จะเกิดอะไรขึ้นกับการวิธีทำงานในอีก 10 ปีข้างหน้า?
โลกวันนี้หมุนเร็วกว่าที่เคยเป็นมา....

ได้อ่านข่าวการล่มสลายของบริษัทยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่นสองเจ้าติดๆกันแล้วกลับมานั่งสงสัย
ว่าอีกซัก 10-20 ปีข้างหน้า โลกและชีวิตการทำงานของคนในเวลานั้นจะเป็นยังไงกันนะ

(*) แหล่งข่าวที่น่าสนใจ

หายนะทางธุรกิจของโตชิบา สาเหตุจากความ "ดื้อ"
http://anngle.org/th/j-lifestyle/jidea/toshibafailed.html

Foxconn เตรียมเปลี่ยนบอร์ดและซีอีโอของ Sharp หลังซื้อกิจการเสร็จสิ้น
https://www.blognone.com/node/80960


สมัยเรายังเด็กๆ เรามักจะได้ยินว่าสินค้าของญี่ปุ่นนั้นมีคุณภาพ
อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แทบทุกอย่างถูกสร้างและส่งออกไปขายทั่วเอเซีย
ไม่ว่าจะเป็นตู้เย็น โทรทัศน์ วิทยุ หม้อหุงข้าว ไปจนถึง โทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ และรถยนต์

บริษัทญี่ปุ่นที่ครองเทคโนโลยีเหล่านี้ก็ขยายอาณาจักรไปอย่างยิ่งใหญ่
แถบจะเรียกได้ว่าครองทุกอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ต้องใช้ในชีิวิตประจำวันทั้งหมดแล้ว

ถึงตอนนี้ถ้าลองสมมุติว่าตัวคุณเป็นคนทำงานอยู่ในองค์กรแบบนี้ คุณจะรู้สึกอย่างไร?
- กดดัน เครียด และพยายามสร้างสิ่งใหม่ๆ?
- สบายแล้ว ทำไปเรื่อยๆ ปรับปรุงให้ดีขึ้นเรื่อยๆก็พอ?

ผมไม่รู้คำตอบจริงๆหรอก แต่สิ่งที่เราเห็นก็คือ พอใครครองตลาดนานๆเข้า
ความเชื่องช้าก็เริ่มเข้าครอบงำนวัฒกรรมของเขาเสียสิ้น

โลกจริงๆมันโหดร้าย ในขณะที่บริษัทญี่ปุ่นกำลังมีความสุขกับผลลัพธ์ที่กำลังสุกงอม
จีนก็ทุ่มสรรพกำลัง copy ทุกเทคโนโลยีจากทั่วโลกมาทำ
และทำให้ราคามันถูกกว่าอย่างไม่น่าเชื่อ

ส่วนเกาหลีใต้ก็สร้างเร่งสร้างสินค้าทางวัฒนธรรมและพัฒนาเทคโนโลยีอย่างดุเดือด
จนในที่สุดก็ชนะญี่ปุ่นในตลาดของมือถือสมาร์ตโฟนสำเร็จและเป็นการเปิดยุคใหม่ของ
วงการสินค้าไฮเทคโนโลยีของเอเซีย

หลังจากนั้นวงการเครื่องใช้ไฟฟ้าก็เริ่มสั่นสะเทือน แบรนด์จากเกาหลีใต้
เริ่มตีตลาดจอภาพแบบบาง ทั้งเทคโนโลยี ดีไซน์และราคาที่คุ้มค่ากว่า
และเริ่มขยายไปยังสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าชนิดอื่นๆอย่างครบวงจร

ในจังหวะต่อมา สินค้าราคาถูกจากประเทศจีนก็กลายมาเป็นคลื่นยักษที่เข้า
โจมตีสินค้าญี่ปุ่นซ้ำเป็นระลอกที่สอง หลังจากเริ่มตลาดชั้นบนให้เกาหลีใต้ไปแล้ว
สถานการณ์ที่โดนแย่งชิงทั้งตลาดบนและล่างกลายเป็นสิ่งที่เขย่าที่ยืนของสินค้าญี่ปุ่น
จนไม่เหลือภาพความแข็งแกร่งในอดีต และกลายเป็นที่มาของการล้มคว่ำของ
หลายยักษ์ใหญ่ในวงการอย่างต่อเนื่อง

ภาพการเกิดและร่วงลงเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่
ในฝั่งยุโรปและอเมริกาก็มีตัวอย่างให้เห็นมากมาย เช่น Nokia, Blackberry ฯลฯ

สิ่งที่น่าสนใจคือ

ช่วงเวลาที่กำลังถูกแซงนั้น คนในองค์กรนั้นรู้ตัวอยู่หรือเปล่าว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้น?
และถ้ารู้ตัว พวกเขาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อแก้ไขปัญหานั้นอยู่ หรือเปล่า?

.
.
.

ระหว่างที่ยังหาคำตอบไม่ได้ ผมมีเรื่องน่าสนใจ 2 เรื่องมาให้คิดเห็นกันเล่นๆ

เรื่องแรก: เทคโนโลยีปลูกผักในร่มแบบที่กำลังเปลี่ยนโลก

มีกลางปี 2015 ญี่ปุ่นสามารถพัฒนาระบบเพาะปลูกผักกาดด้วยแสง LED ภายในอาคาร
ลดปริมาณการใช้น้ำลงเหลือแค่ 1% เมื่อเทียบกับการปลูกนอกอาคาร และได้ผลผลิตที่ดีกว่า
การเพาะปลูกแบบเดิมหลายสิบเท่า

เทคโนโลยีตัวนี้สามารถแก้ปัญหาด้านพื้นที่เพาะปลูกจำกัด และปริมาณทรัพยากรน้ำที่ใช้น้อยลง
ในขณะที่บ้านเรายังใช้วิธีเผาป่าเตรียมพื้นที่เพาะปลูก และหวังรอน้ำจากระบบชลประทาน
และฤดูกาล(ตามที่พระโคทำนาย)

ยังคงใช้วิธีการเพาะปลูกแบบเดิมๆเหมือนคนเมื่อ 20 ปีก่อนเคยทำ
ในขณะที่บางประเทศพัฒนาไปจนถึงขั้นใช้เครื่องจักรช่วยในการถอนแครอทออกจากแปลงปลูก
และใช้โดรน(หุ่นยนต์เครื่องบินขนาดเล็ก)บินฉีดปุ๋ยไปแล้ว

คนในภาคกสิกรรมของเรารู้ตัวหรือไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น?
ถ้าสินค้าเกษตรบ้านเราถูกตีตลาดด้วยผลผลิตคุณภาพสูงและราคาต่ำจากเทคโนโลยีที่ดีกว่า
ถึงตอนนั้นเกษตรกรบ้านเราจะทำอย่างไร?

.
.
.

เรื่องที่สอง: เมื่อปัญญาประดิษฐ์เริ่มถูกจ้างงานครั้งแรกแล้ว

ในปี 2016 ได้มีข่าวที่สั่นสะเทือนวงการคอมพิวเตอร์และปัญญาประดิษฐ์
ที่ส่งผลต่อความก้าวหน้าครั้งประวัติศาสตร์ของวงการ คือ โปรแกรม Alpha Go
ของบริษัท Google สามารถเอาชนะ Lee Sedol ผู้เล่นโกะที่เก่งที่สุด
อันดับสองของโลกได้ด้วยผลการแข่ง 4-1 เกม

ผลการแข่งที่เกิดขึ้นส่งผลให้เกิดการยอมรับความสามารถของปัญญาประดิษฐ์อย่างยากจะโต้แย้ง
เพราะการแก้ปัญหาเกมโกะมีความซับซ้อนเหนือล้ำยิ่งกว่าหมากรุกมาก
ในระดับที่สูงกว่าการปัญหาระดับพื้นฐานไปหลายเท่า

และสิ่งที่น่าตื่นตระหนกกว่า ก็คือในวงการนี้มีการพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์เพื่อใช้แก้ปัญหา
จริงๆในชีวิตประจำวันไปหลายด้านแล้ว แต่ที่เพิ่งเป็นข่าวครึกโครมไปเมื่อต้นเดือนพฤษภาก็คือ
บริษัทนักกฏหมาย Baker & Hostetler ได้เริ่มว่าจ้างปัญญาประดิษฐ์ที่มีชื่อเรียกว่า "Ross"
จากบริษัท IBM มาเป็นที่ปรึกษาทางกฏหมายในงานคดีเกี่ยวกับการล้มละลายแล้ว

ลองนึกดูว่า ถ้าคุณต้องสรุปเอกสารหลายร้อยฉบับ
เพื่อเปรียบเทียบหาข้อมูลมาวิเคราะห์และสรุปหาคำตอบของเหตุการณ์ซักอันหนึ่ง
มนุษย์ปกติจะทำงานได้เร็วกว่าคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันจริงๆหรือ?

.
.
.

ถ้าวงการกฏหมายถูกเขย่าได้ วงการอื่นก็เกิดขึ้นได้เช่นกัน

ลองจินตนาการ ถึงอนาคต..
ถ้าวงการสถาปัตย์ถูกปัญญาประดิษฐ์แย่งงานดีไซน์แบบบ้านบ้างล่ะ
สมองกลดึงข้อมูลพื้นที่ พิกัดบ้านจาก Google maps
คำนวณทิศแสง ลม และฝนจากข้อมูลอดีตย้อนหลัง 20 ปี
คำนวณสภาพความสูงต่ำของพื้นที่และเงื่อนไขความต้องการของเจ้าของบ้าน
เช่น จำนวนห้องนอน สไตล์บ้าน สี และการใช้สอย
นำไปค้นแบบบ้านจากฐานข้อมูลนับล้าน และเลือกเอาที่เหมาะกับสภาพพื้นที่มาสร้าง model
คำนวณการออกแบบคานและผนังโดยสูตรที่ผ่านการทดสอบทางวิศวกรรมแล้วอย่างดี
ทุกอย่างที่ว่ามานี้ เสร็จทั้งหมด 20 แบบให้ลูกค้าเลือกใน 20 นาที
โดยที่ราคาถูกกว่าและปรับเปลี่ยนได้ตามที่ลูกค้าต้องการ

วงการสถาปนิกจะถูกปัญญาประดิษฐ์แย่งงานไหม?

(*) ตอนนี้ที่จีน มีการพัฒนาเครื่องพิมพ์ที่พิมพ์แบบบ้านออกมาได้แล้วด้วยส่วนผสมของปูน


วงการแพทย์

ถ้าคอมพิวเตอร์สามารถนำเอาประวัติผู้ป่วย การบริโภค และพฤติกรรมการใช้ชีวิต
มารวมกับข้อมูลจากเซนเซอร์การวัดที่มีประสิทธิภาพ + ข้อมูลวินิจฉัยเบื้องต้น
เราอาจนำข้อมูลทั้งหมดไปวิเคราะห์เทียบกับรูปแบบอาการของโรคแบบอัตโนมัติได้เร็วกว่า
การตรวจวินิจฉัยแบบเดิมโดยรู้ตัวก่อนที่ร่างกายจะเริ่มป่วยเสียอีก


วงการดนตรี
มีเพลงทีถูกแต่งด้วยปัญญาประดิษฐ์ออกสู่ตลาดตั้งแต่ต้นปี 2015 แล้วครับ 
อันนี้ไม่ต้องเดา มันเกิดไปแล้ว.. 
(คนแต่งเพลงจะตกงานไหม อันนี้รอดูกันต่อไป)


คุณคิดว่าวงการที่คุณกำลังอยู่ จะไม่ถูกปัญญาประดิษฐ์แย่งงานจริงๆหรือ
และถ้าไม่แย่ง มูลค่าของค่าตัวคุณจะยังสูงอยู่จริงหรือ?


คนส่วนใหญ่รู้ตัวหรือเปล่า ว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้นกับการวิธีทำงานในอีก 10 ปีข้างหน้า
และถ้ารู้ตัว พวกเขากำลังทำอะไรอยู่?
SHARE
Written in this book
Windygallery
Writer
windygallery
Photographer
I am a normal man in the quite imperfect world.

Comments

HERRE
2 years ago
เมื่อถึงเวลาที่เทคโนโลยีเข้ามาแทนที่ เกรงว่ายังไงความสามารถขีดสุดของมนุษย์ก็คงเอาไม่อยู่
การทำงานของมนุษย์ที่ยังคงมีมูลค่าอาจดำรงอยู่ได้แค่บางสาขา
แต่สุดท้ายแล้ววิถีชีวิตของมนุษย์จะเปลี่ยนไป
การทำงานอาจเปลี่ยนรูปแบบ
จนถึงขั้นมนุษย์ไม่ต้องทำงานเองเลยก็ได้
การแบ่งผลประโยชน์ของผลลัพธ์จากเครื่องจักรต่างหากที่น่าสนใจ


ไม่ว่าจะยังไง ชอบบทความนี้มากๆ ต่อยอดความคิดได้เยอะทีเดียว
Reply
windygallery
2 years ago
ความเห็นส่วนตัวนะครับ
กว่าจะถึงจุดที่แบ่งผลประโยชน์ได้ลงตัวนี่ ชนชั้นแรงงานระดับกลางลงไปน่าจะโดนลดงานกันเยอะเป็นวิกฤตเลยนะ และคนที่จะได้ประโยชน์จริงๆจะเป็นกลุ่มคนแค่หยิบมือที่ถือเทคโนโลยีพวกนี้แทน TvT
HERRE
2 years ago
เห็นด้วยๆ กว่าจะถึงเวลานั้น คงต้องเสียหายเยอะเหมือนกัน
nat_busters
2 years ago
โลกในอนาคตกำลังจะเหมือน SCI - FI
(อยากมีจาวิสแบบ IRON MAN ^^)
Reply
windygallery
2 years ago
มีคนทำได้แล้วครับ แถมทำด้วยคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กประหยัดพลังงานด้วยอ่ะ
https://youtu.be/UzaqNF6NlBA
nat_busters
2 years ago
ว้าวววววววว ยอดเยี่ยมไปเลยครับ