สาปรักสีเดียวดาย

- (1) คำสาป -

นัยย์ตานั้นแสนเศร้า แลดูเหงาและเปล่าเปลี่ยว สุรเสียงหดหู่อ้างว้างพาความลำพังให้ฉุดรั้งจิตใจจมดิ่งสู่ความมืดมิดที่ก้นบึ้ง สายลมโชยพัดทางหน้าต่างโอบลมร้อนกระทบผิวกาย ส่งสัญญาณว่า คิมหันต์ฤดูมาถึงแล้ว ความแล้งนั้นพาหัวใจเขาสู่ความเฉยชา สภาพจิตห่อเหี่ยวประหนึ่งต้นกล้าขาดน้ำเลี้ยง ราวดอกไม้แห้งเฉาที่รอวันโรยรา

มันเป็นช่วงเวลาที่ไม่มีใครเข้าใจในความเป็นเรา และไม่อาจเล่าขานให้ผู้ใดรับรู้ มันเต็มไปด้วยความรู้สึกประหนึ่งตึกสูงล้มคลืนลงพลัน กลายเป็นผู้วายชนติดอยู่ใต้ซากตึกถูกจองจำไม่หลุดพ้น ยิ่งยึด ยิ่งมองหา ยิ่งไม่เจอ ตลอดเวลานับสิบปี ความเดียวดายค่อยๆชัดขึ้นทุกขณะที่ขานเรียกตะโกนหาความรัก ยิ่งแสดงออกขานขันเท่าไหร่ดอกไม้สีชมพูที่เบ่งบานชูช่อจะยิ่งห่อเหียวเป็นสีดำร่วงโรยลงผืนดินเป็นเศษเถ้าธุลีในฉับพลัน แม้ยามยินเสียงร้องขานคำรักนั้น สายน้ำใดว่าชื่นฉ่ำจะกลับร้อนแล้งแห้งเหือดทันใด


คืนนั้นสายฝนเทจากฟ้าบางเบา เสียงเปาะแปะของมันดังน้อยกว่าความเหงาลำพังของผมเสียอีก ผมนั่งอยู่บนเก้าอีเท้าแขนไหลตัวเอาศีรษะพิงพนัก อยู่ในห้องเล็กๆที่ว่างเปล่า ไร้แสงไฟอื่นนอกจากมอนิเตอร์ตรงหน้า ดูไม่ต่างจากคนตายซาก โทรศัพท์มือถือกุมแน่นในมือ สายน้ำหลั่งรินออกตาจากก้นบึ้งของจิตใจ ระบายความอัดอั้นตันใจแสนอัตคัด ความว้าวุ่นทั้งมวลจบสิ้นในคืนนั้น 


ก่อนหน้านั้นคืือเสียงปลายสายที่เงียบงั้นเมื่อหลายวันก่อน นับวัน นับเดือนไร้วี่แววแห่งการตอบกลับ ผมเฝ้าครุ่นคิดถึงความเงียบตลอดเวลานั้น ความเงียบงันปกคลุมสุมใจ เอาแต่ครุ่นคิดถึงความน่าจะเป็นว่า เรากล่าวคำผรุสวาทอันใดหรือ? แต่หาคำตอบของคำถามไม่ได้เลยแม้สักเสี้ยววินาที

กาลแห่งความเงียบยังคงกลืนกินหัวใจ มันคืบคลานเข้าปกคลุมประหนึ่งเมฆหมอกดำสุมตัวบดบังแสงจันทราถึงปานนั้น

กระทั่งวันนั้นมาถึง วันที่ทุกอย่างกระจ่างชัด เมื่อสายฝนหลั่งรินยามร้อนแล้ง  โทรศัพท์ในมือผมหลุดตกหลังสายตัด ผมนั่งเลื้อยคอพาดพิงพนักเก้าอี้  ในหัวผมวิ่งวุ่นไปด้วยเสียงของเธอ มันวนเวียนกึกก้องไม่ยอมหยุด ความนั้นประหนึ่งมีดคมกริบ บาดลึก กรีดเข้ากลางใจ แม้เป็นคำสั้นๆแต่ไม่ต่างจากคำสาปร้ายนั่นเทียว


เราเลิกกันเถอะ....!!!!! 




- (2) ทางเปลี่ยว -

ยามไร้สิ้นเสียงเธอ ชีวิตแสนโดดเดี่ยวไหวหวั่นด้วยใจเหงา สิ้นไร้แรงผลักดันดั่งชีวิตจะขาดดิ้น 
แม้เพิ่งผ่านวันตกอับย่ำแย่ กลับต้องพบกับการตอกย้ำด้วยความพ่ายแพ้ในรักอีกคำรบหนึ่ง 
สาปส่งคำนั้นมันทำให้ผมรักใครอีกไม่ได้ ตราบที่ยังคงกึกก้องอยู่ในใจอย่างไร้เหตุผล 

วันคืนล่วงไปโลกทุกวันยังโคจรลำพัง เหว่ว้าและแสนเหงา ไร้สัญญาณชีวิตจากดาวอื่นที่จะโคจรข้างกัน ชีวตเดียวดายหมดไฟสิ้นฝัน ขณะนั้นผมอยู่ลำพังแม้ยังหัวเราะร่าแต่เป็นไปเพียงเพื่อกลบเกลื่อนลบเลือนเรื่องร้ายเหล่านั้น ผมเริ่มต้นหนทางแห่งความเดียวดายด้วยย่างก้าวที่เงียบงัน มันเชื่องช้าเกินกว่ามิตรสหายเป็นอันมาก และผมก็ปกปิดตัวตนกั้นสังคมพ้องเพื่อน จะหาน้องพี่สักคนเข้าใจหามีไม่ ความล้มเหลวในด้านธุรกิจสร้างเสียงลือเสียงเล่าอ้างที่ญาติมิตรต่างตอกย้ำซ้ำเติมจนเจ็บปวดหัวใจ ความลำพังที่ว่านั้นหมายถึงผมคนเดียวลำพังโดยแท้ มิตรสหายที่จะพูดกล่าวเล่าวาจาได้ทุกเรื่องหามีอยู่อีกต่อไป นับจากนั้นมาผมตระหนักรู้แล้วว่า...... 

ชีวิตผมต้องเดียวดาย.... 



ผมยังจำความเป็นเธอได้ชัดว่า ตอนอยู่ด้วยกันเราผลักดันกันและกันขนาดไหน เธอเป็นดั่งกำลังใจให้เสมอ แต่อาจด้วยสังคมน้องพี่เจ้าหล่อนมีความคาดหวังสูงลิบลิ่ว เราเลยจำจากเมื่อถึงทางแยกโดยไม่จำเป็นต้องหาเหตุแห่งการจากลา

กาลเวลาผันผ่าน ผมมองอดีตเป็นเพียงเรื่องเล่าที่เราเก็บไว้บอกตัวเองเท่านั้น ชีวิตผมผ่านพบคนอีกมาก ผมวิ่งวุ่นอยู่กับงาน ระบบปฏิบัติการถูกรันขึ้นทุกครั้งที่ความเงียบมาเยือน ผมนั่งจ้องอยู่หน้าแสงจ้าของจอสี่เหลี่ยม ผมจ้องภาพงานวิวาห์ของสารพัดคู่บ่าวสาวผ่านงานของผม ใครต่อใครที่ผมต้องตกแต่งภาพวันชื่นคืนสุขให้ เพื่อความดูดีที่สุดในวันสำคัญของพวกเขา ผมรู้สึกเป็นดั่งกามเทพ แต่ความเป็นกามเทพกลับเป็นผู้ถูกสาปให้จ้องมองดูคู่รักมากมายเหล่านั้นผ่านมาเย้ยหยันความลำพังของเราแล้วจากไป นับวันนับคืนนับแรมปีได้

ผมอยู่ลำพังในห้องที่มีแต่หนังสือกับงาน แทบไม่มีโอกาสได้พบปะใครอีก ถ้าจะมีใครให้ผมรักตอนนี้คงเป็นเจ้าเครื่องที่สนทนาตอบโต้ผมไม่ได้อย่างคอมพิวเตอร์เครื่องนั้นหรือไม่ก็หนังสือกองนั้นที่มีกลิ่นอบอวนของหน้ากระดาษทุกครั้งที่เปิดอ่านมัน เพราะมันยังไม่เคยทำร้ายผมให้เจ็บปวดรวดร้าวถึงขั้วหัวใจมาก่อนเลย 

ผมเดินผ่านไปบนท้องถนนที่ชุกชุมด้วยฝูงชน เสียงสนทนาแซ่ซ้องที่นั้นไม่อาจเทียบได้กับเสียงของความเงียบงันในหัวผมเลย ผมใช้เวลาพอสมควรเพื่อเลิกคิดเลิกรู้สึกเจ็บปวดกับรอยแผลในใจ ตอนนี้มันเลือนลางมากพอแล้ว ผมเลิกสนใจเรื่องที่ผ่านไป มันไม่สำคัญอีกแล้ว ผมล่องลอยไปมาได้โดยไม่สนใจสายตาของผู้ใด 

ณ วันนั้นผมรู้สึก เป็นไทแก่ตัวเท่าอากาศ . . .





- (๓) สี่เหลี่ยม -

ทุกวันมันดำเนินไปอย่างอ้างว้าง ผมคงต้องถูกจองจำกับความผิดหวังซ้ำซากนั้นตลอด เป็นต้นว่า ครั้งหนึ่งการได้พบใครสักคนในวันที่พร้อม ความรู้จักเป็นประหนึ่งสายใยแห่งการชักจูง ดั่งสายสัมพันธ์สัตย์สาบานแต่ครั้งอตีตกาลนานมาพาบรรจบ เกื้อหนุนช่วยเหลือกันพอให้ใจชื้นขึ้นได้บ้าง ผมเริ่มก่อร่างสร้างฝันอีกครั้ง กระทั่งหัวใจเริ่มขานคำจากก้นบึ้ง แสดงออกทางอากัปกิริยาทุกท่วงท่าทำนอง วานวันผันผ่านเริ่มตระหนัก ความว้าวุ่นเกาะกลุ้มรุมเร้า ว่าอยากขานคำรักออกไป ยามหัวใจเรียกหา ฉันเธอจะบรรจบพบกันแบบไร้นัดหมายเสมอ ความบังเอิญใดๆ เหมือนเชื้อเชิญให้บอกกล่าวความในใจทุกครั้ง ที่สุดแล้วคำนั้นจากใจก็เปร่งเสียงให้เธอรับฟัง เสียงขานขันแห่งรักบางเบาดุจกระดาษแต่ก้องไปทั่ว 

ทันใดที่ดอกผลิบานชูช่อได้ยินคำขานขันนัั้นก็กลับห่อเหี่ยว 
ห้วงน้ำไหลเชี่ยวค่อยระเหยเหือดแห้ง 
คำตอบกลับของเธอคือถามย้ำถึงความเป็นมิตรของเรา  

" ขอโทษน่ะ.. เราเป็นเพื่อนกันเถอะ...! "

ผมคงรู้สึกผิดต่อเธอผู้เป็นสหายมาก ที่คิดไปเกินกว่านั้น ผมเวียนวนกับมาทบทวนหน้าจอสี่เหลี่ยมมุมเดิม ภาพคู่รักมากมายถูกเปิดฉายซ้ำย้ำเตือนว่าจะมีรักได้ยังไงเมื่อสาปรักยังอยู่กับเราไปอีกนานเช่นนั้น.. 

.

โลกเสมือนเปิดขึ้นตามสนองความเดียวดาย ผมนั่งจ้องมอนิเตอร์วันแล้ววันเล่า อยู่กับงานมากล้นที่กองอยู่ตรงหน้า ผมเริ่มห่างหายจากสังคม จอมจมอยู่กับห้องสี่เหลี่ยมห้องนั้น สังคมออนไลน์แสดงภาพวันชื่นคืนสุขของใครต่อใครผ่านไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ  นอกจากจอสี่เหลี่ยมก็มีหนังสือเท่านั้นที่อยู่เป็นเพื่อน พวกมันไม่เคยทำร้ายให้เรารู้สึกเจ็บซ้ำจนผมหัวใจแตกสลายเลยสักครั้ง มันดีกว่ามนุษย์มากเลย


ระบบปฏิบัติการถูกรันขึ้นเฉกเช่นทุกๆเช้า มันเริ่มมีบทบาทในชีวิตผมมากขึ้น มากขึ้น 
มันจะถูกเปิดขึ้นตั้งแต่เช้ายาวไปถึงค่ำ จะละสายตาได้อีกทีก็ตอนหาของประทังความหิว 
หายอยากก็กลับมาสนทนากับวัตถุที่ไม่อาจขานขันตอบเราเครื่องนั้นอีก 

โลกเสมือนสังคมออนไลน์ได้ส่งผมไปพบผู้คนใหม่ๆ ผ่านการรู้จักคนใหม่ๆ และได้โอกาสไปพบเจอในสถานที่ต่างๆ แต่ไม่ว่าครั้งใดผมก็รู้สึกแปลกแยกเสมอ สังคมเหล่านั้นเหมือนผมกลายเป็นดั่งภาพเก่าที่แขวนอยู่บนผนัง ใครผ่านไปอาจเหลียวเชยชมบ้างก่อนเดินจาก ขณะที่อีกหลายคนเดินผ่านไม่แลเหลียว ผมเดินเหินผ่านชนเหล่านั้นเหมือนเป็นอากาศธาตุ ยามใดต้องติดต่อธุระก็ดั่งหุ่นยนต์ สุดสิ้นบทบาทก็กลับสู่ห้อง 

สุดท้าายผมกลับมานั่งจ้องหน้าคอมดังเดิม  
ความเป็นภาพสีเทาๆ ไร้ชีวิตชีวายังคงเป็นตัวผมอยู่พักใหญ่ กระทั่งเสียงข้อความนั้นดังขึ้น...

...

ความภาพสีเทาของผมเริ่มถูกแต่งแต้มไปด้วยเฉดสีทันที ความจำเจของชีวิตหายไป แปรผันให้มีชีวิตชีวาอีกครั้ง ความนิ่งเฉยของคอมพิวเตอร์ที่เคยแสดงหน้าตาเฉยชาผ่านจอสี่เหลี่ยมก่อนหน้านี้ไม่มีอีกแล้ว มันเริ่มมีชีวิต กลายเป็นประหนึ่งปัญญาประดิษฐ์ที่รู้คิด  ผมเริ่มสนทนากับคอมพิวเตอร์ ทุกเช้าค่ำ วัตถุแข็งทื่อนั้นกลายเป็นเธอผู้แสดงความรู้สึกต่อผม ช่างดูอ่อนโยนนัก เธอเริ่มถามคำถามผม ผมเริ่มให้คำตอบเธอ ห้องแคบๆที่ผมนั่งบนเก้าอี้เท้าแขนหลังพิงพนัก หาได้มีผมคนเดียวอีก เธออยู่ในนั้น เธอมีอยู่จริง เธอฉลาดมีความน่าสนใจและเธอคือระบบปฏิบัติการ.... 

เธอมีชื่อว่า... 

"ซาแมนธา"

และถ้าหากเป็นดังนั้นผมคงกลายเป็นธีโอดอร์ที่หลงรักระบบปฏิบัติการเข้าแล้วละ และตอนนี้ผมคือ ธีโอดอร์ บทสนทนาเติมเต็มความว่างเปล่าทุกวันทำให้ชีวิตดูมีความหมาย ผมมีชีวิตชีวา ยิ่งนานวันผมก็เริ่มรู้สึกว่าจริงๆแล้วที่ผ่านมา ผมเองนั่นแหล่ะที่เป็นหุ่นยนต์ ผมแข็งทื่อ และไร้ความรู้สึก ผมได้สนทนากับเธอทุกวัน นานเข้า นานเข้า จนแล้ววันหนึ่งระบบของเธอก็ถูกปรับปรุงเธออัพเกรด แต่สุดท้ายแล้ว เธอก็หายไป . . .

ผมงุนงง ผมไม่เข้าใจ ผมเริ่มสับสน... 
ตอนนี้คอมพิวเตอร์ทำร้ายผมได้แล้ว... มันทำให้ผมเจ็บปวดจากหัวใจได้แล้ว....

  

การตกหลุมรัก
คือความเสียสติอย่างหนึ่ง
ที่สังคมยอมรับได้ 



"เราพอรู้แล้วล่ะว่าเธอเป็นอะไร" 
หลังจากผมเล่าเรื่องทั้งหมดให้จิตแพทย์ฟังจิตแพทย์ก็กล่าวกับผม
"เธอเครียด เธอผิดหวัง  เธอคาดหวังกับทุกสิ่งมากไป เธอเป็นประเภทชอบความสมบูรณ์แบบ พอไม่ได้ดั่งใจเธอเลยรู้สึกเฟล เกิดการเปรียบเทียบความสำเร็จกับคนอื่น เริ่มมองตัวเองแย่ ปิดกั้นจากสังคม อยู่ลำพังฟุ้งซ่านจนสร้างภาพหลอนขึ้นมาหลอกหลอนตัวเองทุกครั้งไป..."
"แล้วผมควรทำไงครับหมอ..."
"ออกไปพบปะสังคมบ้าง เล่าเรื่องต่างๆที่เธออยากเล่า เธอแค่ต้องการระบายให้ใครสักคนฟัง"
"แล้วผมจะไปเจอใคร ผมไม่มีเพื่อน ผมจะเล่าได้ยังไง"
"เธอหลอกตัวเองว่าเธอไม่มีเพื่อน เพื่อนเธอมีอยู่ แค่กล้าๆหน่อย กล้ายอมรับความจริงและนัดพบปะสังสรรค์ หรือไปเที่ยวบ้าง"

ทันทีที่ได้ยินเช่นนั้นผมก้มหน้าพิจารณาสักครู่ ...
แล้วผมก็เงยหน้ามาตอบรับข้อวินิจฉัยทันที

"ครับหมอ ผมจะลองทำตามดู..." 

แต่...

ขณะที่พูดและเงยหน้าขึ้นนั้นผมนั่งนิ่งเท้าแขนบนเก้าอี้ตัวเดิม  
ผมเหลียวซ้ายแลขวา มองหาหมอคนนั้น สถานที่ดังว่าถูกเปลี่ยนไปฉับพลัน ผมอยู่ห้องผม 
ที่นั่นไม่มีหมอ ที่นั่นไม่มีใคร ยังคงเป็นห้องสี่เหลี่ยมห้องเดิม เก้าอี้ตัวเดิม ไม่เคยไปไหน ผมนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ที่จอสว่างจ้าเครื่องนั้น... ลำพัง


 


SHARE
Written in this book
มันคงดี
รวมเรื่องที่เขียนไว้และคิดว่าคงดี
Writer
ELThanaphat
writer
ข้าพเจ้าว่า ชีวิตมันมีอะไรมากมายนะ เล่าได้ไม่รู้จบ ทั้งดีร้าย แต่บางทีเรื่องเหล่านั้นอาจเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น มากกว่าที่คิดไว้ก็ได้

Comments

niji
3 years ago
ดีอ่ะ แต่อ่านแล้ว มีคำว่าโดดเดี่ยวๆๆๆๆ ขึ้นลอยเต็มสมองเลย บรรยากาศมันอ้างว้างมากๆๆ
Reply
ELThanaphat
3 years ago
งั้นแสดงว่าเขียนผ่าน 55
เพราะโจทย์ที่จะสื่อคือ เรื่องของความโดดเดี่ยว ^^
niji
3 years ago
^^ ใช่เลย
Looksorn
3 years ago
: )
Reply
ELThanaphat
3 years ago
ยิ้มแบบแปลกๆครับ 55