ป้องกันตนเอง ด้วยความรู้ทางการเงิน

...

จากประสบการณ์หลายปีของผม ที่ทำงานอยู่ในสถาบันการเงิน
ผมได้เห็นลูกค้าหลายราย ที่ไม่มีความรู้ด้านการเงิน
ทั้งของสถาบันการเงินที่ผมสังกัด และสถาบันการเงินอื่นๆ
 
โดนหลอกขายผลิตภัณฑ์ทางการเงิน
ไม่ว่าจะเป็นหุ้น กองทุนรวม หรือ ประกันชีวิต
จนทำให้พวกเขาเกิดความเสียหายทางการเงิน

...

วันนี้.. ผมจะเขียนเกี่ยวกับเรื่องประกันชีวิตเป็นส่วนใหญ่
เพราะข่าวการหลอกลวงเพื่อขายประกันชีวิต
ของพนักงานธนาคาร หรือ ตัวแทน/นายหน้าประกันชีวิต
ค่อนข้างเป็นประเด็นที่ร้อนแรงพอสมควรในสังคม

ถ้าพูดถึงเรื่องประกันชีวิต คุณต้องรู้ก่อนว่า
ประกันชีวิตมีหลายประเภทหลายแบบ
แต่ที่นิยมขายกันมากที่สุด คือ ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์

ตัวอย่างเช่น

ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ 15 ปี
ชำระเบี้ยประกันภัย 7 ปี

ซึ่งจะได้ผลตอบแทนพอๆกับเงินฝากประจำ
ถ้าถือกรมธรรม์จนครบระยะเวลา 15 ปี

แต่ถ้าทำการเวนคืนเงินสด
(ปิดกรมธรรม์ สิ้นสุดความคุ้มครอง เพื่อรับเงินสดคืน)
คุณจะขาดทุน หากทำการเวนคืนเงินสดก่อนสิ้นปีที่ 12

ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้

ปีที่ 1
- ความคุ้มครองชีวิต +300.0%
- เวนคืนเงินสด ขาดทุน -83.2%
โดยคำนวณจากเบี้ยประกันภัยทั้งหมดที่ชำระแล้ว

ปีที่ 3
- ความคุ้มครองชีวิต +33.3%
- เวนคืนเงินสด ขาดทุน -40.0%
โดยคำนวณจากเบี้ยประกันภัยทั้งหมดที่ชำระแล้ว

ปีที่ 6
- ความคุ้มครองชีวิต +6.7%
- เวนคืนเงินสด ขาดทุน -17.2%
โดยคำนวณจากเบี้ยประกันภัยทั้งหมดที่ชำระแล้ว

ปีที่ 9
- ความคุ้มครองชีวิต +2.9%
- เวนคืนเงินสด ขาดทุน -7.9%
โดยคำนวณจากเบี้ยประกันภัยทั้งหมดที่ชำระแล้ว

ปีที่ 12
- ความคุ้มครองชีวิต +2.9%
- เวนคืนเงินสด กำไร +3.5%
โดยคำนวณจากเบี้ยประกันภัยทั้งหมดที่ชำระแล้ว

ปีที่ 15
- ความคุ้มครองชีวิต +14.3%
- ถือครองกรมธรรม์จนครบอายุสัญญา กำไร +16.0%
โดยคำนวณจากเบี้ยประกันภัยทั้งหมดที่ชำระแล้ว

...

ถึงประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์
จะให้ผลตอบแทนพอๆกับเงินฝากประจำ

แต่ผลิตภัณฑ์ทางการเงินทั้ง 2 อย่างนี้
ล้วนมีข้อดีและข้อด้อยที่แตกต่างกัน

ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์
ข้อดี - มีความคุ้มครองชีวิต
ข้อด้อย - อาจขาดทุนเมื่อถอนก่อนกำหนด

เงินฝากประจำ
ข้อดี - ถอนเมื่อไหร่ก็ได้ โดยไม่ขาดทุน
ข้อด้อย - ไม่มีความคุ้มครองชีวิต

...

ผมมีเหตุการณ์อยู่เรื่องหนึ่ง
ซึ่งเป็นประสบการณ์จริง และอยากเล่าให้คุณฟัง
เพื่อย้ำเตือนให้เห็นว่า.. ทำไมเราจึงควรมี “ความรู้ทางการเงิน”

สมัยที่ผมยังทำงานอยู่ในธนาคารแห่งหนึ่ง
ผมเคยเห็นผู้จัดการธนาคารท่านหนึ่ง
หลอกขายประกันชีวิตให้คุณยายวัย 65 ปี

โดยเสนอขายประกันชีวิตแบบไม่ตรวจสุขภาพ
สะสมทรัพย์ 10 ปี ชำระเบี้ยประกันภัย 5 ปี

(ถึงสุขภาพไม่ดี บริษัทประกันชีวิตก็อนุมัติ
เพราะเป็นแบบประกันที่ความคุ้มครองชีวิต
เท่ากับเบี้ยประกันภัยที่ได้ชำระแล้ว)

ตอนเสนอขาย ผู้จัดการได้อธิบายว่า..
ผลิตภัณฑ์ทางการเงินตัวนี้ คือ เงินออม
ที่ดอกเบี้ยสูงถึง 5% ต่อปี และถอนเมื่อไหร่ก็ได้
ส่วนเรื่องที่ถอนแล้วขาดทุน กลับเงียบไว้ซะนี้
ไม่ยอมบอกคุณยายแม้แต่ครึ่งคำ

ด้วยความที่คุณยายท่านนั้น
เชื่อถือในตำแหน่งหน้าที่การงานของผู้จัดการ
แกเลยนำเงินเก็บเกือบทั้งหมดของแก
เป็นจำนวนหลายแสนบาท มาซื้อประกันชีวิต

พอปีถัดมา คุณยายแกจะมาถอนเงิน
จึงทำให้แกได้รู้ความจริงว่า..

ผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่แกซื้อไปนั้น
มันคือ ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์
ไม่ใช่ เงินฝาก หรือ เงินออม อย่างที่แกเข้าใจ

ถ้าจะถอนในปีแรก ต้องยอมขาดทุนกว่า 80%
แต่ถ้าไม่อยากขาดทุน ต้องส่งเบี้ยประกันภัย
และถือครองกรมธรรม์จนครบกำหนด

ด้วยความที่คุณยายท่านนั้น
ได้นำเงินก้อนสุดท้ายในชีวิต
ซึ่งเป็นเงินที่เก็บไว้กินไว้ใช้ในยามเกษียณ
มาซื้อประกันชีวิตในปีที่แล้วจนหมด

คุณยายจึงจำใจต้องเวนคืนเงินสด
(ในความเข้าใจของคุณยาย คือ ถอนเงิน)
ถึงแม้จะขาดทุนและได้เงินคืนมาไม่กี่บาทก็ตาม

และก่อนออกจากธนาคาร
คุณยายก็บอกกับพนักงานที่ช่องบริการว่า..

"ต่อไปนี้.. หนูคงไม่เจอยายที่ธนาคารอีกแล้ว
ยายคงต้องย้ายไปอยู่กับลูกที่ต่างจังหวัด
เพราะยายไม่เหลือเงินแล้ว ยายคงต้องไปอาศัยลูก"

เหตุการณ์ในวันนั้น
ทำให้ผมเกิดคำถามในใจขึ้นมาว่า..

"แล้วถ้ายายไม่มีลูกล่ะ ยายจะไปอาศัยใคร"

...

เหตุการณ์ในทำนองนี้เกิดขึ้นมากมาย
หลายเคสหลายกรณี ไม่ว่าจะเป็นหุ้นสามัญ
หรือ กองทุนรวม ที่พนักงานขายล้วนเชียร์ให้ซื้อ

โดยบอกแต่ข้อดี แต่เก็บเงียบเรื่องข้อเสีย
นำเสนอเรื่องผลตอบแทน แต่ละเลยเรื่องความเสี่ยง

จนท้ายที่สุด ลูกค้าที่ไม่ค่อยมีความรู้ด้านการเงิน
ทั้งยังได้รับข้อมูลจากนักขายแบบไม่ครบถ้วน
ก็ขาดทุนกันไปคนละหลายบาทหลายสตางค์

ศึกษาเรื่องการเงินไว้บ้างเถอะครับ
เผื่อวันหนึ่งที่คุณเจอนักขายไร้จรรยาบรรณ
จะได้ไม่ถูกหลอกและถูกเอารัดเอาเปรียบ ^_^

...

SHARE

Comments