
เพราะมันมีความสุขที่ได้รอคนที่มันรักที่สุด
Sunflower38
3 years ago
ประโยคสุดท้ายจี๊ดมาก ;_;
Reply
tot_thiti
3 years ago
ขอบคุณที่อ่านครับ 😀😁