โลกซ้อนโลก          ตอน : คนในห้อง

      ฟ้าเมฆครึ้มแผดเสียงดังเป็นจังหวะ หยดหยาดมากมายนับพันนับล้านแทรกตัวฝ่าอากาศลงมากระทบพื้นเนืองนองเป็นแอ่งน้ำขัง พื้นถนนขรุขระยิ่งทำให้มีแอ่งมากมายกระจัดกระจายเป็นจุดเล็กจุดใหญ่ ในช่วงเวลาเช่นนี้สิ่งมีชีวิตต่างหลบเร้นหาที่คุ้มกาย นกกระจอกฝูงหนึ่งบินกลับรังทางทิศใต้ไปนานแล้ว กลุ่มเด็กชายที่เคยเล่นบอลอยู่บนถนนเส้นนี้ก็กลับบ้านช่องไปหมดแล้ว แม่ค้าขายก๋วยเตี๋ยวรีบยันรถเข็นไปเก็บไว้ใต้หลังคาสังกะสี ก่อนหอบหิ้ววัตถุดิบข้าวของพะรุงพะรังไปหลังบ้าน ตอนนี้ซอย"แจ่มบุตร" แทบกลายเป็นซอยร้างไร้ผู้คน คงมีแต่เพียงร่มดำคันหนึ่งที่กางอยู่อย่างมั่นคง มีเพียงบุคคลข้างใต้ที่ดำเนินเดินต่อไป ร่มเองก็จำต้องตามติดไปทั้งอย่างนั้น เงาร่มขับเคลื่อนไปเบื้องหน้าจากต้นซอยไปถึงท้ายซอยจึงหยุดลง สิ่งปลูกสร้างสูง 8 ชั้นยาวขนานกับซอยไปราว 70 เมตรตั้งตระหง่านอยู่หลังม่านฝน ร่มดำก็หายลับเข้าไปใต้อาคารนั้นเอง

      SINGLE APARTMENT เป็นชื่อของมัน และดูเหมือนคนใต้ร่มจะมีธุระกับที่นี่ ชายผิวคล้ำเคร่งขรึมในเครื่องแบบ รปภ.สีกรมท่าเดินเข้ามารับหน้า แต่เพียงชั่วขณะสีหน้าของเขาก็กลับกลายเป็นเกรงใจยิ่งพลางเชื้อเชิญคนถือร่มเข้าไปพบเจ้าของอะพาร์ตเมนต์ และแล้วร่มดำก็หุบลง
      บนชั้นที่สี่ของอะพาร์ตเมนต์ไม่มีแขกหน้าใหม่มานานแล้ว กระนั้น ห้องพักยี่สิบห้องก็ไม่เคยถูกเติมให้เต็ม ห้องไหนว่างอย่างไรก็ยังว่างอยู่อย่างนั้น คล้ายกับความว่างเปล่าคือผู้เหย้าที่จะคงอยู่ในห้องนั้นไปตลอดกาล แต่มาบัดนี้ห้องหมายเลข 4-20 ได้ถูกเติมเต็มแล้ว
      "เอพิณ"นั่งอยู่บนโซฟาหนังสีแดงที่ถูกจัดวางอยู่บนทางเดิน ผมยาวสีครีมที่ถูกย้อมคล้ายทุ่งดอกหญ้าท้าแสงแดดจ้า ผิวเนียนสีเหลืองแทนบ่งบอกว่าเธอมีกิจวัตรส่วนใหญ่ภายใต้แสงอาทิตย์ เธอสวมกระโปรงสีดำเข้ากับเสื้อยืดแขนยาวลายขวางขาวดำราวกับทางม้าลาย ทางม้าลายมีคนเหยียบย่ำผ่านไป แต่เอพิณไม่เคยยอมให้ใครทำเช่นนั้นกับเธอ เพียงมองแววตาที่ดูแน่วแน่ จมูกที่เชิดขึ้นราวกับจะดื้อรั้นต่อแรงโน้มถ่วงก็ไม่มีใครกล้าดูแคลนเธออีก ยังไม่นับริมฝีปากบางเฉียบเป็นเส้นตรงคล้ายไม่อาจมีสิ่งใดมาเบนเบือน
      ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่เธอมักใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ตามทางเดินนี้ ทางเดินหินอ่อนผิวด้านสาดประกายขาวนวลชวนให้แสบตา ความจริงประกายแสงไม่ได้มาจากหินอ่อนแต่มาจากวัสดุโปร่งใสที่เชื้อเชิญแดดตะวันออกให้เข้ามา ผนังทางเดินด้านนั้นถึงกับเป็นกระจกเกือบทั้งหมด!
      "ห้อง 4-20 มีคนแล้ว" เสียงทุ้มฟังดูแกร่งกร้าวเอ่ยขึ้นกับเอพิณ เธอพลันเบือนหน้าจากผนังกระจกไปมองอีกฝ่าย
       ชายวัยกลางคนร่างสูงยืนอยู่ตรงนั้นหันด้านข้างให้กับเธอ เอพิณเริ่มมองไล่ตั้งแต่เท้าจรดหัวชายผู้นั้น แววตาของเธอก็ทอแววเบื่อหน่ายขึ้นมา
      'คนคนนี้ไม่เคยนึกเบื่อตัวเองเลย?' จะเกิดคำถามในใจเธอทุกครั้งที่ทั้งสองพบพานกัน ด้วยทุกครั้งที่เขาปรากฏตัวมักอยู่ในแบบฟอร์มเสื้อเชิ้ตลายสก๊อต-กางเกงยีนส์สีน้ำเงิน ในมือคีบบุหรี่มวนหนึ่ง สีขาวของควันบุหรี่ก็คล้ายลอยไปเกาะบนเส้นผมกลายเป็นผมหงอกประปราย แต่ที่น่าอนาถใจที่สุดยังคงเป็นรองเท้าแตะคู่นั้น ยามใดที่พวกมันเหยียบย่ำลงบนพื้นหินอ่อนมักทำให้เธอรู้สึกว่าทางเดินกว้างเกือบสามเมตรนี้คล้ายแคบลงเหลือไม่ถึงเมตรหนึ่ง นัยน์ตาเธอคล้ายถูกอำนาจบางอย่างจากรองเท้าดึงดูดไว้ไม่อาจสอดส่ายไปทิศทางอื่นได้
      "ฉันรู้มาแล้ว คุณคงลืมไปว่าฉันอยู่ห้อง 4-19" เอพิณกล่าว สายตายังไม่อาจละจากรองเท้านั่น
      "คุณเคยพบหน้าคนในห้องหรือยัง?" ชายวัยกลางคนถามต่อ ดูเหมือนเขาไม่จริงจังกับคำพูดที่คล้ายอวดดีของหญิงสาว
      "ต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องน่าแปลก นี่ก็หนึ่งสัปดาห์แล้วตั้งแต่คนคนนี้ย้ายเข้ามา แต่ฉันไม่เคยพบเขาเลย" เอพิณกล่าว น้ำเสียงคล้ายอับจนปัญญา
      กับเรื่องที่เธอรู้ เธอมักอวดดีไม่เกรงใจใคร แต่กับเรื่องที่เธอไม่รู้ หญิงสาวไม่เคยบิดเบือนความเขลาของตัวเองมาก่อน บุคคลิกที่ดูกลับไปกลับมานี้ทำให้น้อยคนนักจะเข้าถึงจิตใจเธอ น้อยคนนักจะกล้าเข้ามาสนทนากับเธอ แต่ชายกลางคนผู้นี้กลับแตกต่างออกไป ดูเหมือนเขาจะชอบสนทนากับเอพิณเป็นอย่างยิ่งแม้ว่าหัวข้อที่จะถกกันไม่ค่อยมีมากนัก
      "บางทีคุณอาจได้เจอเขาแล้วเพียงแต่คุณไม่รู้ว่าเขาคือใครหรืออยู่ห้องไหน"
      เมื่อได้ยินคำพูดนี้ เอพิณถึงกับยิ้มออกมาอย่างอดไม่ได้ เป็นรอยยิ้มที่ทะนงถือดีและชวนมองอะไรเช่นนั้น
      "คุณยังไม่รู้อีกหรือ ว่าวันวันหนึ่งฉันทำอะไรบ้าง" หญิงสาวกล่าวให้ได้คิด
      "ผมคงไม่บังอาจเข้าไปก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวของคุณขนาดนั้น"
      หญิงสาวคล้ายเพิ่งรู้สึกตัวว่ากล่าวมากไปพลันรวบรวมเรี่ยวแรงเบือนหน้าไปทางผนังกระจกอีกครั้ง ใบหน้าในกระจกมีเลือดฝาดขึ้นที่แก้มทั้งสอง เธอรีบอธิบาย
      "ฉันจะบอกว่าฉันมักใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่บนทางเดินนี้"
      "อา ผมเชื่อคุณ ทุกครั้งที่ผมก้าวมาตามทางเดินจำต้องเห็นคุณทุกที"
      "ไม่ใช่แค่คุณหรอก ยังมีป้าวีณาที่ห้อง 4-04 ครอบครัวชาวจีนที่ห้อง 4-15 กับห้อง 4-14 เฒ่าขายบุหรี่ข้างห้องของคุณ ยังมี..."
      "ผมเข้าใจที่คุณจะบอกแล้ว" ชายวัยกลางคนขัดขึ้นมา เอพิณยิ้มราวกับผู้มีชัย
      "แต่ว่า ตัวคุณเองก็คงไม่สามารถนั่งอยู่ตรงนี้ได้ตลอดไปกระมัง ?"
      เมื่อได้ยินคำ"ตลอดไป" เธอพลันเห็นแผนการบางอย่าง เธอตัดสินใจแล้วว่าจะไม่ให้คนใดในช่วงชั้นนี้เล็ดรอดสายตาเธอไปได้ ไม่แม้แต่คนในห้อง 4-20
      "ใจจริงผมก็อยากอยู่เป็นเพื่อนคุณต่อนะ แต่พอดีผมมีเรื่องต้องสะสาง ถ้าคุณไม่ว่าอะไร..."
      "รอเดี๋ยวคุณวรา" เธอหยุดเขาไว้ก่อน
      เอพิณรีบฉีกกระดาษจากสมุดโน้ตเล่มเล็กๆที่เธอนำติดมา ขีดเขียนบางอย่างลงไป ก่อนยื่นให้ชายวัยกลางคนนามวรา เขารับมันมาอ่านดูพลางขมวดคิ้ว
      "คุณไม่อยากรู้จักเพื่อนบ้านใหม่ ?" เธอกำลังพยายามกระตุ้นต่อมสงสัยของวรา
      "ไม่อยากรู้เหรอว่าเขาทำอะไร ทำไมต้องมาอยู่ที่นี่ หรือคุณไม่กลัวเขาเป็นบุคคลอันตราย ?"
      "บอกตามตรงผมว่ามันไม่ใช่เรื่องที่ผมจำเป็นต้องไปใส่ใจเลย" แม้รู้ว่าคำตอบนี้อาจทำร้ายความรู้สึกหญิงสาว แต่วราก็ไม่อยากให้เธอแส่หาเรื่องใส่ตัว ความอยากรู้อยากเห็นและทำอะไรตามใจชอบเป็นนิสัยที่วราอยากดามดัดตลอดมาตั้งแต่ได้เสวนากับเธอครั้งแรก แต่อีกใจหนึ่งเขาเองก็พอใจที่เธอเป็นเช่นนั้น ความขัดแย้งในใจวราทำให้ทั้งสองมีความเห็นไม่ตรงกันในหลายๆเรื่อง แต่ที่แย่ที่สุดคือไม่ว่าเอพิณจะคิดทำอะไรไม่เข้าท่า เธอก็ดูเหมือนจะมีเหตุผลอันเข้าท่ามารองรับเสมอ
      "เพราะแบบนี้เองที่นี่จึงได้เงียบเหงาอยู่ทุกวัน คุณมองออกไปนอกหน้าต่างสิ แล้วบอกฉันมาว่าเห็นอะไร" หญิงสาวยังไม่ลดละ
      วราแทบลืมไปแล้วว่าตัวเองมีธุระต้องไปกระทำ เขาดับบุหรี่ที่ใกล้หมดมวนพลางมองตามคำสั่งหญิงสาว เป็นภาพทิวทัศน์ที่คุ้นเคยแต่นับเป็นครั้งแรกที่เขามองมันอย่างตั้งใจ
      สิ่งแรกที่เห็นคือบ่อขุดขนาดใหญ่ สีเขียวของตะไคร่ทำให้ไม่อาจมองเห็นก้นบ่อ ที่ล้อมริมบ่อเป็นทิวสนสูงประมาณตึกห้าหกชั้นเรียงรายอยู่สิบกว่าต้น คล้ายเป็นกำแพงที่มอบสิทธิความเป็นเจ้าของบ่อแก่คนในอะพาร์ตเมนต์แห่งนี้
      "คุณไม่เคยสงสัยหรือว่าทำไมผนังนี่ต้องเป็นกระจก ?"
      "จะว่าไปตอนนี้ผมไม่สงสัยอีกแล้ว"วราได้แต่คล้อยตาม
      "ฉันเองก็ไม่ได้รู้เรื่องอาคารอะไรมากมาย แต่มันจะไม่เป็นการดีกว่าหรือ ถ้าเจ้าของที่นี่สร้างห้องไว้สองฝั่ง ?"
      "บางทีที่ดินคุณชงอาจไม่ได้มากมายขนาดนั้น"
      "ก็อาจใช่ แต่แทนที่จะเอาห้องพักมาไว้ทิศตะวันออก ทำไมต้องให้มันไปรับแดดอยู่อีกด้านหนึ่ง กลับกัน ทำไมต้องให้ทางเดินซึ่งคนไม่น่าจะมาใช้อยู่ฝั่งที่วิวดีแดดไม่ร้อน อีกทั้งทำทางเดินไว้ซะกว้างขวางโออ่า หนำซ้ำยังวางโซฟาหลายตัวไว้ตามทางแบบนี้ ?" หญิงสาวรัวคำถาม
      "ผมเองก็ไม่ทราบจะตอบอย่างไร รู้แค่ว่าผ้าที่ผมตากแห้งเร็วยิ่ง ความจริงในห้องก็ไม่นับว่าร้อนอะไรเพราะระเบียงยาวตลอดหน้ากว้างของห้อง อีกอย่างผมก็ชอบทางเดินกว้างๆนี่เพราะ..."
      "เพราะมันทำให้คุณมีที่สูบบุหรี่โดยไม่ต้องไปทำกลิ่นเหม็นให้ระเบียงห้องข้างๆ ถูกไหม ?"
      "ถ้าทั้งหมดนี่เป็นสิ่งที่คุณชงคิด ก็นับว่าเขาคิดเผื่อพวกเราไว้มากจริงๆ แต่ในฐานะผู้ลงทุนเขาก็อาการหนักชนิดต้องปรึกษาจิตแพทย์"
      "น่าเสียดายที่คุณชงเหมือนจะลืมเรื่องหนึ่ง" เธอพูดพร้อมทั้งหันมามองวราด้วยใบหน้าที่แสนงอน "เขาคงลืมไปว่ามีคนแบบคุณและคนห้อง 4-20 มากเกินไป ความจริงเขาอาจไม่ต้องเสียสตางค์สร้างทางเดินกว้างขนาดนี้ ถ้ารู้ว่าสุดท้ายแล้วจะไม่มีคนมาใช้"
      "ความจริงผมว่าเรื่องแบบนี้ทุกคนมีสิทธิ์เลือก อะพาร์ตเมนต์นี้อาจถูกสร้างโดยวาดภาพวิถีชีวิตที่ต่างออกไป แต่ผมก็คิดว่าอาคารอาจต้องปรับตัวตามผู้ใช้งานเช่นกัน" แม้จะให้เหตุผล แต่ใจวราก็รู้สึกว่าอะพาร์ตเมนต์นี้เป็นที่ที่พิเศษยิ่ง
      "เถียงเรื่องนี้ไปวันนี้ก็ไม่จบ และดูเหมือนเราจะหลุดประเด็นที่คุยกันในตอนแรกมาไกลแล้ว ตกลงคุณจะเอาด้วยไหม ?"
      วราก็คล้ายลืมไปแล้วว่าเรื่องทางเดินเอย ระเบียงห้องเอย ทิศตะวันตก-ตะวันออกเอย ทั้งหมดเป็นเพียงการอ้างเหตุผลให้เขาร่วมมือกับเธอ เขาพลันอดไม่ได้้ต้องหัวเราะเสียงลั่นออกมา เขาแพ้เธอแล้ว แพ้อย่างยินยอม แพ้อย่างไร้ข้อกังขา หญิงสาวก็หัวเราะออกมาเช่นกัน

      ข้างนอกมืดแต่ข้างในยังสว่าง ฉันนั่งอยู่บนพื้นหญ้าใต้ต้นสนเหม่อมองไปบนผิวน้ำด้วยใจวุ่นวายกลายเป็นความว่างเปล่า เงาสะท้อนของ SINGLE APARTMENT ที่ทาบทับบนกระเพื่อมไหว ทำให้ที่นี่ดูไม่อ้างว้างจนเกินไป แม้ตอนนี้จะอยู่ตัวคนเดียวก็ไม่ทำให้รู้สึกเปล่าเปลี่ยวใดๆ
      ในความสงบนิ่งสีดำมืดมักทำให้ฉันรู้สึกปลอดภัย ตั้งแต่วันที่ฉันกลับไปที่บ้านแล้วได้รู้ว่าไม่เหลือใครรออยู่ ฉันก็คล้ายจมลงไปในบ่อโคลนมืดมิด เมื่อปีนป่ายขึ้นมาได้ก็พบว่าตัวเองกลายเป็นสีดำจนไม่อาจแยกแยะว่าส่วนไหนเป็นดวงตา ส่วนไหนเป็นจมูก ส่วนไหนเป็นคิ้ว หู
ฉันเหมือนทำตัวเองหายไปในโคลนสีดำนั่น      ฉันพยายามชะล้างมันออกด้วยทุกวิถีทาง แต่...แม้เอาน้ำแร่แสนบริสุทธิ์จากทั้งโลกมาสาดรด ตัวฉันเองก็ไม่มั่นใจว่าคราบสกปรกนี่จะลบเลือนไปได้

      ตอนนี้ฉันกลายเป็นหนึ่งเดียวกับมันไปแล้ว แม้จะนึกสมเพชตัวเองที่กลับกลายเป็นเพื่อนสนิทของสิ่งที่ชิงชังที่สุด แต่ฉันจะทำอย่างไรได้ ทุกวันเพียงกรีดร้องในใจ ใช้ชีวิตตรงข้ามกับคนส่วนใหญ่ด้วยส่วนลึกของหัวใจที่อับอาย กลางวันฉันนอนซมอยู่บนเตียงโดยไม่ได้ขยับเขยื้อน เพียงเปิดวิทยุทิ้งไว้ กลางคืนออกมาทำงานจนถึงตีสามค่อยกลับไปนอนอีก วนเวียนแบบนี้ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไร
      ถึงแม้ว่ากับคนกลางคืนฉันจะมีตัวตน แต่กับคนกลางวันฉันยังมีอยู่สำหรับพวกเขา ? บางครั้งฉันคิด ความจริงโลกมีสองโลก เพียงแต่มันทับซ้อนกันอยู่แค่นั้น
โลกของกลางคืนกับกลางวัน      วันนี้ก็ครบสัปดาห์หนึ่งแล้วที่ฉันอยู่ที่นี่ แต่ฉันก็ยังไม่รู้จักใครเลยนอกจากเพื่อนร่วมงาน ฉันจะมีเพื่อนจริงๆได้ไหม ? และจะรู้จักคนจากโลกกลางวันได้ไหม ?
      ลมมาแล้ว มันพัดผ่านตัวฉันไปยังบ่อสีเขียวมรกต สายตาฉันเคลื่อนตามไปทางที่ลมพัด พลันเห็นชายหญิงคู่หนึ่งในเงาสะท้อน เมื่อมองสูงขึ้นไปถึงชั้นสี่ของอาคารก็ได้เห็นตัวจริงของทั้งสอง คนทั้งคู่ดูสนิทสนมกันดี ผู้ชายดูสูงวัยกว่าผู้หญิงอยู่บ้างแต่ทั้งสองดูเข้าขากันอย่างน่าประหลาด แต่เดี๋ยว...นั่นมันชั้นที่ฉันเพิ่งย้ายเข้าไปไม่ใช่หรือ ? ทำไมเราไม่เคยพบหน้ากันเลย อา...เรื่องนี้ความจริงไม่ต้องถามให้เสียเวลา

       ฉันทอดถอนใจออกมา แต่ยังคงจับจ้องไปที่สองคนนั้น พวกเขาคุยอะไรกันอยู่ เป็นเรื่องของฉันก็คงดี
      "มาคนเดียว ?" เสียงแหบแห้งดังมาจากข้างหลัง
      "คุณเป็นใคร ?" ฉันกล่าวพร้อมหันไปมอง แต่ไม่พบเห็นใครหรืออะไรนอกจากความมืดมิด
      "เสียมารยาทจริงๆ เธอน่าจะตอบคำถามฉันมาก่อนนะ" เสียงนั้นเริ่มแสดงอำนาจ
      "คนที่หลบซ่อนจากคู่สนทนายังมีหน้าว่าคนอื่นเสียมารยาท ?" ฉันโต้กลับ พยายามข่มความหวาดหวั่นในน้ำเสียงให้ได้มากที่สุด
      "ใครว่าฉันหลบซ่อน ?" เสียงนั้นพูดต่อ "อย่าปฏิเสธว่าเธอไม่เห็นฉัน เราคบหากันมานาน อยู่ด้วยกันทุกเมื่อเชื่อวัน"

      ในวินาทีนั้น ฉันเย็นวาบไปถึงสันหลังเหมือนมีใครเอาของมีคมมาจ่อที่คอหอย ฉันรีบคว้าร่มดำ สิ่งของเพียงหนึ่งเดียวที่ฉันสามารถใช้ป้องกันตัว แต่กับสิ่งที่อยู่เบื้องหน้า ฉันจะมีโอกาสเอาตัวรอดได้หรือไม่ ใครเล่าจะรู้ เมื่อเข้ามาเกี่ยวข้องกับความมืดแล้ว ก็ต้องอยู่กับมันตลอดไป แม้จะคับแค้นใจ แต่จะมีใครช่วยฉันได้ ใครจะเข้าใจสิ่งที่ฉันเผชิญ ?

      เที่ยงคืนสิบนาทีบนทางเดินชั้นสี่ของ SINGLE APARTMENT เงียบจนได้ยินเสียงลมพัดที่นอกหน้าต่าง ลมแรงตีกระจกคล้ายคนบ้าเคาะประตูร้องเรียกให้คนข้างในเปิดรับ ไม่มีใครเปิด เพื่อความปลอดภัย แม่บ้านจะคอยปิดหน้าต่างทุกชั้นตั้งแต่หนึ่งทุ่มและไม่บังควรมีใครฝ่าฝืนกฎกติกานั้น แม้แต่คนติดบุหรี่ก็ไม่เว้น
      วรานั่งอยู่บนโซฟาตรงข้ามกับเอพิณ ในปากยังคาบบุหรี่ที่ไม่ได้จุดมวนหนึ่ง เขาเอามือเท้าคาง มองหน้าของหญิงสาวในเงาสะท้อนของกระจก พอดีกับที่เธอในกระจกก็มองมาที่เขา

      "คุณมองฉันอยู่ ?" เอพิณถามอย่างไม่มีทีท่าเขินอาย
      "ใช่ ผมมองคุณอยู่" วราตอบอย่างรวดเร็วราวกับไม่ใช่เรื่องน่าแปลกอะไร
      "ถ้าคุณจะมอง ทำไมไม่มองมาที่ฉันตรงๆ ?"
      ชายวัยกลางคนเงียบไม่ตอบคำ แต่ใบหน้าได้หันมามองหญิงสาวตรงๆแล้ว ทว่า เธอยังคงมองไปที่หน้าต่างเช่นเดิม
      "คุณกำลังมองอะไรอยู่ ?" วราเป็นฝ่ายถามบ้าง

      "ไม่รู้สิ ความมืดล่ะมั้ง ไม่น่าเชื่อเลยนะที่ 
กระจกบางๆจะกั้นโลกข้างนอกกับข้างในและแบ่งแยกมันได้ชัดเจนขนาดนี้" เธอพูดพลางเอามือสัมผัสพื้นผิวโปร่งใส วรารู้สึกน่าขัน 'จะอย่างไรเสียเธอก็ยังเป็นหญิงสาว ต่อให้มีนิสัยอวดกล้าสักแค่ไหนเรื่องแบบนี้เธอก็คงยากจะพูดตรงๆ'
      "บางครั้งฉันก็อดสงสัยไม่ได้ โลกข้างนอกตอนกลางคืนเป็นอย่างไร รู้แต่เพียงว่ามันต้องไม่ใช่ที่ที่ปลอดภัยเท่าไรนัก"
      "ความจริงมันก็เป็นที่เดียวกันกับที่เราได้เห็น ได้สัมผัสเมื่อตอนกลางวัน" วราออกความเห็น มือทั้งสองเริ่มเก็บเศษบรรจุภัณฑ์ของอาหารที่ซื้อมาตามคำสั่งเอพิณ
      "คุณว่าตอนนี้เจ้าของห้อง 4-20 อยู่ข้างในหรือข้างนอก"
      "ผมได้ยินเสียงจากข้างในห้อง คล้ายเสียงพูดคุยกัน"
      "ใช่ แต่วันนี้ฉันนั่งตรงนี้ทั้งวันตามแผน แถมคุณอุตส่าห์ไปซื้อเสบียงมาให้ ฉันก็ยังไม่เห็นวี่แววใครจากห้องนั้น" หญิงสาวเริ่มท้อใจ เธอเริ่มไม่มั่นใจต่อแผนการนี้สักเท่าไรแล้ว
      เป็นครั้งแรกที่วราเห็นแววเหนื่อยล้าในตาของเธอ ไม่ใช่เรื่องแปลกหากต้องนั่งรอใครหรืออะไรสักอย่างเกือบทั้งวัน แต่ไม่ได้ผลลัพธ์ดังที่หวัง
      "ผมว่าคุณกลับห้องไปนอนได้แล้ว วันนี้เขาคงไม่ออกมา"
      "ฮ่าๆ บางทีในห้องนั้นอาจไม่มีคนตั้งแต่แรก บางทีฉันอาจคิดไปเอง"
      "ถ้าเป็นแบบนั้น คนทั้งชั้นนี้คงคิดไปเองเหมือนกัน"
      "คุณจะบอกว่ามีคนเคยเห็นเขา ?" น้ำเสียงหญิงสาวเริ่มมีความกระตือรือร้นขึ้นมา
      "ยังจำได้ไหม ผมบอกคุณเองว่าห้องนั้นมีคนมาอยู่แล้ว ความจริงคนอื่นก็ได้ยินเสียงจากในห้องเหมือนกัน รปภ.ที่เคยมาตรวจตราที่ชั้นนี้ ยังบอกเลยว่าได้ยินเสียงผู้ชายจากข้างใน เหมือนกำลังพูดคุยโทรศัพท์เสียงดังมาก

      แต่ลุงนิตแกบอกผมว่าแกเคยเห็นผู้หญิงออกมาจากห้องนั้นในคืนหนึ่ง ประมาณสองสามวันก่อนได้มั้ง"
      "บางทีอาจมีคนมากกว่าหนึ่งคนอยู่ในห้อง หรือบางทีอาจเป็นหนุ่มขี้เหงากับแฟนสาวที่มาหาเขาเป็นครั้งคราว"
      "ก็อาจใช่ แต่เอาเป็นว่าเขาคงไม่ใช่บุคคลที่น่ากลัวอะไร เราหลายๆคนก็มีพฤติกรรมแปลกๆไม่ได้ด้อยไปกว่านั้น"
      "แปลก ? ไหนลองยกตัวอย่างมาสักคนซิ"
     วราไม่ได้พูดอะไร เพียงใช้ตามองหญิงสาวแล้วยิ้มที่มุมปาก เอพิณพลันเข้าใจความหมายเธอลุกขึ้นยืนพลางเอ่ย
      "ถ้าจะว่าอย่างนั้น ฉันว่าคุณเองก็แปลกใช่ย่อย มีอย่างที่ไหนใส่เสื้อผ้าแบบเดียวกันทุกครั้งที่เจอ แถมในมือก็ถือไอ้มวนนั่นตลอดเวลา"
      วรารีบลุกขึ้นเช่นกัน มือข้างที่ถือ"ไอ้มวนนั่น"ซุกเข้าไปในกระเป๋ากางเกงอย่างเร่งร้อน หน้าแดงขึ้นมาบ้าง แต่รอยยิ้มที่มุมปากยังไม่จางหาย หนึ่งหญิงหนึ่งชายยืนจ้องหน้ากันอยู่อย่างนั้นเป็นนาน
      4-20 เป็นที่สถิตของคนแบบไหน ทั้งสองคงไม่มีทางล่วงรู้ อย่างน้อยก็ในตอนนี้ แต่ ณ ขณะนี้ พวกเขาทั้งคู่รู้จักกัน ต่อให้อีกฝ่ายดูแปลกประหลาดจนไม่อยากจะเชื่อว่ามีคนแบบนี้อยู่ในโลกทว่า...ทั้งสองรู้แล้วว่าอีกฝ่ายมีอยู่ ความแปลกประหลาดที่เคยคาดคิดก่อนรู้จักกันก็ปราศนาการไปสิ้น หรือบางทีความแปลกประหลาดอาจไม่เคยมีอยู่เลย มีเพียงความคิด การคาดเดาต่างๆนานาที่สร้างคนอีกคน เพราะคนคิดจึงสร้างคน แล้วหากคนผู้หนึ่งไม่เคยถูกคาดคิด ถูกใครฝากฝันคาดหวังให้เป็นอย่างไร คนผู้หนึ่งนั้นยังจะนับว่ามีตัวตนอยู่หรือไม่ ?      "ตกลงคุณจะไปนอนแล้วกระมัง" วรากล่าวส่งท้าย "หวังว่าคุณคงไม่ติดใจเรื่องคนในห้อง 4-20 ผมพอจะไปขอดูเทปบันทึกจากกล้องวงจรปิดของคุณชงได้อยู่"
      "รบกวนคุณเกินไปแล้ว บางทีคงยังไม่ถึงเวลาที่ฉันกับคนคนนั้นจะรู้จักกัน" หญิงสาวเอ่ยทั้งรอยยิ้ม แต่ดวงตาเธอเริ่มสะรึมสะรือแล้ว พูดจบเธอก็เดินกลับไปที่ห้อง ไม่เหลียวกลับมาอีก
วรายังคงยืนส่งเธออยู่ตรงนั้น พลางมองออกไปนอกกระจกใส ความมืดได้กลืนกินเมืองทั้งเมืองไปแล้ว แต่คนในที่สว่างเช่นเขาไม่อาจเห็นมันได้ชัดเจน เงาสะท้อนในที่สว่างยังแจ่มชัดอยู่บนกระจกมากเกินไป

SHARE
Written in this book
Short story
Writer
WindLiu
Walker
In the story

Comments