Me Before You | รีวิวหนังสือก่อนหนัง
 

หญิงสาวคนหนึ่งกำลังง่วนอยู่กับการควานหาบัตรประจำตัวเพื่อแลกบัตรเข้าตึกสำนักงานแห่งหนึ่งในย่านธุรกิจ วันนี้เป็นอีกวันที่ดูวุ่นวายสำหรับเธอ เธอมีนัดสัมภาษณ์งานในช่วงเช้า แวะไปเอาเอกสารที่บริษัทเก่า ก่อนจะแวะเข้ามาคุยงานกับเพื่อนของเธอที่นี่เหมือนเช่นเคย เธอรับบัตรเข้าตึกและบัตรประจำตัวคืนจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์พร้อมกล่าวขอบคุณ และเดินไปยังช่องเสียบบัตร แต่แล้วเธอก็เหลือบไปเห็นร้านหนังสือที่เธอเดินผ่านหลายครั้งแต่ไม่เคยคิดที่จะสนใจมันมาก่อน เธอหยุดยืนมองมันราวกับว่ามีอะไรบางอย่างสะกดเธอเอาไว้ เธอค่อยๆก้าวขาอย่างช้าๆออกนอกเส้นทางของเธอ หัวสมองของเธอว่างเปล่า และเดินเข้ามาในร้าน เธอกวาดตามองชั้นหนังสือตรงหน้าเหมือนกำลังมองหาอะไรก็ตามที่ร้องเรียกเธออยู่ หัวใจของเธอเต้นแรง มันเต้นเร็วมากขึ้น เต้นรัวมากขึ้น จนในที่สุดเธอรู้สึกราวกับว่ามันหยุดเต้นลง โลกทั้งใบของเธอหยุดหมุน เธอไม่รับรู้อะไรอีกแล้ว เพราะสายตาของเธอได้มาหยุดอยู่ตรงหน้ามัน สิ่งที่ร้องเรียกเธอ... เธอเจอมันแล้วในที่สุด....
 

ฉันหลงรักตัวอย่างหนังเรื่องนี้เข้าอย่างจัง อาจจะเป็นเพราะมันเป็นการพลิกบทบาทของ เอมิเลีย คลาร์ก แม่มังกรจากซีรี่ย์เรื่องดัง เธอทำให้ตัวละครดูมีชีวิตชีวามากจนฉันอดประทับใจไม่ได้ สำเนียงอังกฤษของเธอก็ดูน่าฟังมาก หรืออาจจะเป็นเพราะบทหนัง ที่ฉันพอจะเดาออกว่ามันต้องจบไม่สวยแน่ๆ แต่ฉันก็ยังอยากรู้อยู่ดีว่าพวกเขาเห็นอะไรในตัวของกันและกัน และที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยก็คือเพลงประกอบตัวอย่างหนัง พวกเขาเลือกใช้เพลง Photograph ของ Ed Sheeran ในช่วงกลางของตัวอย่างหนัง ที่เรื่องราวของตัวละครเริ่มมีความเข้มข้นขึ้นและทำให้มีคำถามมากมายผุดขึ้นมาว่าเกิดอะไรขึ้นกัน พร้อมการแปะ Quote ที่ดูธรรมดา แต่มันกินใจฉันอย่างแปลกประหลาด


Live boldly, live well . . . just live.
 

Me Before You เป็นเรื่องราวของ หลุยส์ซ่า คลาร์ก หญิงสาวผู้หลบซ่อนอยู่ในเงาของน้องสาวที่หัวดีกว่าเธอจนมันหล่อหลอมให้เธอกลายเป็นคนที่จำกัดความสามารถตัวเองไว้โดยที่เธอไม่เคยรู้ตัวแม้แต่น้อย เธอไม่ค่อยออกนอกเมือง หรือไปเที่ยวต่างประเทศ ชีวิตของเธอเรียบง่าย เธอใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวของเธอ ทำงานในร้านคาเฟ่เล็กๆ มีความสุขกับการมองดูผู้คนและชงชา เธอมีเซ้นส์ในเรื่องแฟชั่นแต่มักไม่สนใจว่าเธอจะสวมใส่เสื้อผ้าที่ไม่เข้าชุดกันตราบเท่าที่เธอรู้สึกพอใจและอยากใส่มัน เธอไม่เคยคิดว่าเธอจะไปจากเมืองนี้ เธออาจจะแต่งงานกับแพทริคแฟนหนุ่มของเธอ มีลูกกันสัก 2-3 คน และอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากบ้านของเธอ เธอไม่รู้มาก่อนเลยว่าเธอกำลังจะตกงาน...


วิล เทรเนอร์ หนุ่มนักธุรกิจอนาคตไกลผู้ใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ แต่แล้ววันหนึ่งเขาก็ประสบอุบัติเหตุทำให้เขากลายเป็นชายหนุ่มที่ต้องใช้ชีวิตอยู่บนรถเข็นแทน เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้เขาสูญเสียตัวตน ไม่เหลือแม้กระทั่งความหวังที่อาการของเขาจะหายดีเป็นปกติ เรียกได้ว่าเขาสูญเสียเป้าหมายที่จะดำเนินชีวิตต่อไปอย่างสิ้นเชิง เขาจึงตัดสินใจเข้ารับการตัดการรักษาเพื่อจบชีวิตของเขาลง* โดยทำตามเงื่อนไขของแม่ของเขาที่ว่า...


ภายใน 6 เดือน ถ้าเขาเปลี่ยนใจได้ เขาจะมีชีวิตอยู่ต่อไป


ทั้งหมดนี้คือเหตุการณ์ที่ทำให้ วิล และ หลุยส์ซ่า ได้มาพบกัน ในฐานะ ชายหนุ่มพิการ กับ หญิงสาวผู้ช่วย** การปิดกั้นตัวเองจากโลกภายนอกของวิล ทำให้หลุยส์ซ่าสงสารเขาจับใจ เธอพยายามหาวิธีต่างๆมาทำให้เขารู้สึกดีขึ้น ให้เขามีมุมมองใหม่ๆในการใช้ชีวิตและอยากที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป ด้วยจิตใจที่อ่อนโยน และความมีอารมณ์ขันของหลุยส์ซ่า วิลมองเห็นความสามารถของเธอที่ตัวเธอเองปิดกั้นไว้ตลอดระยะเวลาที่เธอทุ่มเทเวลาดูแลเขา เขาหงุดหงิดที่เธอไม่กล้าลองทำสิ่งแปลกใหม่เพียงเพราะยังไม่เคยได้ลองทำมัน เขาจึงผลักดันให้เธอกล้าใช้ชีวิตของเธออย่างเต็มที่ ให้เธอลองอะไรใหม่ๆที่เธอไม่เคยคิดจะลองมาก่อน และการเฝ้ามองดูเธอสนุกกับการใช้ชีวิต ทำให้เขารู้สึกสนุกและมีความสุขที่สุดจนอยากจะหยุดเวลาเอาไว้...


เขาเปิดโลกใหม่ให้กับเธอ
และเธอเป็นสิ่งเดียวที่เขาอยากตื่นขึ้นมาในทุกๆเช้า

แต่แค่ “ความรัก” . . . มันยังไม่พอ

 

ฉันขอบอกเลยว่าพระเอกจะตาย อย่างน้อยนั่นก็เป็นสิ่งที่คนในอินเตอร์เน็ตบอกฉัน ฉันไม่คิดว่ามันเป็นการสปอยแต่อย่างใด เพราะหากคุณได้ดูตัวอย่างหนังเรื่องนี้ คุณสามารถบอกตัวเองได้ทันทีว่ามันไม่มีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นหรอก แม้ว่าคุณจะอยากให้มันเกิดขึ้นมากแค่ไหนก็ตาม เมื่อฉันอ่านหนังสือเล่มนี้จบ การจากไปของ วิล เทรเนอร์ มันเศร้าก็จริง แต่ฉันกลับนับถือการตัดสินใจของเขา ฉันคิดว่าคนที่ตัดสินใจจบชีวิตตัวเองเป็นคนที่อ่อนแอเกินไป และฉันก็ไม่ชอบใจกับวิธีที่เขาเลือกทำ พวกเขาทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างไว้เบื้องหลังให้คนที่รักเขาทนทุกข์ทรมาน ฉันรู้สึกว่าพวกเขาเป็นคนเห็นแก่ตัวมาก แต่มันกลายเป็นเรื่องที่ฉันเข้าใจได้ดีและก็เคารพกับการตัดสินใจของพวกเขา มีคนในโลกนี้ที่เขาไม่สามารถมองโลกใบนี้ได้อย่างสวยงามจริงๆ หรืออย่างน้อย ความสวยงามของโลกใบนี้ ก็ไม่ได้ทำให้เขาอยากที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป จน“ความตาย”ดูจะมีความหมายกับพวกเขามากกว่า


เราควรมีชีวิตอยู่เพื่อตัวเอง ไม่ใช่เพื่อคนอื่น

ไม่ใช่เหรอ?



ฉันชอบที่ผู้เขียนสอดแทรกมุมมองของตัวละครอื่นผ่านการเล่าเหตุการณ์ของพวกเขา ฉันได้เห็นความกดดันของคามิลลา แม่ของวิล ที่พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อยื้อชีวิตให้กับลูกชายของเธอ และปรารถนาจะให้เขามีความสุขกับชีวิตอีกครั้ง หรือมุมมองของนาธาน แพทย์ผู้ช่วยประจำตัวของวิล ที่เห็นเขาต้องแบกรับความเจ็บปวดแต่ก็ไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้ นอกจากคอยอยู่และพูดคุยกับเขา ปฏิบัติตัวเหมือนเขาเป็นเพื่อนคนหนึ่ง ไม่ใช่ในฐานะคนไข้ ฉันได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของหลุยส์ซ่าผ่านมุมมองของทรีน่า น้องสาวคนเก่งของเธอ ที่โดยปกติแล้ว ทรีน่ามักจะมีคำตอบสำหรับทุกเรื่องเสมอ แต่ไม่ใช่กับเรื่องวิลและพี่สาวเธอ หรือจะเป็นสตีเว่น พ่อของวิล ที่ลึกๆแล้ว ไม่ว่าลูกชายของเขาจะลงเอยชีวิตแบบไหน หรือกับใคร เขาอยากให้ภาระหน้าที่ที่เขาต้องคอยดูแลจิตใจภรรยาของเขาสิ้นสุดลง


ฉันรู้สึกได้ว่าตัวอย่างหนัง Me Before You มันต้องจุดประกายอะไรในใจฉันเข้าสักอย่าง และฉันก็รู้สึกโชคดีมากที่อะไรบางอย่างนั้นทำให้ฉันเดินเข้าร้านหนังสือไปในวันนั้น มันดูน่าเหลือเชื่อสำหรับฉันมาก ก็ไม่แน่ใจว่าฉันเพ้อฝันมากไปหรือเปล่า แต่ในระหว่างที่ฉันเข้าใจว่าตัวเองกำลังอ่านหนังสือเล่มนี้ ฉันกลับพบว่าหนังสือมันอ่านฉันจนฉันขนลุกและรู้สึกทึ่ง มันมีตอนหนึ่งที่วิลถามหลุยส์ซ่าถึงสิ่งที่เธอต้องการในชีวิต แต่เธอกลับตอบเขาไม่ได้ ทั้งๆที่มันไม่ใช่คำถามที่ยากอะไร
   
เธอไม่รู้ และเธอไม่เคยคิดถึงมันมาก่อน
 

ฉันหยุดอ่านมันไปหลายชั่วโมง ความรู้สึกของหลุยส์ซ่าตอนที่ตอบคำถามนั้นของวิล วนเวียนอยู่ในหัวฉันไปหลายวันเลย เพราะตัวฉันเองก็เพิ่งได้ลงมานั่งคิดถึงเป้าหมายที่ฉันอยากจะทำในชีวิตมาสักระยะหนึ่งแล้ว และการที่ฉันได้มีโอกาสเฝ้ามองหลุยส์ซ่าเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตเหมือนกับที่วิลทำผ่านตัวหนังสือ มันยิ่งช่วยย้ำกับฉันว่าสิ่งที่ฉันกำลังทำอยู่มันจะทำให้ฉันมีความสุขกับชีวิตจริงๆ


ฉันรักที่หลุยส์ซ่าก้าวเดินต่อไปด้วยความเข้มแข็ง ถึงแม้ว่าชีวิตที่ไม่มีวิล มันจะไม่ได้ทำให้เธอมีความสุข แต่มันก็ทำให้เธอกล้าเดินออกมาจาก Comfort Zone ของเธอ ได้พบได้ทำอะไรหลายๆอย่าง ฉันเข้าใจความรู้สึกของวิล ที่ต่อให้เขารักหลุยส์ซ่าและอยากอยู่กับเธอแค่ไหน แต่การที่เขาไม่สามารถแม้แต่จะมอบความสุขให้กับคนที่เขารักได้ ในฐานะผู้ชายคนหนึ่งมันเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้จริงๆ ฉันรักที่หนังสือเล่มนี้ทำให้ฉันร้องไห้ออกมาทั้งๆที่มันไม่ใช่ตอนที่ผู้เขียนตั้งใจจะให้คนอ่านร้องไห้ ฉันยังจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่ามันคือตอนไหน แต่อยู่ๆน้ำตาของฉันก็ไหลออกมา


หนังเรื่องนี้กำลังจะเข้าฉายในเดือนมิถุนา เอาจริงๆฉันคิดว่าจะได้ดูมันในวันวาเลนไทน์ซะอีก ฉันคิดแล้วคิดอีกว่าจะอ่านมันก่อนหรือหลังดูหนังดี แต่ตอนนี้ฉันดีใจที่เลือกอ่านมันก่อน และฉันก็ยังตั้งหน้าตั้งตารอจะไปดูหนังเรื่องนี้ แม้จะรู้ว่าออกมาจากโรงหนังฉันจะต้องร้องไห้


ก็ฉันหลงรักมันจริงๆนี่นา
 






* การรับบริการการุณยฆาต สำหรับผู้ป่วยที่ต้องการหลุดพ้นจากความทรมานจากการเจ็บป่วย
** ขอบคุณ ผู้ฝึกเขียนจับฉ่าย ชาว Storylog ท่านหนึ่งผู้ให้นิยามคำนี้ไว้




Image Cr. Wordpress.com - Bibliolioness


SHARE
Written in this book
ผิดคอนเซ็ปต์
ไม่เกี่ยวอะไรกับเพลงเล้ยยยย
Writer
lalajinx
instyle inspirer
Call me Jin! | lalajinx.com

Comments

10Recorder47
5 years ago
เรื่องนี้ไม่พลาดแน่ครับ ติดตามแม่มังกร ><
Reply
lalajinx
5 years ago
อีกไม่กี่อาทิตย์ >__<
PNACNMG
5 years ago
กำลังอ่านอยู่เหมือนกันค่ะ ถึงแม้ว่าอังกฤษจะไม่ค่อยแข็งแรง แต่ก็สามารถรับรู้ถึงความรู้สึกของตัวละคร และมันจะเป็นเรื่องแรกที่สามารถอ่านจนจบ 555
Reply
lalajinx
5 years ago
เราชอบประโยคที่พระเอกชอบพูดมาก
Clark, tell me something good.
Silencewaltz
5 years ago
แปะไว้ก่อน ดูหนังแล้วจะกลับมาอ่านนน
Reply
MiaTopian
5 years ago
ชอบมากเลยค่ะ
Reply
panshita
4 years ago
positive story^^
Reply