วันที่ทุกอย่างดูแย่ไปหมด
"ทำวันนี้ให้ดีที่สุด" ประโยคธรรมดาๆที่ไม่ได้มีถ้อยคำสละสลวยราวกับบทประพันธ์นี้ยังใช้ได้ดีอยู่เสมอ ประโยคนี้อาจใช้เป็นคติประจำใจของใครหลายคนเวลาเขียน portfolio แต่น้อยคนนักที่จะเข้าใจความหมายอย่างแท้จริง รวมถึงหญิงสาวที่กำลังเขียนบทความนี้ด้วยเช่นกัน เพราะอะไรน่ะหรือ...ย้อนเวลากลับไปเมื่อ 3 วันที่แล้ว วันนี้คือวันอาทิตย์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ.2559 แสงแดดอ่อนยามเช้าค่อยๆส่องผ่านผ้าม่านสีเบจเข้ามายังในห้องนอน เป็นเสมือนนาฬิกาปลุกให้ทุกคนที่อยู่ในห้องนั้นตื่นขึ้นจากห้วงนิทรา ท้องฟ้าวันนี้ดูสดใสแม้ว่าจะยังอยู่ในช่วงฤดูฝน ทำให้ลืมความเศร้าบางอย่างที่เกิดขึ้นในอาทิตย์ที่ผ่านมาไปได้ชั่วขณะหนึ่ง วันนี้เป็นวันสองแล้วที่ได้มาอยู่หอของเพื่อน การอยู่ในที่ๆไม่คุ้นเคย การปรับตัวคือสิ่งสำคัญ กิจวัตรในวันนี้ก็เหมือนกับวันธรรมดาทั่วๆไป กินข้าวเช้า ออกไปเที่ยว และกลับมาที่หอในตอนเย็น ตามแบบฉบับของคนที่ปิดเทอมแล้ว ทุกอย่างดีไปหมดจนเหมือนว่าวันนี้จะมีแต่เรื่องราวดีๆเกิดขึ้น เหมือนที่ในใจลึกๆคิดว่าวันนี้สิ่งที่ตั้งใจไว้จะสัมฤทธิ์ผลสักที แต่แล้วเมื่อเวลาประมาณ 5 โมงเย็น ขณะที่กำลังนอนเล่นอยู่ในห้องอย่างมีความสุข อยู่ดีๆท้องฟ้าที่สดใสก็เริ่มเต็มไปด้วยก้อนเมฆรวมตัวกันแน่นจนกลายเป็นสีดำอยู่ทั่วอณูของท้องฟ้า ท้องฟ้าที่สว่างสดใสมืดครึ้มลงทันตา แล้วทันใดนั้นเองฝนก็เทลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา ทั้งเสียงฟ้าร้อง ฟ้าผ่า ปะปนกันอื้ออึง จนทำให้รู้สึกเหมือนว่า ฟ้ากำลังร้องไห้ให้กับอะไรบางอย่าง ความคิดด้านลบเริ่มเข้ามาครอบงำ เหมือนกับว่าเป็นลางร้าย เวลา 6 โมงเย็น...เวลาที่จะตัดสินว่า ชีวิตข้างหน้าจะเป็นอย่างไร โอกาสครั้งที่สองจะผ่านเข้าหาเราหรือไม่ มือน้อยๆที่กำลังจะแตะหน้าจอโทรศัพท์เริ่มสั่นด้วยความตื่นเต้น หลังจากที่ใส่รหัสผ่านเรียบร้อยแล้วก็กด enter วินาทีที่มีข้อความขึ้นมานั้นเหมือนโลกหยุดหมุน ทุกอย่างหยุดนิ่งเหมือนปิดสวิตซ์ "คุณไม่ผ่านการคัดเลือกให้เข้าศึกษาต่อฯ" ถึงแม้จะพยายาม refresh รัวๆ แต่สุดท้ายข้อความนั้นก็ยังขึ้นเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ยิ่งเข้าไปดูคะแนนสูงสุด-ต่ำสุดแล้วพบว่าเราห่างจากคะแนนต่ำสุดเพียงแค่ 2.5 คะแนน ยิ่งรู้สึกช้ำใจ แค่ 2.5 คะแนน นี่สามารถตัดสินอาชีพในอนาคตได้เลยหรือ ได้แต่นั่งถามตัวเองซ้ำไปซ้ำมาว่า อีกแค่ 2.5 คะแนนเอง ทำไมฟ้าไม่เห็นใจกันบ้าง อย่างไรก็ตามเราก็ต้องยอมรับความจริงที่เกิดขึ้น แต่สำหรับคนที่หวังมากเกินไป แม้จะพยายามปลอบใจตัวเองเท่าไร บอกใครต่อใครว่าไม่เป็นไร แต่ในใจนั้นมันอ่อนแอเหลือเกิน  แม้ว่าอยากจะร้องไห้ แต่ก็ต้องฝืนยิ้มแสดงความยินดีให้กับเพื่อนที่เขาสอบติด นึกน้อยใจในโชคชะตาว่าทำไมโชคไม่เข้าข้างเราบ้างเลย ทำไมถึงไม่เป็นเราที่ได้ หรือเราทำบุญมาน้อยไป จำนวนคนที่ได้คะแนนระหว่างคะแนนต่ำสุดกับคะแนนเรามีเป็นร้อยคนเลยหรืออย่างไรจึงได้ตัดคะแนนต่ำสุดเท่านั้น จนลืมคิดไปว่ากว่าเพื่อนหลายคนนั้นจะสอบติด เขาต้องพยายามมากเท่าไร ต้องทุ่มแรงกายแรงใจขนาดไหนกว่าเขาจะมีวันนี้ได้ แล้วเราพยายามมากพอแล้วหรือยัง ใครหลายคนอาจบอกว่า การที่สอบไม่ติด เป็นเรื่องธรรมดามาก ไม่เห็นต้องเครียดเลย ตัวเองก็มีที่เรียนอยู่แล้วแท้ๆ แต่ถ้ามีแค่เรื่องนี้เรื่องเดียวก็คงไม่เสียใจขนาดนี้ คุณยังจำประโยคในช่วงต้นๆของบทความนี้ได้ไหม? 'ความเศร้าบางอย่างที่เกิดขึ้นในอาทิตย์ที่ผ่านมา' สิ่งนี้คือจุดชนวนของความเครียดทั้งหมด สัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นสัปดาห์ประกาศผลสอบ ในใจก็ลุ้นให้วิชาที่กังวลนั้นผ่านไปได้ด้วยดีเพื่อที่จะได้จบปี 1 อย่างสมบูรณ์ แต่แล้วผลสอบก็ไม่เป็นอย่างที่หวัง เมื่อมี F ตัวแรกเข้ามาในชีวิต...ก่อนหน้านี้เราไม่เคยรู้หรอกว่า F มันร้ายแรงมากแค่ไหน จนกระทั่งได้มาเจอกับตัวเอง รู้สึกทำอะไรไม่ถูก เหมือนหัวใจหยุดชะงักไปช่วงหนึ่ง สิ่งแรกที่รู้คือ F จะคงอยู่ในใบทรานสคริปต์ตลอดไป รู้สึกเหมือนอนาคตดับวูบเหมือนโรงหนังที่ปิดไฟเวลาหนังจะฉาย ความทรงจำทุกอย่างในช่วง 1 ปีผ่านมาผุดขึ้นมาในหัวทั้งหมด นึกถึงตอนที่เคยสัญญากับพ่อแม่ว่าจะตั้งใจเรียน ไม่ให้ติด F นึกถึงตอนที่ไม่ตั้งใจเรียนแล้วทำข้อสอบไม่ได้ นึกถึงเพื่อน นึกถึงอาจารย์ ทุกอย่างสับสนวุ่นวายไปหมด ทั้งตกใจ เสียใจ และรู้สึกผิด แล้วเมื่อติด F ก็จะต้องเสียเงินเพิ่มเพื่อลงทะเบียนเรียนใหม่ยิ่งรู้สึกสงสารพ่อแม่ ท่านเหนื่อยกับเรามา 19 ปีแล้ว เพราะฉะนั้นความหวังที่เหลืออยู่คือ การสอบ admission ให้ติดซึ่งคือการหนีปัญหา แต่เมื่อผลลัพธ์ไม่เป็นอย่างที่หวัง แม้ว่าอยากจะซิ่วอีกรอบ แต่โอกาสนั้นไม่มีสำหรับเราอีกแล้ว ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยทางการเงินที่ไม่เอื้ออำนวย และอะไรหลายๆอย่าง ทำให้เราต้องกลับสู่โลกแห่งความเป็นจริง เผชิญหน้ากับปัญหาที่เกิดขึ้น เรียนรู้วิธีที่จะแก้ปัญหาแทนที่จะหนีปัญหา สิ่งแรกเลยคือต้องมีสติ ค่อยๆคิดไตร่ตรอง บางครั้งสิ่งที่เราคิดว่ามันแย่ที่สุดในชีวิตเรา อาจจะเทียบไม่ได้กับอีกคนเลยด้วยซ้ำ ยังมีคนหลายคนที่เจอเรื่องแย่ๆกว่าเราถ้าเรามองแต่คนที่สูงกว่า เราก็จะไม่เห็นคุณค่าในตัวเอง สิ่งที่เราเป็นอยู่ มันไม่ได้แย่เลย เพียงแต่เราไม่ยอมเปิดใจยอมรับข้อดีของสิ่งนั้น ไม่เคยมองเห็นว่ายังมีคนที่เขาอยากเรียนคณะเดียวกับเรา มหาวิทยาลัยเดียวกับเรา แต่เขาไม่มีโอกาสแม้แต่จะสอบ ความผิดพลาดก็คือบทเรียนที่ทำให้เราเข้าใจชีวิตมากขึ้น ความผิดพลาดไม่ใช่ความล้มเหลวในชีวิต ดังนั้นจึงไม่อาจตัดสินได้ว่า ชีวิตข้างหน้าของเราจะเป็นอย่างไร ล้มแล้วก็ลุกได้ แต่ต้องไม่ล้มบ่อย ยังมีแบบทดสอบอีกมากมายที่ท้าทายเราในอนาคต ชีวิตไม่ได้มีเพียงเท่านี้ "ทำวันนี้ให้ดีที่สุด" ตอนนี้หญิงสาวผู้นั้นก็เข้าใจอย่างถ่องแท้แล้ว แล้วคุณล่ะ เข้าใจความหมายของประโยคนี้ว่าอย่างไร
SHARE
Written in this book
"One day" ณ วันหนึ่ง
All about Mean's life
Writer
apitchayas
a dreamer / a beginner writer
บางครั้ง สมองเราไม่อาจจดจำทุกสิ่งได้ เพราะสิ่งนี้ จึงทำให้มีการเขียนเกิดขึ้น

Comments

NaiArt
3 years ago

That's just life : )


Reply
apitchayas
3 years ago
Yeppp
khaikung
3 years ago
สู้ๆครับ :)
Reply
apitchayas
3 years ago
ขอบคุณค่ะ :)
pureexe
3 years ago
ใจเย็นๆ พลาดพลั้งคือประสบการณ์ ลุกขึ้นสู้ใหม่
Reply
apitchayas
3 years ago
อื้มม ขอบใจนะๆ