[เรื่องสั้น] เอาสร้อยทองไปจำนำ ดอกเบี้ยที่ไม่หยิบยืมคนอื่น
คือมันก็ต้องมีบ้างช่วงวันที่ไม่มีเงินจะกินข้าว ไม่มีเงินหมุนเวียนใช้จ่าย หากคุณเป็นคนที่ไม่เคยใช้บริการโรงรับจำนำนั้นก็คงจะนั่งอ่านอย่างดูแคลนผู้เขียน ณ เวลานี้อยู่บ้าง ซึ่งผู้เขียนก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าหลีกหนีความตกต่ำนี้ไม่พ้น

เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ประสบเหตุการณ์ที่เรียกว่า “หมุนเงินไม่ทัน” ซึ่งปกติแล้วผู้เขียนจะมีเงินเดือนและรายได้จากการทำงานพิเศษ แต่ได้ใช้หนี้ค่าเบี้ยประกันประจำปีหมด บางทีแม้ว่าร่างกายและจิตใจเราจะสมบูรณ์แค่ไหน แต่ถ้าสถานะการเงิน ณ เวลานั้นมันแย่ มันจะหงุดหงิดส่งผลเสียต่ออารมณ์มาก

ด้วยความที่ไม่อยากหยิบยืมใคร “โรงรับจำนำ” เป็นทางเลือกสุดท้าย เพราะผู้เขียนยังไม่อยากขายทองเส้นที่เป็นที่รัก ก่อนอื่นคุณผู้อ่านต้องเข้าใจว่าผู้เขียนเป็นเพียงพนักงานรายได้น้อยธรรมดาคนหนึ่งที่เพิ่งเริ่มทำงานได้ไม่กี่ปี ไม่ได้มีเงินเก็บที่เป็นก้อน เคยซื้อทองไว้ตอนปลายปีที่แล้ว ส่วนหนึ่งก็ขายไปแล้ว อีกส่วนหนึ่งก็ยังเก็บไว้อยู่

การขายทองให้กับร้านทองอาจทำให้เราขาดทุนไปหลายร้อย แต่ถ้าเราจำนำไว้กับโรงรับจำนำ ราคาทองก็ยังอยู่แต่เราได้เงินมาไม่เท่ากับราคาทอง เวลาจะไปไถ่คืนทางโรงรับจำนำก็จะคิดดอกเบี้ยนิดหน่อย ไม่มากเท่าขายให้กับร้านทอง

ขาดทุนน้อยกว่าขายให้ร้านทอง
ก้าวเข้าโรงรับจำนำครั้งแรก

การจำนำนั้นเป็นธุรกิจอย่างหนึ่ง เมื่อเราเข้าไปเราก็เป็นลูกค้าซึ่งหากจะได้เงินสดมาเราก็ต้องเสียผลประโยชน์เป็นดอกเบี้ย ผู้เขียนเลือกโรงรับจำนำที่อยู่ใกล้ถนนใหญ่ ใกล้บ้าน อาจเพราะว่าภาพของโรงรับจำนำในหัวนั้นมึนทึมเหลือเกิน ตามที่ละครและวรรณกรรมเล่าไว้ถึงความเศร้าหมอง คนเอาของไปจำนำเสมือนหมดหนทาง

ผู้เขียนตัดสินใจอยู่นานมากกว่าจะเดินเข้าไป ด้วยความที่เราไม่เคยเข้า “โรงรับจำนำ” มาก่อนเลย และในสายตาของผู้ใหญ่ เรายังเป็นเด็กเสมอ และถูกสอนมาว่าให้ใช้จ่ายเงินอย่างประหยัด ..แต่มันก็ต้องมีช่วงที่ชีวิตเรามีปัญหาบ้าง การที่เราเลือกจะไม่หยิบยืมใครให้เป็นปัญหาและใช้ทรัพย์สินที่เรามีนั้นค้ำยันตัวเองมันน่าจะเป็นหนทางยืนหยัดที่ไม่น่าเกลียดเท่าไหร่

เบื้องหน้าของ “โรงรับจำนำ” นั้นมีตัวอักษรภาษาจีนขนาดใหญ่ เป็นตึกแถวคูหาเดียว มีทางเข้าสองทาง ซ้ายและขวา ด้านหน้ามีเก้าอี้ทรงจีนๆ อยู่สองตัวและมีน้ำดื่มไว้สำหรับคนนั่งรอพัก (แต่ดูเหมือนไม่มีใครเคยดื่มมันเลย) และมีลูกกรงขังคนด้านในสองคนอย่างแน่นหน้า

เราสามารถสื่อสารกับคนข้างในผ่านช่องเล็กๆ ตรงหน้าของผู้เขียนมีชายเสื้อขาวที่กำลังทำสัญญากับคนข้างในอยู่ ผู้เขียนนั่งรอ และเมื่อชายเสื้อขาวเดินออกไป ผู้เขียนก็ได้นำสร้อยทองหนึ่งสลึงเส้นเล็กๆ ยื่นให้ มันเป็นสร้อยข้อมือที่พอดีกับข้อมือของผู้เขียนที่ซื้อมาตอนเริ่มทำงานใหม่ๆ และเป็นลายลูกตุ้มสวยงามมาก

คนข้างในใช้ความสามารถไม่นานก็ชั่งทองตรวจสอบว่าเป็นทองแท้ เขาขอบัตรประชาชนและเขียนรายละเอียดของสร้อยทองไว้บนกระดาษซึ่งต่อมาผู้เขียนจึงทราบว่ามันคือ “ตั๋วจำนำ” เราต้องประทับตรานิ้วมือไว้เหมือนในละครจีนที่เห็นนิ้วโป้งเลอะสี

เมื่อต้องไปธุระต่อผู้เขียนก็กังวลว่านิ้วมือจะเปื้อนหมึกล้างไม่ออก คนอื่นก็จะรู้กันทั่วไปว่าเราเข้าโรงรับจำนำมา แต่ผิดคาด เพราะแท่นหมึกนั้นเป็นไม้เก่าๆ ฝนหมึกสีดำเอาไว้ เมื่อเราประทับตราก็ใช้ผ้าขาวตรงนั้นเช็ดมือออกอย่างง่ายดาย

ผู้เขียนรับเงิน ๔,๕๐๐ บาทมาอย่างอายๆ และรีบเดินออก เก็บเงินใส่กระเป๋าและเก็บตั๋วจำนำไว้



เร็วๆ นี้คงจะได้มาไถ่สร้อยข้อมือที่พอดีกับผู้เขียนเพียงคนเดียว

หลังจากเดินออกมาก็รู้สึกเหงาๆ คิดถึง

ดอกเบี้ยตกเดือนละ ๗๒ บาท เราไม่ต้องหยิบยืมใคร แม้คนอื่นหากรู้เรื่องนี้จะดูถูกว่าเราลำบาก แต่ผู้เขียนกลับรู้สึกดีที่เรารองรับและจัดการชีวิตเราได้ ดอกเบี้ย ๗๒ บาท แลกกับคำต่อว่าจากคนใกล้ตัวที่เราอาจไปขอหยิบยืมเขา แลกกับคนอื่นที่ไม่ทราบฐานะทางการเงินเราเพื่อเอาไปพูดถากถางเสียดสี แลกกับดอกเบี้ยจากบัตรเครดิตที่หากเราควบคุมไม่อยู่ก็เป็นหนี้ ..เท่านี้คิดว่าน่าจะคุ้มนะ

ไม่มีอะไรแลกมาฟรีๆ



เขียน ณ ความรู้สึกจน






SHARE
Written in this book
เรื่องสั้น ของ ผม
เรื่องสั้นชุด ของต้นหอม ต้นเล็กเล็ก

Comments

Parapluire
3 years ago
เป็นกำลังใจให้นะครับ
Reply
9harbin
3 years ago
😀
scorpion_a
3 years ago
เป็นสิ่งที่ เราได้มา โดย สุจริต น่าภูมิใจครับ ^^
Reply