ฉัน...
"คุณรู้สึกไหม?"
                                                   "รู้สึก?"
"ความเย็นของมัน
  ของหยาดน้ำฝน"
                                   "ก็มีบ้าง เพียงแต่...                                 น่าจะเป็นความเย็นจาก                                     ลมพัดมากกว่า"
"คุณลองเอามือยื่นไป
 นอกศาลาแบบฉันสิ"
                             "ถ้าผมยื่นมือออกไป....
                        ผมคงจะต้องเห็นด้วยกับคุณ

       เป็นอีกครั้งที่ถูกปฏิเสธ คงเพราะใบหน้าที่ดูอัปลักษณ์ของเธอ เสื้อผ้าที่ดูสกปรก ส่งกลิ่นที่ขัดแย้งกับกลิ่นน้ำหอมบนเสื้อผ้าของฝูงชน เธอมีชื่อว่า"ฉัน" เป็นชื่อที่แปลกเพราะเธอเป็นคนอุปโลกน์ชื่อนี้ให้กับตัวเอง ความจริงก็คือไม่มีใครเรียกชื่อของเธอมานานแล้ว นานมากจนวันหนึ่งเธอไม่เห็นความจำเป็นของมันอีก แต่เมื่อเธอเปลี่ยนชื่อกลับพบว่ามีคนพูดคุยกับเธอมากกว่าแต่ก่อนบ้าง ไม่สิ เรียกว่ามีคนพูดถึงเธอมากกว่าแต่ก่อน

           "วันนี้เธอจะไปจ่ายตลาดมั้ย?"
         "ไปสิ วันนี้ฉันมีงานเลี้ยงที่บ้าน"

      ทุกครั้งที่"ฉัน"ได้ยินบทสนทนาทำนองนี้จะทำให้"ฉัน"รู้สึกอิ่มเอมใจยิ่ง คล้ายกับทุกคนรอบตัวเธอต่างเป็นคนรู้จัก บางคนเหมือนรู้ว่าเธอจะทำอะไรก่อนตัวเธอเองเสียอีก บางคนก็เหมือนกำลังโกหกแทนเธอ นึกๆดูทำให้"ฉัน"อดสุขใจจนยิ้มออกมาไม่ได้
เหมือนเราจะกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตพวกเขาไปแล้ว      วันนี้ก็คล้ายเมื่อวาน เมื่อวานคล้ายเมื่อวานซืน และเมื่อวานซืนก็คล้ายวันก่อนเมื่อวานซืนอีก "ฉัน"ยังคงเดินไปเรื่อยๆ ย่ำไปอย่างไร้จุดหมาย แดดร้อนแรงยิ่งนัก แต่"ฉัน"ไม่มีร่ม "ฉัน"ไม่กล้าเดินเข้าไปหลบใต้ร่มอาคารเพราะกลัวโดนขับไล่เหมือนครั้งก่อนๆ โชคดีที่เบื้องหน้ามีต้นประดู่อยู่ต้นหนึ่ง ช่อประดู่สีเหลืองลานตาส่องประกายใต้แสงแดดคล้ายต้อนรับเธอ แต่ประกายจากเบื้องล่างกลับแจ่มจ้าเสียยิ่งกว่า เป็นประกายจากเหรียญมากมายที่กระจัดกระจายใต้ต้นประดู่นั้น มีทั้งเหรียญสิบบาท ห้าบาท และเหรียญบาทอีกกว่ายี่สิบเหรียญ "ฉัน"ดีใจ พลันรีบเก็บเหรียญขึ้นมาจนหมดสิ้นพลางคิดในใจ
ตอนนี้เรามีเหรียญพวกนี้ก็ไปที่นั่นได้แล้ว     "ที่นั่น" คือที่โปรดที่"ฉัน"ชอบไป แม้จะได้ชื่อว่าเป็นที่โปรดแต่ไม่มากครั้งเลยที่"ฉัน"จะได้เข้าไป หากโชคดีเจอเจ้าหน้าที่ใจอ่อน "ฉัน"จะได้เข้าไป หากโชคดีวันไหนได้อาบน้ำซักเสื้อผ้าให้ดูสะอาดขึ้นบ้าง"ฉัน"จะได้เข้าไป วันนี้เธอนับว่าโชคดี
      ที่ชั้นใต้ดินของสถานีรถไฟฟ้า "ฉัน"ยืนรอรถไฟอยู่ ด้วยเงินเหรียญที่เธอเก็บมาได้ เธอสามารถนั่งรถไฟจนสุดสาย เธอมองซ้ายมองขวาลังเลใจไม่รู้จะนั่งรถไฟสายไหน
ขวาร้าย ซ้ายดี

      เธอเลือกไปทางซ้าย บนรถไฟขบวนไปทางซ้าย "ฉัน"ยืนอยู่ ตอนนี้ที่นั่งเต็มแล้วเธอจึงต้องยืน แต่"ฉัน"หาได้ยี่หระไม่ เธอเพียงได้มาที่นี่อีกครั้งก็พอใจแล้ว "ฉัน"ไม่หวังโชคดีกว่านี้อีก
      ทันใดนั้นมีมือข้างหนึ่งมาสะกิดไหล่เธอเบาๆ เธอหันไปมอง เห็นชายร่างสูงคนหนึ่งยืนชี้ให้เธอไปนั่งเก้าอี้ที่ว่างอยู่ "ฉัน"แทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง นับเป็นครั้งแรกในรอบปีที่ฉันไม่ถูกปฏิเสธแต่กลับได้สัมผัสการต้อนรับ! ฉันตัดสินใจไปนั่งลงอย่างว่าง่าย เธอยิ้มให้ชายร่างสูงก่อนเขาจะลงจากขบวนไป
      ผ่านไปพักหนึ่งแล้ว "ฉัน"ยังคงนั่งอยู่ คล้ายกับต้องการรักษาน้ำใจของชายร่างสูงไว้ให้นานที่สุด เสียงระทึกพลันดังขึ้น "ฉัน"หันไปมองที่หน้าจอ โฆษณาภาพยนตร์ที่เพิ่งเข้าฉายในโรงหนังกำลังวาดลวดลายดึงดูดความสนใจของเธอ
      ดวงตาของ"ฉัน"เบิกกว้าง รู้สึกตื่นตาตื่นใจเป็นอย่างมาก แต่แล้วโฆษณาก็จบลง "ฉัน"พลันรู้สึกหดหู่ขึ้นมาจับใจ
      "ไม่สนุกหรอกหนังเรื่องเมื่อครู่"
      มนุษย์ป้าที่นั่งติดกันพลันเอ่ยขึ้น "ฉัน"หันหน้าไปมองอย่างฉงน
      "อะไรนะคะ?" เธอเปล่งเสียงราวกับเด็กน้อย
      "ป้าว่า มันไม่สนุกสักนิด หนูอย่าเสียเวลาไปดูจะดีกว่า ประเดี๋ยวจะเสียดายตังค์"
      ได้ยินเช่นนั้น"ฉัน"ได้แต่คิดในใจ 'ถึงอย่างไรหนูก็ไม่มีตังค์ไปดูหนังระดับนั้นหรอกค่ะ ป้า' พลางยิ้มให้อีกฝ่ายอย่างเขินอาย
      "หนังระดับนั้นอะไรกันเล่า ป้าว่ายังไม่ถึงขั้นมีระดับเลยด้วยซ้ำ เชื่อป้าเถอะ อย่าไปเลย"
      ป้ายังคงย้ำคำเดิม
      "ใช่ครับ เชื่อป้าเขาเถอะพี่สาว ผมกับน้องเพิ่งไปดูมาเมื่อวาน ยังหลับกันในโรงหนังเลย" เด็กชายตัวอวบที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามพลันเสริมขึ้นมา
     "อย่าหาว่าเกินไปล่ะ ต่อให้จ้างตา ตายังไม่ไปดูเลยนังหนู" ชายชราที่นั่งติดกับเด็กชายตัวอวบก็เอ่ยขึ้นมาบ้าง มือไม้แกยังทำท่าทางในขณะออกปาก ดูไปเก้งก้างไม่ค่อยมีแรงอยู่บ้าง
      'หนูว่าคุณตาไม่ไปก็ดีแล้วค่ะ เดี๋ยวร่างกายจะแย่เอา' แม้จะเป็นห่วง แต่กลัวพูดไปเป็นการหยามฝ่ายตรงข้าม "ฉัน"จึงได้แต่คิดในใจ
      "ขอบใจมากที่เป็นห่วง แต่นังหนูอย่าเพิ่งเข้าใจผิด เห็นอย่างนี้แต่ตายังแข่งวิ่งร้อยเมตรชนะเด็กรุ่นหนูมาแล้ว" ชายชราตอบมาหน้าตาเฉย
      ในตอนนั้น"ฉัน"ตื่นตระหนกจนทำอะไรไม่ถูก เธอยังไม่ทันเอ่ยคำใดออกจากปาก แต่ชายชรากลับพูดราวกับล่วงรู้ความคิดขอเธอ
     "หายใจลึกๆ หลับตาลงจะได้ผ่อนคลาย" ป้าข้างเธอกระซิบอย่างอ่อนโยนพลางเอามือมาประทับบนหลังมือ"ฉัน"อย่างนุ่มนวล
      "ป้ารู้ได้อย่างไร...?"
      "รู้ะไรเหรอ?" 
      "ความรู้สึก...ของหนู"
      "...."

      "จะไปยากอะไรเล่า ก็สีหน้านังหนูออกจะชัดขนาดนั้น เขาเรียกว่าอะไรหนอ?" ชายชราพูดแทนมนุษย์ป้า
      "เรียกอวัจนภาษาครับลุง" วัยรุ่นชายใส่หมวกแก๊ปที่ยืนอยู่ติดประตูตอบแทนชายชรา
      บรรยากาศในขบวนรถไฟเริ่มแปลกประหลาดขึ้นทุกที ราวกับทุกคนมีกระแสจิตรับรู้ความนึกคิด ความรู้สึกของกันและกัน "ฉัน"รู้สึกตื่นกลัวระคนสนุกสนาน
      เธอไม่อยากเชื่อว่าเรื่องประหลาดแบบนี้จะเกิดขึ้น ไม่อยากเชื่อว่าตัวเธอจะมีโอกาสได้สัมผัส
เคยได้ยินว่ามนุษย์อย่างเราๆใช้ความสามารถของสมองเพียงแค่สิบเปอร์เซ็นต์ หรือว่านี่จะเป็นความสามารถของอีกเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ที่เหลือ        มืดแล้ว "ฉัน"เดินออกมาจากซุ้มทางเข้าออกสถานีรถไฟ เธอมาถึงสถานีปลายทางแล้วทว่า จิตใจกลับโลดแล่นไปไกลแสนไกล ปาฏิหาริย์บังเกิดขึ้นแล้ววันนี้ รู้สึกชีวิตคล้ายมีความหมายใหม่ๆเพิ่มขึ้นมา ตอนนี้สิ่งที่เธอต้องการทำมากที่สุดคืออุปโลกน์ชื่อใหม่ให้กับตัวเอง เผื่อวันใดได้ลงไปที่นั่นอีกจะได้ให้ทุกคน เรียกขานชื่อใหม่แทนคำ "หนู","นังหนู" หรือ"พี่สาว"
เอาล่ะ ฉันคิดว่าฉันได้ชื่อใหม่แล้ว ต่อแต่นี้ทุกคนต้องเรียกฉันว่า...      ระหว่างที่"ฉัน"กำลังเดินไป คิดสรรค์ชื่อไป เธอพลันรู้สึกหนัก หนักมากอย่างที่ไม่เคยหนักมาก่อน จากนั้นเธอคล้ายชาไปทั้งร่าง ไม่รู้สึกอะไรอีก

       ฝนตกแล้ว ในความมืดมิด"ฉัน"ได้ยินเสียงย่ำเท้ากลางสายฝนมุ่งตรงมาหาเธออย่างรวดเร็ว เสียงดังขึ้นทุกขณะจนมาหยุดอยู่ข้างๆเธอ      ชายหนุ่มยืนอยู่ข้างร่างของ"ฉัน" ถ้อยคำหนึ่งแว่วเข้ามาในจิตสำนึก
คุณรู้สึกไหม ?
      ชายหนุ่มไม่เชื่อสายตาตัวเอง เธอคือผู้หญิงที่เมื่อกลางวันชักชวนให้เขายื่นมือออกไป ทั้งยังพูดจาประหลาดๆเกี่ยวกับความรู้สึกของหยาดน้ำฝน 
      ตอนนี้เธอยังหายใจอยู่ แต่ชายหนุ่มรู้ว่าเธอใกล้จะจากไปแล้ว แม้จะไม่ใช่คนรู้จัก แต่กับคนที่อาการสาหัสเจียนตายทำให้ชายหนุ่มอดไม่ได้ต้องใจอ่อนลง
      "ใช่ครับ อย่างที่คุณบอกเป็นสายฝนที่เย็นจริงๆ" ชายหนุ่มพูดขึ้น นัยน์ตาพร่ามัว  ไม่อาจบอกได้ว่าเป็นคราบน้ำฝนหรือคราบน้ำตา

       หญิงสาวจากไปแล้ว ร่างของเธอก็ถูกนำไปแล้ว ชายหนุ่มยังยืนเหม่ออยู่ตรงนั้นในใจเพียงคำนึงถึงคำพูดที่คล้ายจะคงอยู่ในใจเขาไปตลอดกาลคุณลองเอามือยื่นไปนอกศาลาแบบฉันสิ
      ชายหนุ่มยื่นมือออกไป ไม่รู้ว่าเขาจะสามารถรู้สึกได้แบบเดียวกับหญิงสาวจริงๆหรือเปล่า รู้เพียงตอนนี้ฝนได้หยุดลงแล้ว
เมื่อลองนึกดูอีกครั้ง หากเรายื่นมือออกไปนอก     ศาลาตอนนั้น จะรู้สึกอย่างที่เธอรู้สึกจริงๆ?       ต่อให้สายฝนเย็นอย่างที่เธอว่า มันก็เป็นความรู้สึกของเราเองหาใช่ของเธอไม่ ไม่มีใครรู้สึกอะไรแทนใคร รู้สึกอะไรแบบเดียวกับใครได้หรอก
      ชายหนุ่มคิดได้ในตอนนั้น ทั้งตัวเขาและหญิงสาวอาจบางทีเป็นแค่วิญญาณความรู้สึกที่โดดเดี่ยวในร่างที่ดูคล้ายไม่เดียวดายเท่านั้นเอง
SHARE
Written in this book
Short story
Writer
WindLiu
Walker
In the story

Comments

niji
3 years ago
ฉันๆ เธอๆ ดีจัง เรื่องนี้ 😊😊😊
Reply
WindLiu
3 years ago
ขอบคุณครับ มาคิดๆดูมันก็น่างงเหมือนกัน😂
niji
3 years ago
ดีค่ะ อ่านละใช้สมองดี อิอิ
WindLiu
3 years ago
ขอบคุณอีกครั้งครับ มีข้อแนะนำอะไรบอกมาได้เลยนะครับ ผมยินดีรับฟัง
Reply