“คนรวย กับ คนที่ดูรวย ฟุ่มเฟือยแตกต่างกันอย่างไร”

...

คนที่อยู่บ้านหลังใหญ่
ใช้ของแบรนด์เนมราคาแพง
หรือ ขับรถยนต์หรู
อาจจะดูร่ำรวยเหมือนๆกัน

แต่ในความเป็นจริง
ชีวิตของพวกเขาและเธอบางคน
ไม่ได้เป็นดั่งภาพลักษณ์ที่แสดงออกมา

เพราะสังคมทุกวันนี้
ประกอบไปด้วยคนรวย 2 ประเภท
คือ คนรวย กับ คนที่ดูรวย

...

ลักษณะของ "คนที่ดูรวย" คือ

พวกเขามักจะใช้จ่ายเงินส่วนใหญ่ที่หามาได้
ไปกับสิ่งฟุ่มเฟือยต่างๆที่ตนเองพึงพอใจ

โดยไม่ตระหนักเลยว่าทรัพย์สินที่ซื้อมาเหล่านั้น
ล้วนเสื่อมสภาพและมีมูลค่าลดลงตามกาลเวลา

ซึ่งเปรียบเสมือนการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ
คือ ไม่ว่าจะซื้อหรือมีทรัพย์สินมากเท่าไหร่
แต่สุดท้าย ทรัพย์สินเหล่านั้นก็ด้อยค่าลง
จนเราไม่เหลืออะไรอยู่ดี

จึงทำให้คนประเภทนี้ต้องทำงานหนักทั้งชีวิต
เพื่อหาเงินมาตอบสนองรสนิยมอันเลิศหรูของตน

...

อย่างรุ่นน้องของผมคนหนึ่ง
เธอพึ่งเรียนจบและเริ่มทำงานได้เพียงไม่กี่ปี

เธอมีรายได้ทางเดียวจากงานประจำ
และมีเงินเดือนระดับหมื่นกว่าบาท

นิสัยของเธอ คือ มีรสนิยมสูง
ชอบใช้ของแบรนด์เนมราคาแพง
ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า นาฬิกา

และในที่สุดเธอก็ตัดสินใจ
ถอยรถยนต์ราคาหลักล้านออกมาเชยชม
ซึ่งทำให้เธอมีภาระค่าผ่อนชำระ ค่าบำรุงรักษา
และค่านำ้มันรถ รวมกันแล้วมากกว่าเงินเดือน

ถึงแม้เธอจะทำงานมีรายได้เป็นของตนเองแล้ว
แต่เนื่องจากการใช้จ่ายที่เกินตัวมาตลอด
จึงทำให้ต้องขอเงินจากทางบ้านเป็นประจำ

ใช้จ่าย มากกว่า หาได้
ถ้าเป็นชีวิตคนปกติคงต้องล้มละลายไปแล้ว
แต่ยังดีที่เธอมีพ่อแม่คอยช่วยเหลืออยู่ตลอด

แต่เธอจะเคยคิดไหมว่า.. สักวันหนึ่ง

พ่อแม่ของเธอต้องแก่ชรา ต้องเกษียณ
ต้องเจ็บป่วย ต้องไม่มีแรงทำงาน
จนทำให้ไม่มีรายได้มาช่วยเหลือเธอ

ถ้ายังคิดไม่ได้ก่อนที่วันนั้นจะมาถึง
อนาคตที่รอคอยเธออยู่
คงหนีไม่พ้นความลำบาก

...

ส่วนลักษณะของ "คนรวย" คือ

พวกเขามักจะฟุ่มเฟือยแต่น้อย
เมื่อตอนที่ตนเองยังไม่ร่ำรวย

ทั้งยังแบ่งเงินส่วนหนึ่งที่หามาได้
เพื่อไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ
ที่มีแนวโน้มจะสร้างรายได้
และมีมูลค่าเพิ่มขึ้นในอนาคต

ซึ่งการซื้อสินทรัพย์ประเภทนี้
เปรียบเสมือนการให้เงินทำงานแทนเรา
ให้ทรัพย์สินสร้างรายได้แทนแรงกาย

ตัวอย่างเช่น

การลงทุนทำธุรกิจ
ที่สร้างรายได้จากเงินปันผล
และกำไรจากการดำเนินงาน

การลงทุนในหุ้นสามัญ
ที่สร้างรายได้จากเงินปันผล
และกำไรจากราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้น

การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์
ที่สร้างรายได้จากค่าเช่า
และกำไรจากราคาที่ดินที่เพิ่มขึ้น

เป็นต้น

และเมื่อได้รับรายได้หรือกำไรจากการลงทุน
ก็จะนำกลับไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆอีกครั้ง
เพื่อให้ตนเองมีสินทรัพย์และรายได้เพิ่มขึ้น

จนวันหนึ่ง เมื่อสินทรัพย์มีมูลค่ามากพอ
ที่จะสร้างรายได้ก้อนใหญ่อย่างสม่ำเสมอ
พวกเขาถึงจะเริ่มนำรายได้จากสินทรัพย์นั้น
ออกมาใช้จ่ายฟุ่มเฟือย

...

คุณอนุรักษ์ บุญแสวง หรือ คุณโจ
คือหนึ่งในต้นแบบของบุคคลที่รู้จัก
"ใช้เงินทำงาน ใช้ทรัพย์สินสร้างรายได้"

ชีวิตในวัยเด็กของคุณโจค่อนข้างลำบาก
เพราะคุณพ่อเสียชีวิตตั้งแต่คุณโจยังเด็ก
ทำให้คุณแม่ต้องเลี้ยงดูลูกๆทั้ง 4 คนเพียงลำพัง
ด้วยการประกอบอาชีพขายของชำ

คุณโจเริ่มต้นลงทุนในตลาดหลักทรัพย์
ด้วยเงิน 800,000 บาท ที่เก็บออมมาจาก
การทำงานในร้านอาหารที่ต่างประเทศ

และต้องใช้เวลายาวนานถึง 12 ปี
กว่าการลงทุนจะประสบความสำเร็จ

โดยคุณโจสามารถทำให้พอร์ตการลงทุน
หลักแสน เพิ่มขึ้นเป็น หลักร้อยล้าน

ทั้งยังมีรายได้หลักล้าน
จากเงินปันผลในแต่ละปี

แต่ทุกวันนี้

คุณโจยังคงใช้ชีวิตเหมือนคนธรรมดา
ไม่ได้ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยแต่อย่างใด

ถึงแม้จะมีทรัพย์สินเงินทองมากพอ
ให้สามารถใช้จ่ายฟุ่มเฟือยได้ก็ตาม

...

ความแตกต่างระหว่างการปลูก
"ถั่วงอก" กับ "มะม่วง" คือ

ถั่วงอกปลูกง่ายกว่า โตเร็วกว่า
แต่เก็บเกี่ยวผลประโยชน์ได้ครั้งเดียว
และต้องลงทุนลงแรงปลูกใหม่ทุกครั้ง
ที่เราต้องการผลผลิตจากมัน

ส่วนมะม่วงปลูกก็ยากกว่า โตก็ช้ากว่า
แต่ปลูกครั้งเดียวสามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์
ได้นับครั้งไม่ถ้วนเป็นระยะเวลายาวนาน

คนที่ดูรวย มักจะปลูกถั่วงอกเพียงอย่างเดียว
แต่คนรวยนั้น จะปลูกทั้งสองอย่างพร้อมกันครับ

...

หมายเหตุ

บทความนี้เป็นเพียงแค่การนำเสนอแนวคิดและความคิดเห็นส่วนบุคคลเท่านั้น

ซึ่งได้บรรยายถึงทัศนคติของคนบางคนที่ผู้เขียนได้พบเจอ ทั้งที่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัว หรือ พบเห็นผ่านสื่อต่างๆ

ดังนั้น บทความนี้จึงไม่สามารถสะท้อนให้เห็นถึงทัศนคติของคนทุกคนในสังคมได้

และในความเป็นจริงแล้ว ไม่มีทางที่ “คนรวย” หรือ “คนที่ดูรวย” ทุกๆคน จะสามารถมีทัศนคติเหมือนตามที่ได้กล่าวมาข้างต้นได้

...

#Deer_Natthongchai
SHARE

Comments