เมื่อตัดสินใจบวชทดแทนบุญคุณพ่อแม่ 9 วัน ที่วัดป่า
เมื่อตัดสินใจบวชทดแทนบุญคุณพ่อแม่ 9 วัน ที่วัดป่า

     ขอออกตัวก่อนน่ะ อาตมาเขียนจากความรู้สึกจริงๆทั้งก่อนบวช และหลังจากบวช โดยไม่มีการการปรุงแต่งใดๆ คำบางคำอาจใช้ไม่ถูกหลักทางพระพุทธศาสนา ทัศนะคติบางทัศนคติบางอย่างอาจมีคนที่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วย ชอบและไม่ชอบ. ถ้าไม่เห็นด้วยหรือไม่ชอบ อาตมาขอน้อมรับเอง การเขียนนี้ไม่มีใครเกี่ยวข้องทั้งนั้น อาตมาเขียนเพราะอยากเก็บความรู้สึกแบบนี้ไว้ และอยากถ่ายทอดการปฏิบัติตนของพระวัดป่า ให้คนที่ยังไม่รู้ได้รู้เท่านั้น
วันที่เริ่มเขียนอาตมาบวชได้ครบวันที่3 10/02/59

     ก่อนอื่น อาตมาขอเกริ่น อาตมาเป็นคนพื้นเพ อยู่จังหวัดเชียงราย แต่ไปเรียนที่กรุงเทพ ตั้งแต่ ม1 จนถึงปัจจุบัน รวมก็ 16 ปีที่อยู่กรุงเทพ กลับเชียงรายบ้าง ปีนึงก็วัน2วัน แต่ล่าสุดไม่ได้กลับมา4-5ปีล่ะ คือว่าแทบจะจำคำบ้างคำที่เป็นภาษาเหนือไม่ได้เลย แต่สำเนียงอาตมาไม่ได้ลืมน่ะ ยังรู้ว่าพูดเหนืออยู่ ก่อนตัดสินใจบวชก่อน ปกติอาตมาเป็นคนไม่เคยชอบการเข้าวัด ไม่ชอบการไหว้พระ ไม่ชอบการนั่งเบญจาคปฏิดเพราะเจ็บปลายเท้า ไม่นับถือพระสงฆ์เลย อาจเป็นเพราะโลกโซเชียวที่ตีแผ่ด้านลบของพระพุทธศาสนาออกมาให้เห็นอยู่ตลอด รวมถึงอาตมาได้พบได้เห็นกับตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการยืนรอขอให้ใส่บิณทบาตร เห็นพระเอาเงินออกมานับเป็นปึกๆ รวมถึงพฤติกรรมเวลาเห็นพระเดินในห้าง โดยไม่เกรงกลัวการโดนสีกา เหตุทั้งหลายทั้งปวงนี้ เลยทำให้อาตมาไม่อยากบวช แต่ยังไงมันก็เหมือนมีอะไรติดค้าง กับสิ่งที่เรียกว่าขนบประเพณีที่ควรทำ. ปกติการบวชคือเมื่อครบ 21 ปี. แต่นี่ อาตมาอายุได้27ล่ะ เลยคิดว่าน่าจะถึงเวลาล่ะ ที่ต้องบวช
    1เดือนก่อนที่อาตมาตัดสินใจบวช อาตมาก็โทคุยกับโยนพ่อโยมแม่เป็นปกติ และจู่ๆอาตมาก็ได้พูดออกมากับโยมพ่ออาตมาว่า ผมจะบวชเดือนหน้าน่ะพ่อ. ที่บ้านเกิด โยมพ่อ โยมแม่อาตมาก็เห็นดีด้วย แต่อาตมาขอให้โยมพ่อหาวัดที่เป็นวัดป่า ไม่รู้อะไรน่ะที่ทำให้อาตมาอยากบวชวัดป่า อาจเป็นความเชื่อส่วนตัวว่าน่าจะเคร่งกว่าวัดบ้านมั้ง หรืออาตมาเห็นวัดบ้านจนชินตาก็ไม่รู้
    โยมพ่ออาตมาได้หาวัดให้ชื่อวัดป่าเมตตาวราราม หรือวัดห้วยไร่ บวชวันที่8กุมภา สึก17กุมภา รวม9วัน อาตมาบวชนานไม่ได้เพราะลางานได้ไม่นาน ซึ่งตั้งใจว่า ภายใน9วันนี่เเหละจะพยายามรักษาศีลศึกษาพระธรรมวินัยให้ได้มากที่สุด
    วันที่1 8/02/59 วันแรกของการบวช 
       วันแรกของการบวช อาตมาได้บวชที่วัดแถวบ้าน แล้วย้ายมาจำวัดที่วัดป่าเมตตาวนาราม หรือวัดห้วยไร่ เพราะที่วัดห้วยไร่กำลังสร้างวิหารจึงทำให้อาตมาต้องบวชที่วัดแถวบ้านก่อน หลังจากที่บวชเสร็จ อาตมาก็มาจำวัดที่วัดห้วยไร่ ถึงประมาณบ่าย2 ที่วัดป่าเมตตมาวนารามนี้ มีพระอยู่2รูป คือ พระอาจารย์ ดร.นิตินัย ท่านเป็นเจ้าอาวาสที่นี้ ท่านจบด็อกเตอร์และได้หันหลังให้ทางโลก เข้ามาบวชเป็นพระ ซึ่งปกติ อาตมาจะเรียกท่านว่า ครูบา อีกรูป คือ หลวงพี่ตั้ม หรือปกติ อาตมาจะเรียกว่า ตุ้ปี้. ภาษาเหนือแปลว่า หลวงพี่ มาถึงวัด ครูบาก็ได้เทศนาคนที่พาอาตมามาจำวัดเลย เพราะหลายคนเมา เนื่องจากงานเลี้ยงตอนเช้า หลังจากนั้นครูบาได้พาอาตมาขึ้นดอยไปดูเจดีย์ที่กำลังสร้างใหม่ ทางขึ้นยากมาก ลอดถ้ำ ปีนเขากว่าถึงยอดเล่นเอาหอบ ข้างบนอาตมาเจอหลวงพี่ตั้มกำลังทาสีอยู่กับคนงาน3-4คน หลวงพี่ยื่นแปลงให้อาตมาพร้อมพูดว่า ม่ะทาสีเจดีย์นี้ เป็นการรับน้องเลยก็ว่าได้ โอเค ทา ครั้งหนึ่งในชีวิตได้ร่วมสร้างเจดีย์ ถือเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตเลยทีเดียว ประมานบ่าย3 หลวงพี่ตั้มก็บอกให้พระลงเพราะต้องไปกวาดลานวัด ที่นี่กวาดลานวัดทุกๆบ่าย3 ไม่รู้เหมือนกันทุกวัดหรือเปล่าน่ะ หลังกวาดลานวัดถูศาลาเสร็จ หลวงพี่ตั้มก็พาอาตมา มาที่กุฏิ กุฏิอาตมาเป็นกุฎิหลังเล็กเดี่ยวอยู่บนเขา ห้องน้ำอยู่ข้างๆกุฎิ บรรยากาศดีมาก แคบ แต่รู้สึกว่านี่แหละที่อยากได้แต่ประเด็นคือ อาตมาต้องเปลี่ยนชุดหมดทุกอย่าง แม้กระทั่งบาตร เพราะอาตมาใส่มาแบบพระคนละนิกาย ที่นี่วัดป่า ใส่ชุดนี้ไม่ได้น่ะ หลวงพี่ตั้มบอก เอาแล้วไง มีมาชุดเดียว แต่โชคดีที่ได้หลวงพี่ตั้มหาชุดมาให้ เป็นจีวรของพระป่า ซึ่งลึกแอบชอบสีพระวัดป่ามากกว่าน่ะ เอิร์ตโทนดี หลวงพี่ตั้มให้ท่องบวชขอให้จีวร สบง รวมถึงเครื่องใช้อื่นๆ ห้ามนอนฟูกให้นอนเสื่อ ห้ามนอนหมอน ให้เอาผ้าผ้าพับหนุนแทน สูงแค่ครึ่งข้อมือ ตายๆแน่ๆปกติก อาตมาหนุนหมอน2ลูกด้วยซ้ำ หลวงพี่ตั้มสอนอาตมาห่มจีวรแบบพระป่า สอนจนอาตมาปวดแขน พอทุกอย่างเรียบร้อยหลวงพี่ตั้มก็ออกไป ช่วงกำลังปิดประตู หลวงพี่ก็พูดว่า สรงน้ำเสร็จ 6 โมงลงมาทำวัตน์เย็นที่ศาลาน่ะ และห้ามช่วงตัวเองเด็ดขาด เข้าใจน่ะ. ปากสั่นๆและพูดว่า ครับหลวงพี่ ที่สำคัญกางเกงในไม่ใส่ แล้วเช้าล่ะ เห้ออออ....ผู้ชายทุกคนคงรู้ดี อาตมาลงไปทำวัตน์ ครูบาได้โยนหมวกไหมพรมของครูบาให้ ด้วยเป็นคนปากไว เลยพูดว่า มีแล้วครับยู่ที่กุฎิ ไม่ได้เอาลงมา หลวงพ่อตั้มรีบบอกเอาไปเหอะครูบาให้น่ะ เลยกราบท่าน และมานึกทีหลัง นี่แหละของที่เป็นสิริมงคลแก่ชีวิต ครั้งนึงครูบาโยนหมวกไหมพรมของท่านให้ และกะว่าจะขอกลับหลังสึก ได้ไม่ได้เดี่ยววันที่17 หรือวันที่บวชครบ 9วันรู้กันหลังจากทำวัตน์เสร็จ ก็แยกย้ายเข้ากุฎิ อาตมานอนไวมาก นอนตั้งแต่2ทุ่มน่าจะได้เพราะเพลียมาทั้งวัน ช่วงนอนตื่นทั้งคืน ไม่ได้เจอผีหรืออะไรน่ะ.  คือหนาวมากๆๆ จะเปิดโทรศัพท์เชคอุหภูมิกากาศก็ไม่ได้ ที่นี่ไม่มีสัญญานโทรศัพท์เลย อาตมาใช้ทรู  แต่ดีแทคน่าจะมีแอบเห็นหลวงพี่ตั้มเปิดแอฟ ดีแทค ทนนอนหนาวจนถึงเวลา...
      วันที่2.   ร่วมสร้างเจดีย์บนยอดดอย
       อาตมาตื่นตี5 สภาพง่วงสุดๆ เพราะเมื่อคืนแทบไม่ได้นอน หนาวจนจะแข็ง ขนาดใส่ หมวกไหมพรมพระ กับชุดกันหนาวพระเเล้วน่ะ 6โมงออกบิณฑบาตร คืออยากจะบอกว่าเป็นอะไรที่ทรมานมาณมากๆๆๆ เดินเท้าเปล่าบนหินกรวดหินลูกลัง ที่อุณหภูมิน่าจะสัก5องศาได้มั้ง ปกติอยู่กรุงเทพตอนทำงานใส่ถุงเท้าตลอด พอได้มาเดินเลยทรมานมากๆ ถึงมากที่สุด เดินได้ประมาณครึ่งทาง ก็มีญาติโยมมาใส่บาตรหน้าร้านค้า และก็ไม่มีอีกเลยจนถึงวัด โอเค มีแค่ไหน ฉันแค่นั้น อาตมาลืมบอกที่นี่ฉันมื้อเดียว ไม่มีฉันเพล หลังจากฉันเสร็จก็เข้ากุฎิ พร้อมที่จะออกไปสร้างเจดีย์บนยอดดอยอีกวัน ก่อนออกกุฎิ อาตมาเข้าห้องน้ำเพื่อทำกิจ พอเสร็จขณะเปิดประตู เอากรอนออกแล้วเปิดไม่ได้ คือเหมือนมีคนดึงไว้ เเละต้องเป็นคนเเรงมากด้วย เหมือนเป็นการรั้งไม่ให้ออก อาตมาตกใจมาก ดึงก้อไม่ออก คือมันเปิดน่ะ แต่เปิดได้แปปเดียว จะตะโกนเรียกหลวงพี่ตั้งอยู่เเล้ว เพราะกุฎิหลวงพี่อยู่ถัดจากกุฏิอาตมา เลยตัดสินใจเอาว่ะสุดท้ายล่ะ เปิดอีกฝั่ง ทีนี้เปิดเอาประตูเข้ามาบ้าง เปิดออกง่ายมา สรุป อาตมาเปิดผิดฝั่ง. ออกจากห้องน้ำแล้วยังขำตัวเองไม่หาย เสียงหลวงพี่ตั้มตะโกนเรียกพอดีว่าพร้อมน่ะ ไปทำเจดีย์ต่อ เดินขึ้นก้อหอบล้า ขาล้าสุดๆ ยังต้องสาวรอกเอาปูนมาก่อเจดี วันนี้สาวรอกประมานเกือบ20ถัง ได้มั้ง แต่มีคนงานดึงช่วยกันด้วย. ถามว่าเหนื่อยไหม. สุดๆๆ ไม่เคยแบกปูนแบกทรายเลย แต่ถามว่าเป็นไงบ้าง.  คือมันมีความสุข ความภูมิใจ มากจนอยากทำคนเดียวเลยด้วยซ้ำ 555 ล้อเล่นน่ะ ช่วยกันน่ะดีเเล้ว ทำตั้ง8โมงถึงเที่ยง พักช่วงเที่ยงให้คนงานกินข้าว ส่วนอาตมาฉันน้ำเปล่า บ่ายโมงพร้อมลุยอีกรอบ ครั้งนี้มีพี่ช่างกล้องมาจากกรุงเทพขึ้นไปด้วย. สงสารพี่เขามาก แวะพักประมาณ3รอบได้ ทุลักทุเล สุดๆต้องแบกกล้องลอดถ้ำขนาดคนไซส์ s เชื่อว่าคงเป็นการมาเชียงรายที่จดจำได้พอสมควรเลยทีเดียว เหมือนเดิมทำถึงบ่าย3หลวงพี่ชวนลงมากวาดลานวัด ถูกุฎิ เสร็จเเล้ว สรงน้ำ 5โมงครึ่งทำวัดเย็น เพราะสันนี้ต้องไปงานศพหลวงพ่อในตัวตลาด 1ทุ่มพอดีรถมารับ ถึงสักทุ่มครึ่ง2ทุ่มเห็นจะได้ แปลกดีเหมือนกัน นั่งอยู่รวมกับหมู่สงฆ์ ดูพฤติกรรม ดูความแตกต่าง การพูดการคุย มือไม้ตอนพูดตอนคุย. ต่างกับฆารวาสคุยกันพอสมควรน่ะ ความจริงมีอะไรแยะกว่านั้นน่ะ แต่ไม่เอา ไม่พิมพ์ดีกว่า 3ทุ่มกลับวัด ถึง3ทุ่ม45. ถึงกุฎิจำวัดเลย ง่วงมากๆๆ หิวด้วย 
        วันที่ 3 พระวินัย
        เหมือนเดิม ตื่นตี 5 แต่เมื่อคืนดีหน่อย ตื่นมารอบเดียวเพราะหนาวมากๆๆ ลงไปศาลา ตี5 45นาทีพร้อมออกบินฑบาตร วันที่2ของการบิณฑบาตร คงคิดว่าคงชินล่ะมั้งกับถนนลูกลังที่เคลือบไปด้วยเกร็ดน้ำแข็งเห็นจะได้.  ก้าวแรก โอโห้ เข่าแทบทรุด ทรมานสุดๆๆเจ็บเหมือนโดนมีดกรีดที่เท้าซ้ำยังไงอย่างงั้น แต่เอาว่ะ. นี่แหละ ที่ไม่ใช่ไง ที่อยากมา อยากเจอ คำตอบคือ ใช่ ...โอเค ลุย จนถึงวัด มีคนออกมาบิณบาตร3คน ที่ร้านค้า2 ก่อนขึ้นวัด1 แต่ก็โอเคน่ะ. ฉันอยู่ท้องอยู่ หลังจากฉันเสร็จ ก็ล้างบาตร เออลืมบอกไป ที่นี่เอาทุกอย่างที่บิณฑบาตรได้ ใส่บาตร ฉันในบาตรเลย และใช้มือฉัน ห้ามใช้ช้อน วันแรกอาตมาแอบใช้ช้อน แต่ดันมีเสียงช้อนขูดกับบาตร วางช้อนแทบไม่ทัน กลับมาเรื่องล้างบาตรต่อ ขณะล้างบาตหลวงพี่ตั้มก็ได้สอนอาตมาว่า เวลาฉี่นั่งฉี่. เวลาสรงน้ำ นั่งทรงน้ำน่ะ แต่ถ้าไม่รู้ไม่เป็นไร รู้เเล้วก็ทำน่ะ.  ป้าดๆๆๆๆ. รู้ได้ไงว่าอาตมายืนฉี่ ยืนอาบน้ำ.  ยังกับมีตาทิพย์หูทิพย์ ความจริงมีเรื่องที่รู้ได้ไงเนี่ยหลวงพี่ เดี่ยวค่อยเล่า โอเค ต่อ หลวงพี่ก็สอนเรื่องการใส่ของบิณฑบาตร ว่าอย่าใส่เงินลงบาตรมันบาป อย่างนั่งให้พระให้พร พระจะอาบัติ เวลาที่จะให้พรต้องเอาเก้าอี้มาให้พระนั่ง อย่าพยามใส่พวกของดิบ ที่ต้องมาทำ เพราะพระปรุงอาหารไม่ได้ อาตมาเลยถามกลับเเล้วมาม่าล่ะ ปกติเคยใส่มาม่า หลวงพี่บอก ถ้าได้มาม่ามา แล้วมาทำไง ฉันตอนไหน อย่าลืมน่ะว่าเราฉันมื้อเดียว และห้ามฉันของกินเล่นทุกชนิด จะเอามาม่าดิบมากินบนกุฎิหรือไง จะไปต้มมาม่าตอนเพลหรือไง ก็เนอะ. ที่คือไม่รู้เลยว่าตัวเองกำลังทำบาปมาตลอด ถึงจะเป็นบาปแบบไม่ได้ตั้งใจก็เหอะ. หลวงพี่พูดต่อ สิ่งที่ควรบิณฑบาตรมากที่สุดคืออาหารปรุงเสร็จ น้ำเปล่า. หรือบางสิ่งบางอย่างจำเป็นน่ะ อย่างเช่น น้ำเปล่า น้ำยาถูพื้น กระดาษทิชชู่ อันนี้ใช้ทุกวันแต่คนไม่ค่อยมาถวาย แต่อย่างหลังค่อยมาถวายที่วัดน่ะ อย่างให้ตอนบิณฑบาตรเลย มันหนัก หลวงพี่ถามต่อว่า อยู่กรุงเทพเข้าวัดไหม. ตอบแบบไม่ต้องคิดเลย. ไม่ครับ.  ใช่ตัวอาตมาแทบไม่เคยเข้าวัดเลย นอกจากจะมีพวกลอยกระทง อะไรแบบนี้ แบบอยากเข้าวัดวันนี้ไปวัด ไปถวายสังฆทาน อันนี้ไม่เคย หลวงพี่ถามต่อว่า. เเล้วนิกายล่ะ รู้ไหมมีกี่นิกาย เหมือนเดิม อาตมาตอบว่า ไม่รู้ครับ รู้แค่ว่า วัดบ้านกับวัดป่า. แต่ยังไม่รู้ว่าแตกแต่างยังไง รู้แค่ว่าวัดบ้านอยู่ในชุมชน วัดป่าอยู่ในป่า เห้อ....เป็นประโยคเดียวที่ได้ยินเสียงหลวงพี่ตั้ม และพูดต่อว่าวัดบ้านก็อย่างที่เราเห็นนั่นแหละ ส่วนวัดป่าเดียวอยู่ไปก็จะรู้แหละ.  แต่ความจริง 3 วันอาตมาก็รู้สึกเเล้วน่ะ ถึงความแตกต่าง.  อย่างน้อยๆ สิ่งที่อาตมาไม่เคยเห็นเลยคือ พระที่นี่ ไม่จับเงิน ไม่นับเงิน ใส่ตู้อย่างเดียว ที่นี่เวลาได้ปัตใจมา หลวงพี่ตั้มก็บอกว่า หลวงพี่ก็เอาใส่ตู้สร้างวิหาร ซื้ออาหารหมาบ้าง เติมเงินโทรศัพท์บ้าง แต่ไม่บ่อยหรอก. ที่นี่เราไม่ได้ใช้อะไรมาก เอามาสร้างวิหารดีกว่า.  หลังจากล้างบาตร คุยกับหลวงพี่ตั้มเสร็จก็แยกย้ายเข้ากุฎิ วันนี้ไม่มีขึ้นเขา หลวงพี่ให้พัก. อีกอย่างตอนนี้เสร็จไปแล้ว3 องค์เจดีย์. อาทิตย์หน้าค่อยต่ออีก2 เป็น และบอกว่า ปกติเเล้ววัดป่าพอเข้ากุฎิแล้ว ก็ต้อง สวดมนต์ นั่งสมาธิ เดินจงกลม อ่านหนังสือธรรมะ และแต่สงฆ์ ท่านไหนชอบแบบไหน แต่พออาตมาหัวถึงผ้าที่พับทำเป็นไว้หนุน ก็หลับเลย ไม่รู้เพราะง่วงหรือ บรรยากาศดีน่ะ. แต่น่าจะเป็นเพราะบรรยากาศ เพราะว่า ดีมากๆๆๆๆๆๆ ......ตื่นมาเที่ยง แล้วก็มานั่งยู่กับตัวเอง คือมันดีจริงๆน่ะ มันเงียบจนได้ยินเเต่เสียงแมลง เสียงลมสีกับใบไม้ เสียงน้ำตกเล็กๆที่ทางวัดสร้างขึ้น ทำให้ได้คิด ว่าที่ผ่านมาเราได้ทำอะไร อะไรดี อะไรเลว บางทีเราทำงานหนักจนไม่มีเวลาอยู่กับตัวเอง ไม่มีเวลาได้มองตัวเอง ไม่เคยฟังความคิดจริงๆของตัวเองเลย อาตมาเลยคิดว่าอยากเก็บความรู้สึกแบบนี้ ไม่อยากลืม.  จึงได้พิมลงบนไอแพดที่พกติดตัวมา และใช้อะไรไม่ได้นอกจากพิมพ์ เพราะไม่มีเนต บ่าย3ตามเคยอาตมาก็ได้ลงไปกวาดลานวัด เสร็จก็กลับมากุฎิเพื่อสงฆ์น้ำเหมือนเคย ก่อนสงฆ์น้ำอาตมานึกในใจ อยากได้ชุดห่มกันหนาวมาเปลี่ยนอีกสักผืน เพราะผืนนี้เริ่มมีกลิ่นล่ะ แต่ก็ไม่อยากเรื่องมากอะไรเพราะที่นุ่งอยู่นี่ก็รบกวนครูบากับหลวงพี่ตั้มมากพอล่ะ พอสรงน้ำเสร็จ สักพัก ก็ได้ยินเสียงหลวงพี่ตั้มเรียก ตุ้ปอ ตุ้ปอ. เออะ.  เอาอั้นนี้ไปใส่จะได้มีเปลี่ยน.  เห้ย.....รู้ได้ไงฟร่ะ ชัวส์แน่ๆ หลวงพี่ตั้มต้องมีหูทิพย์ตาทิพย์แน่ๆเลย อันนี้ อาตมานึกเองขำๆน่ะ.  ถึงเวลา6โมงแล้วอาตมาเตรียมตัวเพื่อจะทำวัตรเย็น แต่พอดีเห็นมีญาติโยมอยู่ในศาลาเลยไม่ได้ลงไปจนมีคนมาเรียก นิมนต์มาทำวัตน์. โครตรู้สึกผิด เหมือนเขารออาตมาลงมาทำวัตน์อยู่รูปเดียว ทำวัตน์เสร็จมีป้าดามาคุยกับครูบา ป้าดาคือแม่ครัวที่สละเวลามาทำอาหารให้ที่วัด ป้าดานอนที่วัดเลย ความจริงอาตมาเห็นป้าดาตั้งแต่เด็กๆล่ะ เพราะป้าดาขายน้ำเงี้ยวหน้าบ้านอาตมา น้ำเงี้ยวป้าดาอร่อยมาก ใครได้ไปเชียงรายต้องไปชิมน่ะ อยู่หลัง อบต เมืองพาน เเถววัดหนองบัว 555 แอบโปรโมตเล็กน้อย ต่อครับโยม เพื่อไม่ให้เป็นการเสียมารยาท อาตมาเลยเดินออกจากศาลา. แต่กำลังจะเดินออก ครูบาถามว่า เมื่อคืนนอนเป็นยังไงบ้าง อาตมางงมาก ครูบาคุยกับป้าดายู่ ทำไมถึงตัดบทเรียกอาตมา อาตมาก็เลยเข้ามานั่งที่เดิมคุยด้วย สักพักหลวงพี่ตั้มก็มากระซิบว่า รู้ไหมทำไมเราต้องอยู่ เพราะป้าดาเป็น ผู้หญิง ทุกครั้งที่คุยกับสีกา ต้องมีผู้ชายอยู่ด้วย คืออาตมารู้น่ะ ครูบาบอกตั้งแต่วันเเรกล่ะ แต่อาตมาลืมปกติผู้ใหญ่คุยกันเราต้องออกนี่หน่า55 หลังจากครูบาคุยกับป้าดาเสร็จ ครูบาก็บ่นงึมงึมๆ เรื่องใช้โทรศัพท์ ไม่เปน มีคนมาถวายก็อใช้ ไม่เป็น นั่งเครื่องก็ปิดเครื่องไม่เป็น ต้องใช้วิธีปิดเสียงแทน แล้วแอบใส่ย่ามไว้. อาตมาเลยอาสาสอนให้ สอนการใช้งานเบื้องต้นสำหรับการใช้งาน iphone ก็อาตมาเป็นสาวกแอปเปิ้ล นี่หน่า55 เสร็จเเล้วถึงเวลาอันสมควรแก่การจำวัด เข้ากุฎิ ขณะเดินผ่านโรงทานป้าดาบอกว่าโยมแม่อาตมาฝาก ผักฝากหมูมาเพียบเลย เเค่นี้อาตมาก็ซึ้ง เหมือนความสุขมาจากไหนไม่รู้โถมเข้าอก อาตมา 555 เวอร์ไปป่ะ ระหว่างคุยกับป้าหลวงพี่ตั้มก็หยุดอยู่กับอาตมาเช่นเคย ถึงกุฎิ เข้าห้องน้ำทำกิจ ขณะนี้20.04 อาตมาขอจำวัดก่อนน่ะ 
    วันที่4 11/02/59.  มอง พิธีบวงสรวงพญานาค
    นาฬิกาปลุกตี5 ความจริงอาตมาตื่นก่อนเสียงนาฬิกาปลุกเสียอีก เมื่อคืนนาวมาก ตื่นบ่อย ตี5 30 อาตมาลงไปที่ศาลาเพื่อรอหลวงพี่กับครูบาออกบิณฑบาตร จุดเทียนเรียบร้อยก็ออกบิณฑบาตร วันนี้รู้สึกไม่ได้ทรมาณเทีากับ2วันแรก ไม่รู้เพราะชินหรืออะไรน่ะ. แต่ก็ยังเจ็บอยู่ รอดูพรุ่งนี้ว่าจะเจ็บไหม เช่นเคย มีญาติโยนมารอตักบาตรหน้าร้านค้า มีเจ้าของร้านกับสีกา. สีกาใส่นมแพ็คหนึ่ง คือหนักคออยู่น่ะ. นึกในใจ อาตมาเอากล่องเดียวได้ไหม ถึงวัดถึงเวลาฉัน วันนี้หลวงพี่ตั้มไม่ได้ฉันเช้า เพราะเดี่ยวจะมีญาติโยมมาถวายเพล. เหลือแต่อาตมากับครูบา ฉันเสร็จอาตมาก็ช่วยหลวงพี่ตั้ม จัดแจงสถานที่เพราะเดี่ยวจะมีพระวัดอื่นมาอีก7รูป จัดแจงเสร็จอาตมาก็เข้ากุฎิ เพลอนอนไปตอนไหนไม่รู้ ก็ได้ยินเสียง กลอง ฆ้อง ดัง โม้งๆๆๆๆๆ โม้งตุ้มโม้งตุ้มโม้งตุ้มโม้ง.  เลยลุกขึ้นมาดูเห็นกลุ่มแม่ชี กำลังฟ้อนรำอยู่บริเวณพิธี วันนี้มีพิธีบูชาพญานาค โดยจะมีกลุ่มบุคคลที่มีความเชื่อว่าตัวเองเป็นลูกหลานพญานาคมาร่วมพิธี คือเขาเชื่อกันว่าที่แห่งนี้เป็นที่สิงสถิตย์ของท่านพญานาคเลยมีการทำพิธีอยู่เรื่อยๆ พิธีนี้นำโดยแม่ชีและกลุ่มลูกๆ.  ไม่เกี่ยวกับพระแต่อย่างใดสักพักก็มีรถขับเข้ามาภายในวัด พร้อมด้วยพระวัดอื่นจำนวน7รูป หลวงพี่เลยเข้ามานั่งในกุฎิเพราะคนน่าจะพลุกพล่าน สักพักได้ยินเสียงคนพูดคุยหน้ากุฎิ เลยออกไปมอง เป็นพระ3รูปจากวัดอื่น มาเด็ด สตอเบอร์รี่ หน้ากุฎิ อาตมากินอย่างเอร็ดอร่อย เมามันส์.  อาตมาอยู่นี่มา4วันยังไม่เคยได้ฉันสตอเบอร์รี่ เพราะที่นี่ฉันเช้าเสร็จเเล้ว ห้ามฉันอย่างอื่นนอกจากน้ำเปล่า หรือน้ำหวาน น้ำผลไม้ได้ แต่ต้องกรอง7ชั้น ห้ามมีเกล็ดหรือกากใย ไมโลได้ แต่ห้ามโอวัลติน อาจเป็นเพราะโอวัลตินมีส่วนผสมอะไรสักอย่าง อาตมาก็จำไม่ได้ พออิ่มหน่ำสำราญกับสตอเบอร์รี่ พระก็เข้าศาลาไปฉันเพลกัน ส่วนอาตมาปิดกุฎิอยู่กับตัวเองต่อไป เวลาบ่าย3 อาตมาทำกิจของสงฆ์ตามปกติ กวาลานวัด กวาดศาลา ถูศาลา เติมกาน้ำครูบากับหลวงพี่ตั้มเติมน้ำสำรับกรวดน้ำทำวัฒน์เย็น. แต่วันนี้พิเศษหน่อยต้องทำความสะอาดศาลาใหญ่ พอดีแม่ชีเขาออกไปแล้วไม่ได้ทำความสะอาด อาตมากับหลวงพี่ตั้มต้องมาทำกันเอง แต่ไม่เป็นไรน่ะ ไม่ได้สกปรกอะไรมากหรอก พอเสร็จพอมีเวลาเหลือ อาตมาเลยเก็บภาพต่างๆภายในวัด เพราะปกติจะถ่ายๆ แบตก็หมดเลยไม่ค่อยได้ถ่าย พอดีโทรศัพท์อาตมาแบตไม่ค่อยดี ถ่ายรูปเสร็จอาตมาก็กลับเข้ากุฎิเพื่อสรงน้ำ 6โมงเย็นก็ออกไปทำวัตรเย็น วันนี้ป้าดามาทำวัดเย็นด้วย หลังจากทำวัตรเย็นเสร็จ ก็ได้พูดคุยกับป้าดา จนเวลาเกือบทุ่มครึ่ง เข้ากุฎิ เพื่อจำวัด โดยวันนี้อาตมาตั้งใจจะนั่งสมาธิ ก่อนจำวัด
    วันที่5 12/02/59 อันเชิญพระแก้วแดงมหาจักรพรรติ
    ตี5เสียงนาฬิกาปลุก อาจมารีบลุกเปิดไฟ กลัวเผลอหลับต่อ เข้าห้องน้ำล้างหน้าล้างตา สีฟัน เตรียมตัวออกบิณฑบาตร 6โมงครูบาพร้อม หลวงพี่ตั้มพร้อม อาตมาพร้อม ออกบิณฑบาตร อาตมาอยากเก็บภาพช่วงบิณฑบาตรไว้มาก มันสวยงามจริง เป็นเพราะอาตมาอยู่ท้ายแถวด้วยเลยได้เห็นภาพภิกษุออกบิณฑบาตร เดินลงดอย สองข้างทางเป็นป่า มีกระท่อมบ้าง หมาเดินผ่านบ้าง บรรยามืดๆหน่อย.  อยากหยิบกล้องมาถ่ายเสียจริงๆ แต่!!!!!ครูบาไม่ให้เอาโทรศัพท์ออกไปบิณฑบาตร อย่างเซ็ง แต่ไม่เป็นไรวันนี้อาตมาจะเล่าให้เป็นภาพให้ฟัง  นึกภาพตามน่ะโยม เพราะไม่มีภาพถ่ายจริงๆ ช่วงเดินออกจากวัด จะเป็นถนนลูกรัง เป็นการเดินลงดอยระยะทางก็ประมาน300-500เมตรน่าจะได้ ระว่างทางนี้2ข้างทางจะเป็นป่า แต่ไม่ใช่ป่าทึบน่ะ คือมองเหนรอบๆได้บรรยากาศดี แต่เป็นช่วงที่ทรมาณที่สุด เพราะเจ็บเท้ามาก ระหว่างทางนี้จะมีหมาวิ่งสวนมาทุกวัน ขนาดหมาไม่ใส่รองเท้าวิ่งสวนขึ้นดอยยังไม่เคยได้ยินมันบ่นเลยเนอะ 55 พ้นทางขึ้นวัดจะเป็นถนนคอนกรีตเข้าสู่ชุมชน บรรยากาสเป็นแบบชาวบ้านๆ จะเห็นว่าทุกหลังตื่นหมดเเล้ว ลูกเด็กเล็กแดงเตรียมรอรถไปโรงเรียน อาจเป็นเพราะอยู่บนดอยแล้วต้องรีบตื่นไปโรงเรียนมั้ง วันนี้เป็นวันศุกร์ เด็กๆที่นี่จะแต่งชุดพื้นเมือง สีขาว แดง ใครนึกภาพไม่ออกลองดูเรื่องแม่อายสะอื้นดู ช่วงตีกลองสะบัดชัย ดูน่ารักน่าเอ็นดู บ้านที่นี่จะอยู่ติดๆกัน บางบ้านมีรั้วบางบ้านไม่มีรั้ว มีทั้งบ้านไม้และบ้านปูน แต่ส่วนใหญ่จะเป็นบ้านชั้นเดียวน่ะ หน้าบ้านทุกหลังจะมีเลขที่บ้านอยู่ พร้อมชื่อเจ้าของบ้าน เหมือนกันทุกหลังเลย ปักอยู่หน้าบ้านแล้วทำเป็นเหมือนหลังคาบ้านไว้ด้านบน อันนี้แปลกดี อาตมาไม่เคยเห็นเลขที่บ้านติดชื่อ สงสัยกลัวไปษณีย์ส่งผิดป่าว อันนี้อาตมาคิดเองเล่นๆน่ะ คนที่นี้ดูร่าเริงดี ยิ้มให้ตลอดทาง คนน้อยดูไม่พลุกพล่าน เดินได้ประมานครึ่งทางจะเจอร้านค้า ร้านค้านี้ขายอาหารถุง ไม่ใช่ร้านข้าวแกงน่ะ เหมือนเป็นอาหารหลายๆอย่าง จัดใส่ถุงไว้เเล้ว มีสารพัดเลย ขนมเอย แกงเอย ข้าวหลามยังมี คืออันนี้เยอะจริงๆ ไม่เหมือนร้านข้าวแกงที่กรุงเทพน่ะ. และที่ร้านนี้แหละ เจ้าของร้านจะตักบาตรทุกวัน บางทีก็มีคนที่มาซื้อของกินที่ร้านมาใส่ด้วย ทุกครั้งที่เดินมาถึง เจ้าของร้านจะเอาเก้าอี้3ตัวมาให้ นั่งเพื่อรับพร ไม่แน่ใจอาตมาเคยบอกไปหรือยังว่า เวลาตักบาตรที่ถูกต้อง อย่า ให้พระยืนให้พรเเล้วเรานั่งข้างล่าง เพราะพระจะเป็นอาบัติ เราต้องหาเก้าอี้ให้ท่าน. หรือถ้าไม่มีจริงๆ ต้องยืนเหมือนกับท่านเเล้วไหว้แค่นั้นพระถึงจะให้พรได้ อันนี้เป็นควมรู้ใหม่จริงๆ พอเดินออกจากร้านค้า ก็ไม่ค่อยมีญาติโยมมาใส่ล่ะ เหมือนที่ร้านค้าจะเป็นที่รวมพลมั้ง ระหว่างทางกลับจะมี น้ำตกห้วยแข้ง แต่เห็นแค่ป้ายน่ะ อาตมาไม่เคยไปเพราะน่าจะเข้าไปลึกอยู่ มีสนามยิงปืนด้วย.  อันนี้น่าสนใจ ถ้าสึกเเล้วมีโอกาสได้มาคงลองเข้าไปดู อีกหนึ่งที่น่าแปลก หมาที่นี่ไม่เห่าพระ ไม่ไล่พระ. อันนี้แปลกจริงๆ เพราะอาตมากับหมานี่อริกันเลย. เห็นเป็นเห่า เห็นเป็นไล่ ช่วงแรกๆกลัวมากกับการต้องเดินฝ่าฝูงหมา คือมันตื่นเต้นกว่าเดินเข้าบ้านผีสิงอีกน่ะเพราะไม่รู้มันจะไล่เราหรือเปล่า บรรยากาศการบิณฑบาตรน่าจะมีประมาณนี้แหละ เสร็จเเล้วก็เข้าวัด ฉันอาหารเหมือนที่เคยทำ เลยถึงเวลาไกล้ที่จะต้องกวลาลานวัด อาตมาลงไปที่ศาลา แต่ยังคงมีญาติโยมอยู่เต็มศาลา สักพักก็มีโยมผู้ชายคนหนึ่งถามอาตมาว่า ท่านเป็นพระบวชใหม่ใช่ไหม อาตมาก็ตอบว่าใช่ โยมผู้ชายเลยพูดต่อว่างั้นขอท่าน อันเชิญพระแก้วแดงมหาจักรพรรติ ไปไว้ในถ้ำให้หน่อยได้ไหม อาตมามองที่ครูบาเเละหลวงพี่ตั้ม เห็นไม่มีท่าทีไร อาตมาเลยพูดไปว่า ได้ครับ ถึงเวลาอันเชิญพระแก้วแดง อาตมาก็นำขบวนพร้อมอุ้มพระแก้วแดงนำหน้าญาติโยม หนทางลำบากมาก เพราะทางขึ้นถ้ำชันมาก ปกติเวลาขึ้นไปตัวเปล่ายังต้องจับราวเลย นี่ต้องอุ้มพระแก้วแดงอีก แต่อาตมาภูมิใจมากน่ะ จนลืมที่จะพักระหว่างทางเลย เป็นครั้งหนึ่งของชีวิตจริงๆ พอถึงหน้าถ้ำทำเอาอาตมาหอบแห่กๆๆ เลยทีเดียว อาตมาจัดแจงวางพระแก้วแดงไว้หน้าถ้ำ บริเวณที่ทางญาติโยมได้จัดแจงเตรียมผลไม้ ขนมและน้ำไว้ก่อนเเล้ว ญาติโยมได้ทำพิธีโดยมีครูบานำสวด ถึงเวลาครูบาก็ได้เรียกอาตมาอุ้มพระแก้วแดงเข้าไปที่ถ้ำ พออาตมาอุ้มมาถึงก็มีโยมผู้ชายที่ขอให้อาตมาเชิญพระแก้วแดงรอรับอยู่ ไม่น่าเชื่อว่าจะมีช่องพอดีที่จะวางพระแก้วแดงได้นพอดีเปะแบบไม่น่าเชื่อว่าจะมีช่องแบบนี้อยู่ในถ้ำด้วย อาตมาเชื่อส่วนตัวว่าที่นี่คือที่สำหรับท่านจริงๆ พิธีทุกอย่างเสร็จ อาตมาก็ลงมานั่งศาลา รอญาติโยมมาถวายผ้าป่า และถวายสังฆทาน เวลาล่วงเลยมา5โมงกว่าล่ะ อาตมาจึงรีบมาสรงน้ำเพราะเดี่ยว6โมง อาตมาต้องลงมาทำวัตรเย็น หลังทำวัตรเย็นเสร็จ อาตมาก็ได้นั่งพูดคุยกับครูบา หลวงพี่ตั้ม และป้าดา ตามปกติ ใช้เวลาช่วงนี้รอญาติโยมกลับจากออกไปทานข้าวข้างนอกด้วย เพราะทางญาติโยมที่ถวายพระแก้วแดงได้ขอมานอนที่วัด เวลาผ่านไปเกือบ3ทุ่ม ครูบารอไม่ไหว เลยให้ทุกคนไปจำวัดก่อน
      วันที่6 13/02/59. Happy Birth Day
       ตี5 ถึงเวลาที่อาตมาต้องตื่นออกไปบิณฑบาตร ตี5ครึ่ง อาตมาลงไปที่ศาลา ได้ยินเสียงรถขับเข้ามาที่วัด ครูบาถามอาตมาใครมา อาตมาตอบไม่รู้ครับ. พอรถมาถึงประตูรถเปิด ปรากฎว่าเป็นโยมพ่อ โยมแม่ และโยมน้าของอาตมา มาถวายอาหารเช้า เพราะวันนี้เป็นวันเกิดของอาตมา แต่โยมพ่อโยมแม่ก็ต้องรอก่อน พระอาตมาต้องออกไปบิณฑบาตรก่อน วันนี้อาตมาออกบิณฑบาตรโดยไม่มีญาติโยมมาใส่บาตรเลย ได้ยินว่าเพราะว่าเขาต้องไปงานศพกันเพราะวันนี้เป็นวันเผาทุกคนเลยต้องไปช่วยกันที่งาน. พอมาถึงที่วัดโยมพ่อ โยมแม่อาตมา ก็เข้ามาถวายอาหารเช้าที่ศาลาพร้อมทั้งอาหารของป้าดา อาตมาฉันเสร็จ โดยแอบฉันไม่หมดเหมือนทุกครั้ง เพราะอยากเอาข้าวที่เหลือไปให้หมาที่เข้ามาในวัดได้กินด้วย วัดที่นี่ไม่มีหมาวัดน่ะ แต่เป็นหมาที่มากับนายช่างที่มาสร้างโบสถ์ มีตั้ง3ตัว แต่ล่ะตัวน่ารักมาก ตัวอ้วนๆ พอเอาข้าวที่เหลือมาให้หมา กลับไม่มีหมาสักตัวเลย. คิดในใจเอาล่ะไงลืมเลย ว่าวันนี้เขาไปช่วยงานศพกันเลยไม่มีใครมา แม้ระทั่งนายช่าง. แต่ก็ช่างเหอะใส่ไว้ก่อนล่ะกันเผื่อมา ฉันเสร็จอาตมาก็ล้างบาตร เเละเข้ากุฎิ วันนี้รู้สึกตัวเองหนาวมากซึ่งอากาศวันนี้ไม่ได้หนาวเท่าทุกวันน่ะ. แต่ร่างกายมันเหมือนโดยแช่ฟรีซ. เลยนอนใส่ถุงเท้า ห่มผ้าหนามาก ก็ไม่หาย. เพลอหลับไป ตื่นขึ้นมา กลับกัน. คือร่างกายมันร้อน ร้อนๆมากๆเหมือนเป็นไข้ เลยลุกมานั่งฉันน้ำ สักพักใหญ่ๆเลย ถึงเวลากวาดลานวัดอาตมาเลยขอยาจากหลวงพี่ตั้มฉันไป2เม็ด กลัวคืนนี้จะตัวร้อนอีก เสร็จเเล้วอาตมาก็มาสรงน้ำรอไปทำวัตรเย็น วันนี้ก่อนทำวัตรเย็นครูบา หลวงพี่ตั้มเเละอาตมาช่วยกันเผาใบไม้เพราะใบไม้ตรงโคนต้นไม้ใหญ่หน้าศาลาเรื่มเยอะล่ะ สักพักป้าดาก็ขับมาเตอร์ไซต์เข้ามาที่วัด และช่วยกวาดด้วย เสร็จเเล้วก็ทำวัตรเย็นต่อ เสร็จจากทำวัตรก็เเยกย้ายจำวัดวันนี้ไม่มีการสนทนาใดๆ เพราะเหมือนทุกคนจะเริ่มไม่ค่อยสบายเพราะอากาศที่นี่แปลปรวนมาก เช้าหนาวมาก บ่ายร้อนมาก ตกเย็นก็เริ่มหนาวอีก อาตมาขอจำจัดก่อนน่ะ ธรรมะสวัสดี
    วันที่7 14/02/59.  Valentine's. 
     ตี5 อาตมาตื่นมาพร้อมกับความหนาวที่ยังไม่มีวี่แววจะหายไปสักที วันนี้เป็นวันวาเลนไทน์ ได้ยินครูบาว่าวันนี้จะมีผ้าป่าวาเลนไทน์ด้วย. เออ เอาดิ แปลกดีน่ะ 555. อาตมาอยากเปลี่ยนวันนี้จากวันวาเลนไทน์เดย์ เป็นวันตักบาตรเดย์. เชื่อมั้ยตั้งต่อาตมาอยู่ที่นี่มาครบอาทิตย์. ไม่เคยมีญาติโยมตักบาตรเยอะขนาดนี้เลย. เอาเป็นว่า ตักจนคออาตมาจะหลุดอ่ะ คือหนักมาก ที่วัดนี่ไม่มีลูกวัด้วย ระต้องถือทุกอย่างเองหมด อาตมาไม่ได้บ่นน่ะ เล่าสู่กันฟัง มันเป็นความยนดีมากกว่าที่เห็นญาติโยมในชุมชนเล็กๆเห็นความสำคัญกับระพุทธศาสนา หลังจากบิณฑบาตร ฉัน และล้างบาตรเสร็จ วันนี้อาตมาต้องไปซ่อมฝายทดน้ำเพราะน้ำที่วัดไหลช้ามาก ไม่รู้เป็นเพราะอะไร อาตมาไปกับหลวงพี่ตั้ม พร้มด้วยนายช่างเจมส์และเมียนายช่างที่ดอยฝั่งนู้นนนนนน....ก่อนออกเดินทางอาตมาเตรียมโทรศัพท์ ไอแพด เผื่อโทรศัพท์อาตมาดับอีก และน้ำใส่ย่ามไปด้วย หนทางจากวัดไปที่ฝายค่อยทางไกล เละต้องเดินเท้าไป แต่อุปสรรคไม่ว่าจะใหญ่แค่ไหน ก็เทียบไม่ได้กับบรรยากาศระหว่างทาง ทำให้หายเหนื่อยเลย คือดีสุดๆอ่ะ เย็นสบาย ร่มรื่น แต่ถ้าให้ไคนเดียวก็ไม่ไปน่ะ อาตมากลัวสัตว์ป่า พอถึงฝาย พบว่าน้ำในฝายมีน้อยมากๆ เรียกว่าเเทบแห้งเลยดีกว่า เพราะช่วงนี้เป็นหน้าแล้งด้วย อีกทั้งคนตัดต้นไม้เยอะ เลยทำให้น้ำมีน้อยมาก นายช่างเจมส์กับเมียนายช่าง ก็จัดแจงเตรียมอุปกรณ์ที่จะซ่อมอาตมายืนอยู่บอกกับนายช่างว่า ให้อาตมาช่วยไรดี. นายช่างตอบเสียงแน่นมาก ไม่เป็นไรครับ. นิมนต์นั่งครับ แหง่ววว หน้าแตก โอเค นั่งเป็นกำลังใจให้ก็ได้. อาตมาเลยมานั่งที่โขดหินกับหลวงพี่ตั้ม เลยถือโอกาสถ่ายรูปมาเยอะเลย นายช่างกับเมียใช้เวลาไม่นานก็ซ่อมเสร็จ จนมีน้ำพอที่จะใช้ในหน้าแล้งนี้ได้อยู่ ระหว่างทางกลับ อาตมาเจอต้นไม้แปลกเยอะเลย อาตมาไม่รู้จักหรอกว่าคือไร เอาเป็นว่าไม่เคยเห็นในชีวิตประจำวันล่ะกัน สวยดี เป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่ชอบมากที่ได้มาสัมผัสแบบนี้ ปกติอยู่กรุงเทพจ้องแต่คอมจนสายตาสั้น เดินกลับมาจนถึงวัด อาตมาก็เข้ากุฎิพักผ่อนรอบ่าย3 มากวาดลานวัด โดยวันนี้นัดกับหลวงพี่ตั้มว่าจะไปกวาดข้างบนถ้ำ พร้อมกับเผาหญ้าด้วยเพราะเดี่ยวหลังวันที่16 ทาง อบต. เขาจะไม่ให้เผาล่ะ ถึงเวลาบ่าย3 อาตมาพร้อมหลวงพี่ตั้ม กับญาติโยมอีกหนึ่งคนมาช่วยกวาดด้วย เข้าไปกวาดไล่ตั้งแต่ถ้ำยันบันไดด้านล่าง เล่นเอาเหนื่อยเอาการเลยทีเดียว ช่วงที่กวาด อาตมากับหลวงพี่ตั้มก็เผาไปด้วย เผาไม่สูงมากน่ะ เพราะ ที่นี่หญ้าส่วนใหญ่จะเป็นใบไผ่ พอกวาดเสร็จ อาตมากับหลวงพี่ตั้มก็มานั่งรอดูผลงาน. ไม่ใช่อะไรหรอก กลัวไปมันลามไปไกลจะดับลำบากนั่นเอง55 พอเห็นว่าน่าจะพอล่ะ เลยช่วยกันดับไฟที่กำลังลุกอยู่ เเล้วแยกย้ายเข้ากุฎิเพื่อสรงน้ำ ระหว่างอาตมาสรงน้ำ ได้ยินเสียง เปาะแปะ เปาะแปะ เหมือนมีใครเผาอะไรอยู่ แต่ก็ภาวนาอยากเป็นไฟที่อาตมากับหลวงพี่ตั้มดับไปเลย อาตมารีบสรงน้ำแล้วออกมาดู. โอ้โห่ เป็นไปตามนั้น ไฟลานมาไกล้กุฎิล่ะ คือด้านบนกุฎิอาตมาจะเป็นกุฎิของ ครูบา หลวงพี่ตั้มคงเห็นพร้อมๆกับอาตมาจึงชวนไปรีบดับไปก่อนละลามมากกว่านี้ อาตมาจึงรีบนุ่งจีวร ไปดับไปอีกหน เลยเอาอยากกลับมาสรงน้ำอีกรอบเลยทีเดียว ถึงเวลาทำวัตรเย็น อาตมาก็ลงไปทำวัตร เสร็จเเล้วก็นั่งพูดคุยกับครูบา หลวงพี่ตั้ม และป้าดา ตามปกติ แต่วันนี้ยาวหน่อย เพราะพรุ่งนี้เชา ครูบาไม่อยู่ มีกิจนิมนต์ต้องไปเชียงใหม่ เวลาเกือบ2ทุ่ม เห็นสมควรแก่การจำวัด เลยแยกย้ายกันไปจำวัด เดินจงกรม นั่งสมาธิ สวดมนต์ และแต่ความต้องการของสงฆ์นั้นๆ ส่วนอาตมาชอบนั่งสมาธิ แต่นั่งได้ไม่นาน ก็รู้สึกอยากมาเล่าให้ฟัง เลยเปิดไอแพดมาพิมนี้แหละ
     วันที่8 15ก.พ.59 วันสุดท้าย
ใช่ครับ ยังไม่ครบ9วัน จะรีบไปไหน จะรีบไปไหน ที่อาตมาหมายถึงวันสุดท้าย คือพรุ่งนี้อาตมาต้องไปเชียงใหม่ กับหลวงพี่ตั้ม และญาติโยมอีกไม่รู้ใครบ้าง ตั้งแต่ตี5 เลยทำให้วันนี้กลายเป็นวัน ออกบิณฑบาตรวันสุดท้าย ล้างบาตรวันสุดท้ายและฉันข้าวในบาตรโดยใช้มือหยิบวันสุดท้าย คงคิดถึงน่าดู วันนี้ขณะที่อาตมาเดินบิณฑบาตร หลวงพี่ตั้มก็ได้บอกให้อาตมาว่า ถ้าวันนี้มีญาติโยมมาใส่บาตรให้อาตมาให้พรน่ะ อาตมาก็ ห่ะ  เสียงดังมาก. จนหลวงพี่สะดุ้งเเละพูดว่า. ให้พรแค่ อายุ วันโน สุขขัง พลัง พอ.  โอเคๆ ได้ครับไม่ยาก อาตมาตอบ ความจริงก่อนบวช อาตมาท่องบทให้พรแบบยาวมาด้วยน่ะ แต่ลืมล่ะ. วันนี้เป็นวันพระ ญาติโยมเลยตักบาตรกันค่อนข้างเยอะ ถ้าจำไม่ผิด ประมาน5ที่ได้มั้ง น่าจะเยอะที่สุดเท่าที่อาตมาได้เดินบิณฑบาตรมาก็ว่าได้ ขณะให้พร อาตมายอมรับน่ะ ว่ากลัวท่องผิมาก ปากสั่นด้วย555 แต่ทุกอย่างก็ผ่านด้วยดี วันนี้อาตมาก็ไม่มีไรมาก แค่มานั่งย้อยดูวันเก่าๆ ก่อนบวชและขณะบวช ว่าเราได้อะไรจากการบวชบ้างหรือเปล่า วันนี้อาตมาไม่มีไรน่าตื่นเต้นหรือได้ทำอะไรมากนัก แต่เป็นวันที่อาตมาใช้เก็บความรู้สึกรอบๆข้างมากกว่า พรุ่งนี้อาตมาต้องตื่น ตี4 ล้อหมุนตี5 อาตมาขอจำวัดก่อนน่ะโยม
    วันที่9 16 กพ 59 ร่วมพิธีประกอบพระที่เชียงใหม่
    วันนี้ อาตมาตื่นตั้งแต่ตี4 เพื่อร่วมพิธีประกอบพระที่วัด ปูคาใต้ จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีทางคณะทีมงานช่างจากวัดห้วยไร่ เป็นคนประกอบให้ คือ ทางครูบาตั้งใจที่จะมอบพระให้แก่วัดต่างๆที่ต้องการ เป็นพระพุทธรูปหน้าตักใหญ่เอาการอยู่น่ะต้องใช้ รถเครนในการประกอบส่วนต่างเข้าด้วยกัน ถ้าทางวัดไหน หรือญาติโยนท่านใดต้องการถามเพิ่มเติมลองโทรคุยกับครูบาได้โดยตรง อาตมารู้มาแค่เคร่าๆน่ะ ว่าเหมือนแค่เตรียมฐานพระ และพิธีแค่นั้น ส่วนพระทางวัดห้วยไร่จะเป็นคนจัดการมั้ง เอาเป็นว่า ถ้าสนใจลองถามครูบาดีกว่า 55 พอดีอาตมาไม่ค่อยได้มีเวลาถามมาก อาตมาถือว่าการได้เข้าร่วมพิธีประกอบพระ เป็นสิริมงคงแก่ชีวิตมาก เป็นการบวชที่รู้สึกว่า ดีมาก ดีมากๆ เป็นวันสุดท้ายแห่งการบวชที่เป็นสิริมงแก่ชีวิต
     ปิดท้าย
     บวช 9 วัน ที่วัดป่าเมตตาวนาราม ได้อะไรบ้าง
     อาตมาได้เรียนรู้ และปฎิบัติ วินัยสงฆ์ ที่ถูกต้อง  อาตมาสามารถฉันเช้ามื้อเดียวได้โดยไม่มีอาการหิวเลย อามารถได้ร่วมสร้างวัด ถึงไม่มากก็ตาม อาตมาได้อัญเชิญพระแก้วแดงจักพรรดิ อาตมาได้ไปร่วมพิธีงานมรณภาพของเจ้าอาวาสวัดอื่น อาตมาได้ร่วมพิธีประกอบพระ และอาตมาได้สวดมนต์แล้วนึกถึงโยมพ่อโยมแม่ อาตมาทุกวัน 
     ที่สำคัญ อาตมา สามารถเลิกบุหรี่ได้ แค่บวช และ อาตมาเลิกกาแฟได้ เเค่บวช 9 วัน วันที่ตัดสินใจทิ้งบุหรี่ลงกองเผาขยะ ที่กำลังไฟลุกอยู่ อาตมาก็นึกขึ้นได้ว่า "รีบเผามันก่อนที่มันจะเผาเรา"  อาตมาดูดบุหรี่มาตั้งแต่15 ตอนนี้27 ปาไปก็ 12ปี. อยากเลิกมานานล่ะ แต่ใจไม่เเข็ง มีข้ออ้างที่จะเลิกไม่ได้ สารพัด. แต่พอได้มาปฎิบัติธรรมที่ดี จึงได้รู้ว่า ไม่ดูดก็ไม่ตายนิ อาตมาค้นพบวิธีที่ง่ายมากในการเลิก คือ 
  ไม่มีดูด (แข็งใจทิ้งมันไปซะ) 
  ไม่มีเงินซื้อ (ที่นี่พระห้ามจับเงิน ห้ามนับเงิน)
   ไม่มีคนไปซื้อให้ (ที่นี่ไม่มีลูกศิษย์วัด)  
ดูดิจะตายไหม ปรากฎ "ไม่ตาย" อาตมาเอาใจช่วยคนที่ต้องการเลิกบุหรี่น่ะ ที่เราๆบอกว่าเลิกไม่ได้ เลิกยาก อาตมาเชื่อว่าความเคยชินในการดูด ไม่ว่าจะเป็น เวลานี้ต้องดูด ที่ตรงนี้เป็นที่ดูด ผ่านก็อยากดูด หรือมีติดตัวอยู่ ก็อยากดูด.  หมดก็หาซื้อง่าย ทั้งหมดทั้งมวลนี้ ต่างเป็นข้ออ้างทั้งนั้น 
    ในสุดท้านที่สุดนี้ ด้วยอำนาจแห่งคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จงดลบันดาลให้ทุกท่านประสบความสุขความเจริญโดยทั่วหน้ากันทุกท่าน เทอญ.
                                                              สิริปุญโญ
      
    
SHARE

Comments

Kitoten
4 years ago
ชอบมากคับหลวงน้อง สนุกดี นึกถึงตอนที่เคยบวชเหมือนกัน ถ้าได้บวชอีกคงจะหาวัดป่าแน่ๆ
Reply
xglhor
4 years ago
ชอบมากครับสนุกดี
Reply